Category: Press Release

  • Öhlins เปิดตัวโช้คอัพหลัง STX46 ยกระดับสมรรถนะ Honda Forza 750 และ X-ADV 750

    Öhlins เปิดตัวโช้คอัพหลัง STX46 ยกระดับสมรรถนะ Honda Forza 750 และ X-ADV 750

    มิถุนายน พ.ศ. 2569, จังหวัดชลบุรี ประเทศไทย – บริษัท เออห์ลินส์ เอเซีย จำกัด ประกาศเปิดตัวระบบกันสะเทือนหลังสมรรถนะสูงรุ่นล่าสุด Öhlins HO 531 ที่พัฒนาขึ้นสำหรับรถสกู๊ตเตอร์ Honda Forza 750 (รุ่นจำหน่ายทั่วโลก) และ X-ADV 750 (รุ่นจำหน่ายในเอเชีย) นวัตกรรมใหม่นี้ได้รับการออกแบบเพื่อนำความแม่นยำระดับสนามแข่งมาสู่รถจักรยานยนต์สกู๊ตเตอร์ขนาดใหญ่ (Maxi-Scooter) ช่วยให้ผู้ขับขี่สัมผัสได้ถึงการควบคุมที่เหนือชั้น ความแม่นยำสูงสุด และความนุ่มนวลระดับพรีเมียมในทุกการเดินทาง

    ตอบรับนิยามใหม่แห่งการขับขี่ทั้งในเมืองและการเดินทางไกล เมื่อสมรรถนะของสกู๊ตเตอร์ยุคใหม่ถูกท้าทายไปอีกขั้น ‘เออห์ลินส์’ (Öhlins) พร้อมนำเสนอระบบกันสะเทือนระดับเวิลด์คลาส ที่ช่วยหลอมรวมผู้ขับขี่และตัวรถให้เป็นหนึ่งเดียวกัน มอบเสถียรภาพสูงสุดและการเข้าโค้งที่แม่นยำอย่างเหนือชั้นในทุกเส้นทาง

    เทคโนโลยี Monotube ขั้นสูง ออกแบบมาเพื่อ Maxi-Scooter ทั้งสำหรับการใช้งานบนท้องถนนในชีวิตประจำวัน และการขับขี่สไตล์ผจญภัยอย่างไร้ขีดจำกัด

    ระบบกันสะเทือนหลัง Öhlins HO 531 รุ่นใหม่นี้ พัฒนาขึ้นบนแพลตฟอร์ม STX46 ที่ได้รับความนิยมอย่างสูง สร้างมาตรฐานใหม่ทั้งในด้านสมรรถนะ คุณภาพ และความทนทาน สำหรับ Honda Forza 750 และ X-ADV 750 (รุ่นจำหน่ายในเอเชีย) ด้วยโครงสร้างระบบกันสะเทือนแก๊สแรงดันสูงแบบกระบอกเดี่ยว (Monotube) พร้อมซับแทงค์ภายในตัว (Internal Reservoir) ทำให้ STX46 สามารถตอบสนองการซับแรงกระแทกได้อย่างสม่ำเสมอ และระบายความร้อนได้อย่างดีเยี่ยมในทุกสภาวะการขับขี่

    นอกจากนี้ เพื่อตอบโจทย์สไตล์การขับขี่และน้ำหนักบรรทุกที่แตกต่างกัน โช้คอัพรุ่นนี้จึงมาพร้อมกับตัวปรับรีบาวด์ (Rebound Damping) ในตัว และยังมีตัวปรับระยะยุบตัว (Spring Preload) ด้วยระบบรีโมทไฮดรอลิก (Remote Hydraulic Adjuster) ที่ใช้งานง่าย ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถปรับตั้งค่าได้อย่างละเอียดและแม่นยำ เพื่อรองรับการตั้งค่าสำหรับผู้โดยสาร การบรรทุกสัมภาระหนัก หรือการลุยเส้นทางขรุขระ โดยไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือพิเศษใดๆ

    ข้อมูลทางเทคนิค (Technical Specifications):

    • รหัสสินค้า: HO 531

    • เทคโนโลยี:เทคโนโลยี STX, ซับแทงค์ภายในตัว (Internal Reservoir), ระบบกันสะเทือนแก๊สแรงดันสูงแบบกระบอกเดี่ยว (Monotube)

    • ความยาวรวม: 301 มม.

    • ระยะยืด–ยุบ (Stroke): 53 มม.

    • การตั้งค่า: การปรับรีบาวด์ (Rebound Damping) ในตัว และการปรับระยะยุบตัว (Spring Preload) ด้วยระบบรีโมทไฮดรอลิก (Remote Hydraulic Adjuster)

    ข้อมูลการจัดจำหน่าย

    ระบบกันสะเทือนหลัง Öhlins HO 531 มีวางจำหน่ายแล้วผ่านทางตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการทั่วประเทศ ทั้งนี้ เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการติดตั้งและรับบริการสนับสนุนด้านเทคนิค ผู้ขับขี่ควรติดต่อเข้ารับบริการที่ศูนย์บริการ (Öhlins Service Center) ที่ได้รับอนุญาตเท่านั้น

    Download Full Press Kit

  • Xmersive เตรียมนำเสนอ “KISS OF LIFE จากทัวร์เปิดตัวในญี่ปุ่น [Lucky Day]”พร้อมเปิดจำหน่ายบัตรโปรโมชั่นพิเศษ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

    Xmersive เตรียมนำเสนอ “KISS OF LIFE จากทัวร์เปิดตัวในญี่ปุ่น [Lucky Day]”พร้อมเปิดจำหน่ายบัตรโปรโมชั่นพิเศษ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

    บริษัท NEXST จำกัด (สำนักงานใหญ่: เขตมินาโตะ กรุงโตเกียว ประเทศญี่ปุ่น;ต่อไปนี้จะเรียกว่า “NEXST”) ประกาศเปิดตัวโปรโมชั่นพิเศษสำหรับ “Xmersive: KISS OF LIFE from Japan Debut

    Tour [Lucky Day]”ประสบการณ์คอนเสิร์ตเสมือนจริงรูปแบบใหม่ที่พัฒนาขึ้นจากความร่วมมือกับ

    KISS OF LIFE วงเกิร์ลกรุ๊ป K-pop สมาชิก 4 คน ซึ่งได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วในระดับนานาชาติ

    ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 28 มิถุนายน 2569 เวลา 23:59 น. (ตามเวลาประเทศญี่ปุ่น) ผู้ที่สั่งซื้อภายในช่วงระยะเวลาโปรโมชั่นจะได้รับส่วนลด 50% จากราคาจำหน่ายปกติ พร้อมรับการ์ดภาพถ่ายดิจิทัล PhotoEX ฟรี จำนวน 3 ใบ จากปกติที่ได้รับเพียง 1 ใบเท่านั้น

    นอกจากนี้ สมาชิกแฟนคลับอย่างเป็นทางการในประเทศญี่ปุ่น “KISSY JAPAN” ที่สั่งซื้อสินค้าภายในช่วงระยะเวลาโปรโมชั่น ยังมีสิทธิ์ลุ้นรับแว่น VR Hakosco พร้อมลายเซ็นของสมาชิก KISS OF LIFE โดยจะมีการสุ่มคัดเลือกผู้โชคดีจำนวน 30 ท่านเพื่อรับของรางวัลสุดพิเศษดังกล่าว

    แบบฟอร์มลงทะเบียนสิทธิพิเศษสำหรับสมาชิกแฟนคลับอย่างเป็นทางการ:https://bit.ly/3Suc7cq

    ※ผู้สมัครจะต้องดำเนินการกรอกแบบฟอร์มสมัครเข้าร่วมกิจกรรมหลังจากซื้อคอนเทนต์เสร็จสมบูรณ์ เพื่อยืนยันสิทธิ์ในการเข้าร่วมรายการส่งเสริมการขาย

    นอกจากนี้ เนื่องในโอกาสการเปิดตัวอย่างเป็นทางการ NEXST จะทำการจัดกิจกรรมแคมเปญบนโซเชียลมีเดียอีกด้วย

    แฟน ๆ ที่สั่งซื้อคอนเทนต์ภายในช่วงระยะเวลาโปรโมชั่น เพียงติดตามบัญชี @NEXST_ENT บนแพลตฟอร์ม X

    (เดิมคือ Twitter) และโพสต์ความประทับใจเกี่ยวกับคอนเทนต์ดังกล่าวบน X พร้อมติดแฮชแท็กที่กำหนดทั้ง 2 รายการ ก็จะมีสิทธิ์เข้าร่วมกิจกรรมพิเศษของแคมเปญ

    #XmersiveでKIOFを見よう

    #ExclusiveKIOFatXmersive

    แฟน ๆ ที่เข้าร่วมกิจกรรมตามเงื่อนไขที่กำหนด จะมีโอกาสลุ้นรับโปสเตอร์ภาพหลักขนาด A4 พร้อมลายเซ็นสุดเอ็กซ์คลูซีฟ จำนวน 30 รางวัล โดยจะมีการสุ่มคัดเลือกผู้โชคดีผ่านการจับรางวัล

    แบบฟอร์มลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมบนโซเชียลมีเดีย:

    https://bit.ly/4uusQKj

    ※ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมกิจกรรมจะต้องโพสต์บนโซเชียลมีเดียตามเงื่อนไขที่กำหนด และกรอกแบบฟอร์มสมัครเข้าร่วมแคมเปญให้ครบถ้วนภายหลัง จึงจะถือว่าการสมัครเข้าร่วมกิจกรรมเสร็จสมบูรณ์

    ประสบการณ์ VR สุดสมจริงครั้งนี้รวบรวมการแสดง 4 บทเพลงจาก “KISS OF LIFE Japan Debut

    Tour [Lucky Day]” คอนเสิร์ตที่จัดขึ้นเพื่อเฉลิมฉลองการเดบิวต์อย่างเป็นทางการในประเทศญี่ปุ่นของ KISS OF LIFE เมื่อเดือนธันวาคมที่ผ่านมา โดยได้รับการบันทึกและถ่ายทอดในรูปแบบ VR คุณภาพสูง เพื่อมอบประสบการณ์การรับชมที่ใกล้ชิดและสมจริงยิ่งกว่าที่เคย คอนเทนต์ประกอบด้วยเพลง “Lucky”บทเพลงพิเศษที่สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อแฟน ๆ ชาวญี่ปุ่นโดยเฉพาะ“Igloo”เพลงฮิปฮอปและ R&B ที่โดดเด่นด้วยเสน่ห์อันเป็นเอกลักษณ์“Tell Me”ที่ได้รับกระแสตอบรับอย่างล้นหลามจนมียอดสตรีมบน Spotify มากกว่า

    200,000 ครั้งภายในเวลาเพียง 2 วันหลังเปิดตัว และ “W.House”เพลงที่สะท้อนเอกลักษณ์ด้านซาวด์ R&B อันทันสมัยของวงได้อย่างลงตัว คอนเทนต์ VR นี้ได้รับการออกแบบเพื่อถ่ายทอดมุมมองเสมือนการรับชมคอนเสิร์ตจากแถวหน้าของเวที มอบความสมจริงและความดื่มด่ำที่เหนือระดับให้แก่ผู้ชม ผู้ใช้งานสามารถสำรวจพื้นที่การแสดงแบบ

    180องศาได้อย่างอิสระ พร้อมเลือกติดตามสมาชิกคนโปรดจากมุมมองที่ต้องการ ผ่านการเคลื่อนไหวของอุปกรณ์หรือการควบคุมด้วยการปัดนิ้วอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดหรือเวลาใด แฟน ๆ สามารถดื่มด่ำไปกับประสบการณ์คอนเสิร์ตเสมือนจริงที่เต็มไปด้วยรายละเอียดอันน่าประทับใจ ตั้งแต่ทุกการเคลื่อนไหว สีหน้า แววตา และลมหายใจของสมาชิก ไปจนถึงบรรยากาศอันเป็นเอกลักษณ์ของสถานที่จัดงาน ราวกับได้เข้าไปอยู่ในช่วงเวลาสำคัญของการแสดงด้วยตนเอง

    รายละเอียดการจำหน่าย Xmersive: KISS OF LIFE from Japan Debut Tour

    [Lucky Day]

    ข้อเสนอพิเศษช่วงเปิดตัว

    ระยะเวลาแคมเปญ

    10 มิถุนายน 2569 เวลา 12:00 น. (ตามเวลาประเทศญี่ปุ่น) – 28 มิถุนายน 2569 เวลา 23:59 น. (ตามเวลาประเทศญี่ปุ่น)

    ราคาจำหน่ายพิเศษ

    14.99 ดอลลาร์สหรัฐ

    คอนเทนต์ที่รวมอยู่ในแพ็กเกจ

    • Lucky

    • Igloo

    • Tell Me

    • W.House

    สิทธิประโยชน์พิเศษ: การ์ดภาพดิจิทัล PhotoEX

    สำหรับการสั่งซื้อแต่ละครั้ง ผู้ซื้อจะได้รับการ์ดภาพดิจิทัล PhotoEX แบบสุ่มจำนวน 3 ใบ*¹ จากปกติที่ได้รับ 1 ใบ

    การวางจำหน่ายทั่วไป

    วันเริ่มจำหน่าย

    ตั้งแต่วันที่ 29 มิถุนายน 2569 เวลา 12:00 น. (JST) เป็นต้นไป

    ราคาจำหน่าย

    29.99 ดอลลาร์สหรัฐ

    คอนเทนต์ที่รวมอยู่ในแพ็กเกจ

    • Lucky

    • Igloo

    • Tell Me

    • W.House

    สิทธิประโยชน์: การ์ดภาพดิจิทัล PhotoEX

    ผู้ซื้อจะได้รับการ์ดภาพดิจิทัล PhotoEX แบบสุ่มจำนวน 1 ใบ ต่อการสั่งซื้อ 1 ครั้ง*¹

    แพ็กเกจ 2 บทเพลง

    กำหนดเริ่มจำหน่าย

    29 มิถุนายน 2569 เวลา 12:00 น. (ตามเวลาประเทศญี่ปุ่น)

    ราคาจำหน่าย

    6.99 ดอลลาร์สหรัฐ

    คอนเทนต์ที่รวมอยู่ในแพ็กเกจ

    • Lucky

    • Igloo

    สิทธิประโยชน์: การ์ดภาพดิจิทัล PhotoEX

    ผู้ซื้อจะได้รับการ์ดภาพดิจิทัล PhotoEX แบบสุ่มจำนวน 1 ใบ ต่อการสั่งซื้อ 1 ครั้ง*¹

    *¹ หมายเหตุเกี่ยวกับการ์ดภาพดิจิทัล PhotoEX

    • การ์ดภาพดิจิทัล PhotoEX จะถูกมอบให้แบบสุ่ม โดยไม่สามารถเลือกแบบหรือดีไซน์ของการ์ดได้

    • ลูกค้าที่สั่งซื้อคอนเทนต์มากกว่าหนึ่งแพ็กเกจ จะได้รับการ์ดภาพดิจิทัล PhotoEX ตามจำนวนแพ็กเกจที่สั่งซื้อ

    ข้อกำหนดในการรับชม

    แพลตฟอร์มที่รองรับและข้อกำหนดขั้นต่ำของระบบ

    • ระบบปฏิบัติการที่รองรับ: iOS 12 ขึ้นไป / Android 9 ขึ้นไป / Meta Quest 3 / Meta Quest 3S

    • อุปกรณ์ iOS ขั้นต่ำที่รองรับ: iPhone SE (รุ่นที่ 2) หรือสูงกว่า

    • ข้อกำหนดขั้นต่ำสำหรับอุปกรณ์ Android: โปรเซสเซอร์ Qualcomm Snapdragon 835 หรือเทียบเท่า พร้อมหน่วยความจำ (RAM) อย่างน้อย 4GB

    *ทั้งนี้ ประสิทธิภาพการรับชมอาจแตกต่างกันไปตามสเปกของอุปกรณ์และสภาพแวดล้อมการใช้งานของผู้ใช้แต่ละราย

    สภาพแวดล้อมที่แนะนำสำหรับการรับชม

    เพื่อประสบการณ์การรับชมที่ราบรื่นและมีประสิทธิภาพสูงสุด แนะนำให้ใช้อุปกรณ์ที่มีคุณสมบัติตามข้อกำหนดดังต่อไปนี้

    • ระบบปฏิบัติการที่แนะนำ: iOS 15 หรือใหม่กว่า / Android 10 หรือใหม่กว่า

    • อุปกรณ์ iOS ที่แนะนำ: iPhone 13 หรือรุ่นที่ใหม่กว่า

    • อุปกรณ์ Android ที่แนะนำ: โปรเซสเซอร์ Qualcomm Snapdragon 870 หรือเทียบเท่า พร้อมหน่วยความจำ (RAM) 8GB ขึ้นไป

    พื้นที่ให้บริการ

    คอนเทนต์พร้อมให้บริการแก่ผู้ใช้งานทั่วโลก ทั้งนี้ การให้บริการอาจแตกต่างกันไปตามประเทศและภูมิภาคที่รองรับโดย

    App Store, Google Play Store และ Meta Horizon Store

    ภาษาที่รองรับ

    • ภาษาอังกฤษ

    • ภาษาญี่ปุ่น

    ช่องทางดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน “Xmersive: KISS OF LIFE from Japan Debut Tour [Lucky Day]”สำหรับสมาร์ทโฟน

    App Store (iOS):

    https://apps.apple.com/us/app/nexst-xmersive/id6755710177

    Google Play Store:

    https://play.google.com/store/apps/details?id=com.nexst.xmersive

    ช่องทางดาวน์โหลด “Xmersive: KISS OF LIFE from Japan Debut Tour [Lucky Day]”สำหรับอุปกรณ์ Meta Quest

    Meta Horizon Store:

    https://www.meta.com/experiences/nexst-xmersive/24745267431805007/

    ช่องทางดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน PhotoEX

    App Store (iOS):

    https://apps.apple.com/us/app/nexst-photoex/id6756226101

    Google Play Store:

    https://play.google.com/store/apps/details?id=com.nexst.photoex

    ช่องทางอย่างเป็นทางการ

    เว็บไซต์อย่างเป็นทางการของ Xmersive:

    https://xmersive.nexst.inc/

    บัญชีทางการของ Xmersive สำหรับ X:

    https://x.com/NEXST_ENT

    บัญชีทางการของ NEXST AIสำหรับ X:

    https://x.com/NEXST_AI

    ข้อมูลการติดต่อ

    สำหรับการสอบถามข้อมูลเกี่ยวกับคอนเทนต์ VR การใช้งานแอปพลิเคชัน หรือการสั่งซื้อ โปรดติดต่อผ่านช่องทางดังต่อไปนี้:

    NEXST Inc.: contact@nexst.inc

    เกี่ยวกับ Xmersive: แพลตฟอร์มประสบการณ์ความบันเทิง VR แห่งอนาคต

    Xmersive คือแพลตฟอร์มการรับชมการแสดงสดผ่าน VR แห่งอนาคต ที่ได้รับการออกแบบเพื่อสร้างประสบการณ์ความบันเทิงรูปแบบใหม่ ก้าวข้ามข้อจำกัดของการรับชมสดแบบเดิม ด้วยความสมจริงและการมีส่วนร่วมที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าเดิม

    ด้วยเทคโนโลยีวิดีโอ VR ความละเอียดสูงแบบ 180 องศา Xmersive มอบประสบการณ์การรับชมที่สมจริงและดื่มด่ำอย่างเหนือระดับ ให้ความรู้สึกราวกับศิลปินอยู่ตรงหน้า ผู้ชมสามารถสัมผัสรายละเอียดของการแสดงได้อย่างใกล้ชิด พร้อมเพลิดเพลินกับประสบการณ์ความบันเทิงรูปแบบใหม่ที่ยกระดับความสมจริงไปอีกขั้น ทั้งนี้ ประสบการณ์การรับชมอาจแตกต่างกันไปตามอุปกรณ์และสภาพแวดล้อมในการใช้งานของแต่ละบุคคล

    เมื่อรับชมผ่านอุปกรณ์ VR Xmersive จะถ่ายทอดวิดีโอความละเอียดสูงพิเศษระดับมากกว่า 8K ซึ่งสูงกว่ามาตรฐานที่ใช้กันโดยทั่วไปในอุตสาหกรรม ช่วยมอบภาพที่คมชัดและสมจริงในทุกมิติ ผู้ชมจึงสามารถสัมผัสรายละเอียดของการแสดงได้อย่างใกล้ชิด ราวกับอยู่ห่างจากศิลปินเพียงไม่กี่ก้าว พร้อมดื่มด่ำกับมุมมองพิเศษที่ใกล้ยิ่งกว่าการนั่งแถวหน้าของสถานที่จัดการแสดงสด

    ความสมจริงอันเหนือระดับของ Xmersive ช่วยสร้างประสบการณ์ที่เปี่ยมด้วยอารมณ์และความใกล้ชิด ราวกับว่าศิลปินกำลังถ่ายทอดการแสดงบนเวทีเพื่อคุณโดยเฉพาะ ทำให้ทุกช่วงเวลาของการรับชมเต็มไปด้วยความประทับใจและการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง

    เว็บไซต์อย่างเป็นทางการ:

    https://xmersive.nexst.inc/

    บัญชีทางการของ NEXST ENT สำหรับ X:

    https://x.com/NEXST_ENT

    เกี่ยวกับ NEXST

    NEXST คือแพลตฟอร์มความบันเทิงที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี AI ซึ่งมุ่งยกระดับการมีส่วนร่วมของแฟน ๆ ด้วยการเปลี่ยนทุกปฏิสัมพันธ์ให้เป็นมูลค่าดิจิทัลที่สามารถตรวจสอบได้บนเทคโนโลยีบล็อกเชน ผ่านการผสานรวมเทคโนโลยี VR, AI, เกม และสินทรัพย์ในโลกแห่งความเป็นจริง (Real-World Assets:RWA)เข้ากับโมเดลธุรกิจ Web2 ที่ได้รับการพิสูจน์แล้ว เพื่อสร้างรูปแบบใหม่ของการมีส่วนร่วมระหว่างแฟนคลับและครีเอเตอร์ บริษัทมุ่งพัฒนาระบบนิเวศดิจิทัลที่เชื่อมโยงศิลปิน ผู้สร้างสรรค์ผลงาน และชุมชนแฟนคลับทั่วโลกเข้าด้วยกัน พร้อมส่งเสริมการมีส่วนร่วมที่ยั่งยืนและสร้างคุณค่าร่วมกันในระยะยาว

    เว็บไซต์อย่างเป็นทางการ:

    https://nexst.inc

    บัญชีทางการของ NEXST ENT สำหรับ X:

    https://x.com/NEXST_ENT

    ช่องทาง Instagram อย่างเป็นทางการ:

    https://www.instagram.com/nexst_official

    เกี่ยวกับ KISS OF LIFE

    KISS OF LIFE เป็นเกิร์ลกรุ๊ปที่ได้รับความสนใจจากแฟนเพลงทั่วโลก ด้วยสมาชิกทั้ง 4 คน ได้แก่ จูลี่

    (Julie),แนตตี้ (Natty),เบลล์ (Belle)และฮานึล (Haneul)โดยชื่อ “KISS OF LIFE”สื่อถึงการส่งมอบพลังแห่งชีวิตและแรงบันดาลใจผ่านเสียงดนตรีและการแสดงอันเปี่ยมด้วยเสน่ห์ สะท้อนภาพลักษณ์ของวงที่พร้อมสร้างประสบการณ์ใหม่และความประทับใจให้แก่ผู้ฟังในทุกผลงาน

    KISS OF LIFE ได้รับความสนใจจากแฟนเพลงทั่วโลกจากผลงานและคอนเทนต์ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว พร้อมประสบความสำเร็จในการจัดเวิลด์ทัวร์ครั้งแรก “KISS OF LIFE 1ST WORLD TOUR

    [KISS ROAD]ซึ่งเริ่มต้นที่ประเทศเกาหลีใต้ในเดือนตุลาคม 2024 และเดินทางแสดงในอเมริกาเหนือ ยุโรป และเอเชีย โดยตลอดการทัวร์ วงได้รับเสียงตอบรับอย่างอบอุ่นจากผู้ชมทั่วโลก และสร้างความประทับใจด้วยการแสดงสดที่ทรงพลังและเปี่ยมด้วยคุณภาพ

    KISS OF LIFE เป็นที่รู้จักจากพลังเสียงอันแข็งแกร่งและการแสดงที่มีเอกลักษณ์ ซึ่งสะท้อนผ่านเวทีการแสดงและผลงานในหลากหลายรูปแบบ ด้วยศักยภาพและเสน่ห์ที่โดดเด่น วงยังคงได้รับการจับตามองจากแฟนเพลงทั่วโลก และเป็นหนึ่งในศิลปิน K-pop ที่สร้างความคาดหวังต่อผลงานในอนาคตอย่างต่อเนื่อง

    บัญชีทางการของ KISS OF LIFE สำหรับ X:

    https://x.com/KISSOFLIFE_S2

    ช่องทาง Instagram อย่างเป็นทางการ:

    https://www.instagram.com/kissoflife_s2/

    ช่องทาง YouTube อย่างเป็นทางการ:

    https://www.youtube.com/@KISSOFLIFE_official

    ช่องทาง TikTok อย่างเป็นทางการ:

    https://www.tiktok.com/@kissoflife_official

  • เปิดลงทะเบียนแล้ววันนี้! Travel & Tech Asia 2026 งานเทคโนโลยีการท่องเที่ยวชั้นนำแห่งเอเชียแปซิฟิก

    เปิดลงทะเบียนแล้ววันนี้! Travel & Tech Asia 2026 งานเทคโนโลยีการท่องเที่ยวชั้นนำแห่งเอเชียแปซิฟิก

    กรุงเทพฯ, ประเทศไทย (27 พฤษภาคม 2569) — VNU Asia Pacific ประกาศเปิดลงทะเบียนเข้าร่วมงาน Travel & Tech Asia 2026 อย่างเป็นทางการ งานแสดงเทคโนโลยี และสัมมนาชั้นนำแห่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่เชื่อมโยงโลกของการท่องเที่ยว การโรงแรม และเทคโนโลยีเข้าไว้ด้วยกัน โดยงานครั้งที่ 2 นี้จะจัดขึ้นที่กรุงเทพมหานคร พร้อมตั้งเป้าผู้เข้าร่วมงานกว่า 2,000 คน หลังจากการเปิดตัวครั้งแรกในปี 2025 ประสบความสำเร็จด้วยผู้เข้าร่วมกว่า 1,500 คนจากทั่วภูมิภาค

    งานที่ให้
    “เทคโนโลยี” เป็นหัวใจสำคัญของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

    โปรแกรมงานปี 2026 มุ่งเน้นเทคโนโลยีที่กำลังเปลี่ยนแปลงอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง
    โดยมีประเด็นสำคัญที่กำหนดทิศทางของงาน ได้แก่ Generative AI และ Agentic Systems ซึ่ง AI กำลังก้าวจากการเป็นเพียง
    “เครื่องมือ” สู่ “ผู้ช่วยอัตโนมัติ” ที่สามารถวางแผน จอง
    และปรับแต่งประสบการณ์การเดินทางแบบเฉพาะบุคคลได้ รวมถึงแนวคิด Real-Time
    Everything ที่ระบบการกำหนดราคา การจัดการสต็อก
    และการสื่อสารต่างดำเนินการผ่านข้อมูลแบบเรียลไทม์ ตลอดจน GEO (Generative
    Engine Optimisation) แนวทางใหม่ที่ช่วยให้แบรนด์ด้านการท่องเที่ยวยังคงมองเห็นและแข่งขันได้
    ในยุคที่ AI-powered Search กำลังเปลี่ยนวิธีที่นักเดินทางค้นหาจุดหมายปลายทาง
    และ Payment Gateway Innovation นวัตกรรมด้านระบบชำระเงินที่ช่วยรองรับการค้าข้ามพรมแดนทั่วเอเชียได้อย่างไร้รอยต่อ

    “กระแสตอบรับจากงานครั้งแรกสะท้อนให้เห็นว่า
    อุตสาหกรรมท่องเที่ยวในเอเชียพร้อมแล้วสำหรับแพลตฟอร์มที่มุ่งเน้นด้านเทคโนโลยีโดยเฉพาะ
    ในปี
    2026 เราจะก้าวไปอีกขั้น
    ทั้งในเรื่อง AI ระบบเรียลไทม์
    และเทคโนโลยีที่กำลังเปลี่ยนวิธีการดำเนินธุรกิจและการแข่งขันของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวอย่างแท้จริง
    เรารู้สึกยินดีที่จะได้ต้อนรับทั้งผู้เข้าร่วมเดิมและผู้เข้าร่วมใหม่ที่ต้องการอยู่แถวหน้าของการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้”

    — คุณ ปนัดดา ก๋งม้า, รองประธานสายงานธุรกิจ,
    VNU Asia Pacific

    นอกเหนือจากประเด็นด้านเทคโนโลยี
    ภายในงานยังครอบคลุมเมกะเทรนด์สำคัญที่กำลังเปลี่ยนพฤติกรรมนักเดินทาง อาทิ
    ความยั่งยืนในฐานะปัจจัยสำคัญของการท่องเที่ยว แนวโน้ม Wellness Tourism ที่เติบโตต่อเนื่อง และบทบาทของ Martech ในการดึงดูดและรักษาฐานลูกค้า

    เวทีสำหรับผู้บริหารและผู้กำหนดทิศทางอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว

    Travel & Tech Asia
    มุ่งเน้นการสำรวจ “อนาคตของอุตสาหกรรม” ผ่านเทคโนโลยี โมเดลธุรกิจ
    และนโยบายใหม่ที่จะกำหนดทิศทางการท่องเที่ยวในอนาคต หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของปี 2026
    คือเวที Industry Leaders Panel ที่รวบรวมผู้กำหนดนโยบายระดับสูงจากภาคการท่องเที่ยวและการบริการ
    เพื่อร่วมวิเคราะห์ผลกระทบของ AI ต่ออุตสาหกรรมในระดับมหภาค
    ตั้งแต่กลยุทธ์ด้านจุดหมายปลายทาง กรอบนโยบาย ไปจนถึงประสบการณ์ของนักเดินทาง

    ไฮไลต์การประชุมสัมมนา

    Travel & Tech Asia
    มุ่งเน้นการสำรวจ “อนาคตของอุตสาหกรรม” ผ่านเทคโนโลยี โมเดลธุรกิจ
    และนโยบายใหม่ที่จะกำหนดทิศทางการท่องเที่ยวในอนาคต หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของปี 2026
    คือเวที Industry Leaders Panel ที่รวบรวมผู้กำหนดนโยบายระดับสูงจากภาคการท่องเที่ยวและการบริการ
    เพื่อร่วมวิเคราะห์ผลกระทบของ AI ต่ออุตสาหกรรมในระดับมหภาค
    ตั้งแต่กลยุทธ์ด้านจุดหมายปลายทาง กรอบนโยบาย ไปจนถึงประสบการณ์ของนักเดินทาง

    “Travel & Tech Asia ถูกสร้างขึ้นเพื่อเป็นแพลตฟอร์มที่มองไปข้างหน้าอย่างแท้จริง
    ไม่ใช่เพียงการจัดแสดงเทคโนโลยีในปัจจุบัน
    แต่คือการสำรวจแนวคิดและนวัตกรรมที่จะกำหนดธุรกิจท่องเที่ยวแห่งอนาคต
    วิสัยทัศน์ดังกล่าวได้รับการตอบรับอย่างชัดเจนจากองค์กรชั้นนำ อาทิ Tourism
    Authority of Thailand (TAT), Pacific Asia Travel Association (PATA),
    Association of Thai Travel Agents (ATTA), Big Data Institute (BDI) และ Trip.com รวมถึงพันธมิตรในอุตสาหกรรมอีกมากมาย
    ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าอุตสาหกรรมพร้อมแล้วสำหรับเวทีที่มองไกลกว่าแค่ปัจจุบัน”

    — คุณ ธมล ถิระพุทธิ์, ผู้จัดการโครงการ, VNU
    Asia Pacific

    ลงทะเบียนเข้าร่วมงานฟรี ได้ที่: https://www.eventtech.ai/en/events/travel-and-tech-asia-2026?ref=prpost04

    เกี่ยวกับงาน Travel & Tech Asia

    Travel & Tech Asia เป็นงานชั้นนำในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกที่เชื่อมโยงผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวกับผู้ให้บริการเทคโนโลยีล้ำสมัย จัดโดย VNU Asia Pacific งานนี้รวบรวมโรงแรม บริษัทตัวแทนท่องเที่ยว OTA บริษัทจัดการปลายทาง และผู้คิดค้นนวัตกรรมเทคโนโลยีการท่องเที่ยว เพื่อจัดแสดงสินค้า การประชุม และการสร้างเครือข่ายระดับสูง

  • เปิดตัว “NINJA BASKETBALL ARMY” แบรนด์ใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยการเล่าเรื่อง และได้รับแรงบันดาลใจอย่างเป็นทางการจาก NBA นิทรรศการศิลปะ

    เปิดตัว “NINJA BASKETBALL ARMY” แบรนด์ใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยการเล่าเรื่อง และได้รับแรงบันดาลใจอย่างเป็นทางการจาก NBA นิทรรศการศิลปะ

    มื่อวันที่ 27 พฤษภาคม “NINJA BASKETBALL ARMY” ได้เปิดตัวอย่างเป็นทางการในฐานะแบรนด์ใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยการเล่าเรื่อง ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจาก NBA ลีกบาสเกตบอลอาชีพชั้นนำของโลก “NINJA BASKETBALL ARMY” นำเสนอแนวคิดที่สร้างสรรค์และแปลกใหม่ ด้วยการผสานบริบททางประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมญี่ปุ่นเข้ากับโลกของบาสเกตบอล NBA เพื่อสร้างประสบการณ์ความบันเทิงรูปแบบใหม่สำหรับผู้ชมทั่วโลกโครงการดังกล่าวอยู่ภายใต้การกำกับของ “NINJA BASKETBALL ANONYMOUS” กลุ่มครีเอทีฟชาวญี่ปุ่นที่นำโดย ทาคายะ มิตสึนางะ ซึ่งผลงานของกลุ่มได้รับการจัดแสดงและยอมรับในเวทีระดับนานาชาติมาแล้วอย่างต่อเนื่อง

    ในญี่ปุ่นช่วงศตวรรษที่ 16 ประเทศตกอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งและสงครามแย่งชิงดินแดนอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้คนจำนวนมากต้องสูญเสียชีวิตในสนามรบ ท่ามกลางยุคเซ็นโกคุอันเต็มไปด้วยความวุ่นวาย เหล่าไดเมียวหรือขุนนางผู้ปกครองแคว้นต่างๆ ได้รวมตัวกันเพื่อแสวงหาแนวทางในการรวมประเทศอย่างสันติ และสิ่งที่พวกเขาเลือกใช้แทนอาวุธก็คือ “เทมาริ” เกมลูกบอลแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่นที่ได้รับความนิยมมาตั้งแต่สมัยเฮอัน

    เหล่านินจาผู้เคยเชี่ยวชาญการต่อสู้เพื่อปกป้องดินแดนของตน ได้ละทิ้งดาบและดาวกระจาย หันมาถือลูกบอลแทนอาวุธ พร้อมอุทิศตนให้กับการฝึกฝนศาสตร์รูปแบบใหม่นี้ เพื่อมุ่งสู่การรวมชาติอย่างสันติ กีฬาดังกล่าว ซึ่งผู้เล่นจะทำคะแนนด้วยการโยนลูกบอลลงใน “ตะกร้าลูกพีช” อันเป็นสัญลักษณ์แห่งการขับไล่สิ่งชั่วร้าย ได้ค่อยๆ พัฒนาและกลายเป็นกีฬาที่ผู้คนรู้จักกันในนาม “บาสเกตบอล”

    เมื่อเหล่านินจานำท่วงท่าและวิชานินจาอันเป็นเอกลักษณ์มาผสานเข้ากับการแข่งขัน กีฬาบาสเกตบอลในรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนจึงถือกำเนิดขึ้น และค่อยๆ หยั่งรากแพร่หลายไปทั่วหมู่เกาะญี่ปุ่น จนกลายเป็นวัฒนธรรมการแข่งขันรูปแบบใหม่ที่เปี่ยมด้วยเอกลักษณ์และจิตวิญญาณแห่งการรวมเป็นหนึ่งเดียว

    ▼ประวัติความเป็นมา

    ในญี่ปุ่นช่วงศตวรรษที่ 16 ประเทศตกอยู่ท่ามกลางความขัดแย้งและสงครามแย่งชิงดินแดนอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ผู้คนจำนวนมากต้องสูญเสียชีวิตในสนามรบ ท่ามกลางยุคเซ็นโกคุอันเต็มไปด้วยความวุ่นวาย เหล่าไดเมียวหรือขุนนางผู้ปกครองแคว้นต่างๆ ได้รวมตัวกันเพื่อแสวงหาแนวทางในการรวมประเทศอย่างสันติ และสิ่งที่พวกเขาเลือกใช้แทนอาวุธก็คือ “เทมาริ” เกมลูกบอลแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่นที่ได้รับความนิยมมาตั้งแต่สมัยเฮอัน

    เหล่านินจาผู้เคยเชี่ยวชาญการต่อสู้เพื่อปกป้องดินแดนของตน ได้ละทิ้งดาบและดาวกระจาย หันมาถือลูกบอลแทนอาวุธ พร้อมอุทิศตนให้กับการฝึกฝนศาสตร์รูปแบบใหม่นี้ เพื่อมุ่งสู่การรวมชาติอย่างสันติ กีฬาดังกล่าว ซึ่งผู้เล่นจะทำคะแนนด้วยการโยนลูกบอลลงใน “ตะกร้าลูกพีช” อันเป็นสัญลักษณ์แห่งการขับไล่สิ่งชั่วร้าย ได้ค่อยๆ พัฒนาและกลายเป็นกีฬาที่ผู้คนรู้จักกันในนาม “บาสเกตบอล”

    เมื่อเหล่านินจานำท่วงท่าและวิชานินจาอันเป็นเอกลักษณ์มาผสานเข้ากับการแข่งขัน กีฬาบาสเกตบอลในรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อนจึงถือกำเนิดขึ้น และค่อยๆ หยั่งรากแพร่หลายไปทั่วหมู่เกาะญี่ปุ่น จนกลายเป็นวัฒนธรรมการแข่งขันรูปแบบใหม่ที่เปี่ยมด้วยเอกลักษณ์และจิตวิญญาณแห่งการรวมเป็นหนึ่งเดียว

    ▼ตัวอักษรของเหล่านินจา

    ในด้านการออกแบบ รวมถึงตราประจำตระกูล (คามอน) โครงการนี้ได้นำ “อักษรนินจา” มาใช้ โดยพัฒนาร่วมกับหอการค้าและอุตสาหกรรมอุเอโนะ เมืองอิกะ พื้นที่ที่มีความเชื่อมโยงทางประวัติศาสตร์อย่างลึกซึ้งกับวัฒนธรรมนินจา แบบอักษรดังกล่าวได้รับแรงบันดาลใจจาก “จินไดโมจิ” หรืออักษรโบราณ ซึ่งได้รับการรวบรวมและจัดระบบจากเอกสารในยุคเอโดะ และเป็นหัวข้อที่ได้รับการถกเถียงอย่างกว้างขวางเกี่ยวกับความเป็นไปได้ที่นินจาในประวัติศาสตร์อาจเคยใช้งานจริง ภายในโลกคู่ขนานของ “NINJA BASKETBALL ARMY” เหล่านินจาสื่อสารกันผ่านรหัสลับเหล่านี้ โดยถ่ายทอดผ่านเอกสารลายลักษณ์อักษรและเชือกที่ผูกเป็นปม สะท้อนการผสมผสานระหว่างประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และจินตนาการได้อย่างลึกซึ้งและมีเอกลักษณ์

    ▼ “NINJA BASKETBALL ARMY” แบรนด์ที่ได้รับแรงบันดาลใจอย่างเป็นทางการจาก NBA

    แบรนด์นี้นำเสนอจินตนาการของจักรวาลคู่ขนานที่บาสเกตบอลถือกำเนิดขึ้นในยุคเซ็นโกคุ หรือยุคสงครามระหว่างรัฐของญี่ปุ่น ผ่านการถ่ายทอดเรื่องราวในหลากหลายมิติ ทั้งการเล่าเรื่อง การออกแบบ การพัฒนาตัวละคร และแฟชั่น เรื่องราวเกิดขึ้นในโลกสมมติแห่งศตวรรษที่ 16 ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากภูมิหลังทางวัฒนธรรมและประวัติศาสตร์ของทั้งญี่ปุ่นและสหรัฐอเมริกา โดยติดตามเหล่านินจาที่มุ่งมั่นรวมประเทศให้เป็นหนึ่งเดียว ไม่ใช่ด้วยดาบหรือดาวกระจาย หากแต่ด้วย “บาสเกตบอล” นินจาแต่ละคนมาพร้อมโลโก้ทีมและ “คามอน” (ตราประจำตระกูล) ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากประวัติศาสตร์และอัตลักษณ์เฉพาะของภูมิภาคต่างๆ ทั่วญี่ปุ่น พร้อมทุ่มเทฝึกฝนทักษะในทุกวัน เพื่อสร้างความเป็นหนึ่งเดียวให้กับประเทศโดยปราศจากการนองเลือด ผ่านพลังของกีฬาและจิตวิญญาณแห่งการแข่งขัน

    Web:https://njba.jp/
    Facebook : https://www.facebook.com/ninjabasketballarmy
    Instagram:https://www.instagram.com/njba_jp/
    X : https://www.x.com/njba_jp/

    ▼”NINJA BASKETBALL ARMY” 1st Exhibition: 初鳴 – SHOMEI –

    ◯ สถานที่จัดงาน:Daikanyama Space R1-35-3 เอบิสุนิชิ เขตชิบูยะ กรุงโตเกียว 150-0021 ประเทศญี่ปุ่น

    ◯ ระยะเวลาจัดงาน:13 มิถุนายน (วันเสาร์) – 21 มิถุนายน (วันอาทิตย์)

    ◯ เวลาเปิดให้เข้าชม:13:00 – 21:00 น.

    ▼อำนวยการสร้างโดย NINJA BASKETBALL ANONYMOUS

    การกำกับดูแลด้านความคิดสร้างสรรค์และงานโปรดักชันของโครงการนี้ดำเนินการโดย “NINJA BASKETBALL ANONYMOUS” กลุ่มครีเอทีฟชาวญี่ปุ่นที่สั่งสมประสบการณ์การทำงานอย่างกว้างขวางทั้งในญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และโดยเฉพาะในแวดวงวัฒนธรรมบาสเกตบอล โครงการนี้นำโดย ทาคายะ มิตสึนางะ ผู้สร้างสรรค์ผลงานที่ได้รับการเผยแพร่และจัดแสดงบนเวทีระดับนานาชาติมาแล้วอย่างต่อเนื่อง โดยทีมงานประกอบด้วยเครือข่ายผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขา ทั้งศิลปิน อาร์ตไดเรกเตอร์ นักออกแบบ และช่างภาพระดับโลก ซึ่งต่างทำงานอยู่แนวหน้าของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ระดับสากล ร่วมกันขับเคลื่อนโลกทัศน์อันโดดเด่นของ “NINJA BASKETBALL ARMY” ให้เกิดขึ้นอย่างสมบูรณ์แบบ

  • VNU Asia Pacific และ คณะเทคโนโลยีอาหาร ชีวภาพ และนวัตกรรม มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ร่วมขับเคลื่อนอนาคตอุตสาหกรรมอาหารไทย

    VNU Asia Pacific และ คณะเทคโนโลยีอาหาร ชีวภาพ และนวัตกรรม มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ ร่วมขับเคลื่อนอนาคตอุตสาหกรรมอาหารไทย

    กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย (25 พฤษภาคม 2569) — VNU ASIA PACIFIC และ Theophane Venard School of Food Biotechnology and Innovation, Assumption University of Thailand (FBI ABAC) ได้ร่วมลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) เพื่อประกาศความร่วมมือในการผลักดันประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางด้านนวัตกรรมอาหารระดับโลก พร้อมสนับสนุนการพัฒนาบุคลากร และแนวคิดใหม่ที่จะเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมในอนาคต

    ความร่วมมือครั้งนี้เป็นการเชื่อมโยงความเป็นผู้นำด้านวิชาการและงานวิจัยของ FBI ABAC เข้ากับ Bio+ HealthTech INTERNATIONAL — เวทีสำคัญด้านเทคโนโลยีชีวภาพและเทคโนโลยีสุขภาพของ VNU ASIA PACIFIC ซึ่งจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ณ ไบเทค กรุงเทพฯ โดยทั้งสององค์กรจะร่วมกันผลักดันการแข่งขัน Future Food Innovation Junior Competition 2026 ให้เป็นหนึ่งในไฮไลต์สำคัญของงานในปี 2026 เพื่อสร้างเวทีที่เปิดโอกาสให้นักนวัตกรรมอาหารรุ่นใหม่ได้พบกับผู้นำในอุตสาหกรรม

    วิสัยทัศน์ร่วมเพื่ออนาคตอุตสาหกรรมอาหารไทย

    อุตสาหกรรมอาหารของประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงสำคัญ โดยโอกาสในอนาคตอยู่ที่การยกระดับจากการผลิตสินค้าโภคภัณฑ์ ไปสู่การสร้างผลิตภัณฑ์มูลค่าสูงที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม FBI ABAC มีความเชี่ยวชาญด้านวิทยาศาสตร์อาหาร เทคโนโลยีชีวภาพ และได้รับความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม ขณะที่ VNU Asia Pacific มีศักยภาพในการเชื่อมโยงเครือข่ายผ่านแพลตฟอร์มนิทรรศการชั้นนำระดับเอเชียแปซิฟิก ความร่วมมือครั้งนี้จึงเป็นสะพานสำคัญระหว่างนวัตกรรมทางวิชาการและโอกาสทางธุรกิจ

    ยกระดับนวัตกรรมสู่เวทีจริงในงาน Bio+ HealthTech INTERNATIONAL 2026

    หัวใจสำคัญของความร่วมมือนี้คือการร่วมกันผลักดันให้งาน Bio+ HealthTech INTERNATIONAL 2026 เป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของระบบนิเวศด้านอาหารแห่งอนาคตของประเทศไทย โดยการแข่งขัน Future Food Innovation Junior Competition ซึ่งจัดและบริหารโดย FBI ABAC จะจัดขึ้นในวันที่ 3 กันยายน 2569 ภายในงาน Bio+ HealthTech INTERNATIONAL 2026 ณ ไบเทค กรุงเทพฯ เพื่อสร้างสีสัน แนวคิดใหม่ และกระแสความน่าสนใจในการบรรจบกันของวิทยาศาสตร์อาหาร และนวัตกรรม

    “Bio+ HealthTech INTERNATIONAL ไม่ได้เป็นเพียงงานแสดงสินค้า แต่คือการสร้างระบบนิเวศแห่งอนาคต ความร่วมมือกับ FBI ABAC คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนของเป้าหมายดังกล่าว การนำนวัตกรรมอาหารแห่งอนาคตเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของงาน คือการเชื่อมโยงเยาวชนผู้มีศักยภาพของประเทศไทยเข้ากับผู้นำอุตสาหกรรม นักวิจัย และนักลงทุน ที่สามารถช่วยต่อยอดแนวคิดให้เกิดขึ้นจริงได้”

    — คุณ รุจิรัศมิ์ ฉัตรเฉลิมกิจ, General Manager, VNU Exhibitions Asia Pacific

    “บันทึกความเข้าใจฉบับนี้สะท้อนถึงความเชื่อมั่นของเราว่า นวัตกรรมต้องได้รับการบ่มเพาะตั้งแต่ระดับเยาวชน และต้องได้รับการเชื่อมโยงอย่างกว้างขวาง งาน Bio+ HealthTech INTERNATIONAL เป็นเวทีระดับโลกที่เปิดโอกาสให้นักศึกษา และนักวิจัยของเราได้แสดงศักยภาพของอนาคตอุตสาหกรรมอาหารไทย เราภูมิใจที่ได้ร่วมมือกับ VNU ASIA PACIFIC ในการทำให้วิสัยทัศน์นี้ให้ได้เกิดขึ้นจริง และแสดงให้โลกเห็นว่า นวัตกรรมอาหารสำคัญครั้งต่อไปจะถือกำเนิดจากประเทศไทย”

    — Rev. Bro.
    Sirichai Fonseka, f.s.g., Ph.D., President, Assumption University of Thailand

    สร้างความร่วมมือระยะยาว

    บันทึกความเข้าใจที่ลงนามเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2569 นี้ ถูกวางรากฐานเพื่อสร้างความร่วมมือระยะยาว โดยทั้งสองฝ่ายมีแผนขยายความร่วมมือในอนาคต ทั้งด้านกิจกรรมส่งเสริมการตลาด การเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างสถาบันการศึกษาและภาคอุตสาหกรรม รวมถึงการมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่องในงาน Bio+ HealthTech INTERNATIONAL ในปีต่อ ๆ ไป

    นอกจากนี้ ทีมที่ได้รับรางวัลทั้ง 4 ทีมจากการแข่งขันปี 2026 ยังจะได้เป็นตัวแทนเข้าสู่เวทีนานาชาติในงาน ICSAF Food Innovation 2026 เพื่อยกระดับศักยภาพและเสียงของประเทศไทยในเวทีนวัตกรรมอาหารระดับโลก

    การแข่งขัน Future Food Innovation Junior Competition 2026 เปิดรับสมัครนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายโดยไม่มีค่าใช้จ่าย ผู้สนใจสามารถส่งใบสมัคร และวิดีโอรอบคัดเลือกได้จนถึงวันที่ 1 สิงหาคม 2569 โดยรอบชิงชนะเลิศจะจัดขึ้นในวันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน 2569 ภายในงาน Bio+ HealthTech INTERNATIONAL 2026 ณ ไบเทค กรุงเทพฯ

    เกี่ยวกับ Bio+ HealthTech INTERNATIONAL 2026

    Bio+ HealthTech INTERNATIONAL คืองานนิทรรศการชั้นนำของประเทศไทยด้านเทคโนโลยีชีวภาพ เทคโนโลยีสุขภาพ และวิทยาศาสตร์ชีวภาพ จัดร่วมกับงาน Thailand LAB INTERNATIONAL และ Future CHEM International โดย VNU Asia Pacific งานนี้ได้เชื่อมโยงผู้นำ นักวิจัย และผู้ประกอบการจากทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 2–4 กันยายน 2569 ณ ไบเทค กรุงเทพฯ

    รายละเอียดเพิ่มเติม กรุณาเยี่ยมชมเว็บไซต์ทางการ: Bio+ HealthTech INTERNATIONAL

  • [ข่าวประชาสัมพันธ์] “DISG” แพลตฟอร์มความร่วมมือทางเศรษฐกิจอาเซียน-ญี่ปุ่นยุคหลังโควิด-19 แต่งตั้ง “คุเระมูระ มาซูโอะ” อดีตเลขานุการรัฐมนตรี METI ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานคนใหม่

    [ข่าวประชาสัมพันธ์] “DISG” แพลตฟอร์มความร่วมมือทางเศรษฐกิจอาเซียน-ญี่ปุ่นยุคหลังโควิด-19 แต่งตั้ง “คุเระมูระ มาซูโอะ” อดีตเลขานุการรัฐมนตรี METI ขึ้นดำรงตำแหน่งประธานคนใหม่

    กันยายน
    2568 นายคุเระมูระ มาซูโอะ (Mr. Masuo KUREMURA) อดีตเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ
    การค้า และอุตสาหกรรม (METI) ประเทศญี่ปุ่น ได้เข้ารับตำแหน่งประธาน (Chairman)
    ของ DISG (Dialogue for Innovative and Sustainable Growth) ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มการหารือเพื่อผลักดันความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างอาเซียนและญี่ปุ่นในเชิงกลยุทธ์

    ในเดือนเดียวกัน
    รัฐบาลญี่ปุ่นได้ประกาศนโยบายความร่วมมือใหม่กับอาเซียน โดยมุ่งเน้น 4 เสาหลัก
    ได้แก่
    1) การเสริมสร้างความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทาน 2) การลงทุนด้านดิจิทัลและ AI 3)
    การสร้างสรรค์นวัตกรรมร่วมกัน และ 4) การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานผ่านโครงการ Asia
    Zero Emission Community (AZEC) เพื่อตอกย้ำจุดยืน “การสร้างสรรค์ร่วมกัน”
    (Co-Creation)
    โดย DISG ซึ่งมีองค์กรทางเศรษฐกิจจากอาเซียน 13 แห่งเข้าร่วม
    จะเป็นกลไกหลักในการเร่งสร้างและนำโครงการความร่วมมือเหล่านี้ระหว่างภาครัฐและเอกชนไปสู่การปฏิบัติจริง

    ความเป็นมาของ DISG

    DISG
    ก่อตั้งขึ้นจากการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน-ญี่ปุ่นในปี 2563
    เพื่อมุ่งสู่การสร้าง Co-Creation โดยเปลี่ยนจากเพียง “แนวคิด” ไปสู่ “การลงมือทำ”
    แพลตฟอร์มนี้ถือกำเนิดขึ้นท่ามกลางความท้าทายจากสถานการณ์โควิด-19
    ซึ่งสะท้อนถึงความจำเป็นในการกระชับความร่วมมือระหว่างอาเซียนและญี่ปุ่นให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

    DISG
    มุ่งเน้นในสาขาสำคัญ อาทิ ดิจิทัล พลังงานสะอาด และการยกระดับอุตสาหกรรม
    โดยทำหน้าที่นำเสนอโครงการความร่วมมือล่าสุด
    และเป็นเวทีระดมสมองระหว่างผู้เชี่ยวชาญจากภาคเอกชน วิชาการ และภาครัฐ นอกจากนี้
    DISG ยังทำงานร่วมกับ 13 องค์กรเศรษฐกิจอย่างใกล้ชิด เช่น องค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น
    (JETRO) และสภาที่ปรึกษาธุรกิจอาเซียน (ASEAN-BAC)
    เพื่อนำปัญหาจากหน้างานจริงเสนอต่อที่ประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน-ญี่ปุ่น
    (AEM-METI) ก่อให้เกิดระบบ “Public-Private PDCA Cycle”
    ที่เชื่อมโยงนโยบายและธุรกิจเข้าด้วยกันอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

    เบื้องหลังนโยบาย
    “Co-Creation”

    ในช่วงทศวรรษ
    1970-1980 ญี่ปุ่นมองอาเซียนเป็นเพียงฐานการผลิต
    แต่ปัจจุบันอาเซียนได้เติบโตสู่ตลาดขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพสูง
    และเข้าสู่ยุคที่การตอบสนองต่อโจทย์สังคมอย่าง ESG และ SDGs
    เป็นการสร้างมูลค่าร่วมกันระดับโลก รัฐบาลญี่ปุ่นจึงนิยามความสัมพันธ์ใหม่เป็นการ
    Co-Creation เพื่อผสานเทคโนโลยีของญี่ปุ่นเข้ากับพลังการเติบโตของอาเซียน
    เพื่อสร้างคุณค่าใหม่ร่วมกันอย่างเท่าเทียม

    4 แนวทางความร่วมมือเพื่ออนาคต

    รัฐบาลญี่ปุ่นประกาศนโยบายความร่วมมือฉบับใหม่กับอาเซียนเมื่อเดือนกันยายน
    2568 โดยมุ่งเน้นการดำเนินงานโดยมี 4 เสาหลักสำคัญเป็นหัวใจหลัก ดังนี้

    การเสริมสร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน: ท่ามกลางความขัดแย้งเศรษฐกิจสหรัฐฯ-จีน
    โมเดลส่งออกสินค้าราคาถูกผ่านอาเซียนเริ่มเผชิญข้อจำกัด
    การยกระดับอุตสาหกรรมและการสร้างห่วงโซ่อุปทานที่พึ่งพาตนเองได้จึงเป็นวาระเร่งด่วน
    โดยญี่ปุ่นมุ่งสนับสนุนอาเซียนสร้างฐานผลิตต้นน้ำ เช่น แร่หายาก (Rare
    Earths) และโลหะหายาก (Rare Metals)
    ผ่านการแบ่งปันทรัพยากรร่วมกับประเทศพันธมิตรการลงทุนดิจิทัลและ
    AI:
    แม้การลงทุน “ไฮเปอร์สเกลเลอร์”
    (ศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่พิเศษ) จะขยายตัวต่อเนื่องในอาเซียน แต่การใช้
    “Compact LLM” (โมเดลภาษาขนาดกะทัดรัด)
    ที่ตอบโจทย์สังคมในพื้นที่อาจเหมาะสมมากกว่า ทั้งนี้
    เพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาทรัพยากรการประมวลผลจากมหาอำนาจเพียงบางแห่ง
    ญี่ปุ่นจึงนำเสนอทางเลือกผ่านความพร้อมที่ครบวงจร ทั้งการพัฒนาแอปพลิเคชัน
    AI, การสร้าง LLM และเทคโนโลยีเซมิคอนดักเตอร์
    เพื่อให้อาเซียนครอบครองทรัพยากรดิจิทัลเป็นของตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพการสร้างสรรค์นวัตกรรมร่วมกัน:DISG มุ่งดึงภาคเอกชนขับเคลื่อนเศรษฐกิจแทนการกำหนดนโยบายจากรัฐฝ่ายเดียว
    โดยมีโครงการ “Fast Track Pitch” เป็นกลไกหลักสร้างนวัตกรรมแบบเปิด
    (Open Innovation) แพลตฟอร์มนี้เปิดพื้นที่ให้บริษัทใหญ่และสตาร์ทอัพญี่ปุ่น
    ร่วมกับธุรกิจอาเซียนเฟ้นหาโซลูชันแก้ปัญหาสังคมเฉพาะถิ่น
    ซึ่งเริ่มส่งผลเป็นรูปธรรมจากการผสานจุดแข็งสองภูมิภาค โดยในปี 2568
    ได้จัดกิจกรรมต่อเนื่องในสิงคโปร์ เวียดนาม มาเลเซีย และอินโดนีเซียการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานผ่าน
    AZEC:
    การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดแบบยุโรปไม่สามารถปรับใช้กับเอเชียได้โดยตรง
    ทั้งนี้อาเซียนเองก็ต้องการ “ความเสถียรด้านพลังงาน”
    เพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจ
    ความท้าทายจึงอยู่ที่การสมดุลระหว่างความเป็นกลางทางคาร์บอนและความมั่นคงทางพลังงาน
    ญี่ปุ่นจึงเสนอแนวทางที่ปฏิบัติได้จริง โดยผสานเทคโนโลยีไฮโดรเจน แอมโมเนีย
    พลังงานก๊าซ และการประหยัดพลังงาน
    เพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านที่สอดคล้องกับสถานการณ์จริงของอาเซียน

    ข้อความจาก นายคุเระมูระ
    มาซูโอะ ประธาน DISG

    นายคุเระมูระ มาซูโอะ (Mr. Masuo KUREMURA) ประธานคณะกรรมการความร่วมมือทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมญี่ปุ่น-อาเซียน
    (DISG) / ผู้อำนวยการบริหาร JETRO สิงคโปร์

    เกิดในปี
    1976 สำเร็จการศึกษาจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยโตเกียว
    เริ่มรับราชการที่กระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม (METI) ในปี 2002
    เคยดำรงตำแหน่งสำคัญอย่างต่อเนื่อง อาทิ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวง METI,
    ผู้อำนวยการกองทุนอุตสาหกรรม และผู้อำนวยการกองอุตสาหกรรมอากาศยาน อาวุธ และอวกาศ
    ปัจจุบันดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการบริหาร (Executive Director) ณ JETRO สิงคโปร์
    และเข้ารับตำแหน่งประธาน DISG ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2568 โดยประจำการ ณ
    ประเทศสิงคโปร์ เพื่อทำหน้าที่กำกับดูแลภาพรวมในระดับภูมิภาคอาเซียนและเอเชียแปซิฟิก
    (APAC)
    พร้อมผลักดันโครงการความร่วมมือทางเศรษฐกิจใหม่ๆผ่านการประสานงานระหว่างภาครัฐและเอกชน

    วิสัยทัศน์และข้อคิดเห็น: “ปัจจุบันทั่วโลกกำลังเผชิญกับกระแส
    ‘การให้ความสำคัญกับประเทศตนเองก่อน’ มากยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม
    ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่เติบโตและพัฒนาควบคู่ไปกับโลกผ่านระบบเศรษฐกิจเสรีและกรอบการค้าเสรีที่ยึดตามกฎกติกา
    (อาทิ CPTPP และ RCEP) มาอย่างยาวนาน การรักษาโครงสร้างการค้าและการลงทุนที่เสรีนี้ไว้จึงเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งต่อการเติบโตของอาเซียนในอนาคต
    และญี่ปุ่นจะยังคงเป็นผู้นำในการสนับสนุนแนวทางนี้อย่างแน่วแน่

    จุดแข็งของญี่ปุ่นคือความน่าเชื่อถือในฐานะ
    ประเทศที่รักษาคำมั่นสัญญาจนถึงที่สุด
    และความมุ่งมั่นในการส่งมอบสินค้าและบริการคุณภาพสูงที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศนั้นๆในระยะยาว
    ผมเชื่อมั่นว่าการร่วมมือกับญี่ปุ่นจะสร้างประโยชน์สูงสุดในระยะยาว
    ทั้งในด้านการยกระดับผลิตภาพ (Productivity) และการแก้ไขปัญหาสังคม
    มากกว่าเพียงการพิจารณาเรื่องต้นทุนในระยะสั้น

    การร่วมมือระหว่างญี่ปุ่นและอาเซียนเพื่อแก้ไขปัญหาในท้องถิ่น
    จะส่งผลโดยตรงต่อการแก้ปัญหาระดับโลกในที่สุด
    ซึ่งผู้ที่จะเข้ามาเปลี่ยนแปลงโลกได้นั้น
    นอกเหนือจากองค์กรขนาดใหญ่แล้วยังรวมถึงเหล่าสตาร์ทอัพที่มีเทคโนโลยีและนวัตกรรมใหม่ๆด้วย

    เราสามารถสร้าง
    ‘โมเดลทุนนิยมแบบใหม่’ เพื่อการเติบโตที่ยั่งยืน
    ซึ่งจะสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจและการแก้ปัญหาสังคมได้โดยการผสานระบบนิเวศสตาร์ทอัพของญี่ปุ่นและอาเซียนเข้าด้วยกัน
    แทนที่จะพึ่งพาระบบที่ขับเคลื่อนด้วยแรงจูงใจจากเม็ดเงินจำนวนมหาศาลเพียงอย่างเดียว
    ผมคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่า
    พลังทางความคิดและเทคโนโลยีจากคนรุ่นใหม่จะเข้ามามีส่วนร่วมเพื่อสร้างสรรค์โมเดลใหม่ที่จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำของโลกไปด้วยกัน”

    ที่ผ่านมา
    DISG มุ่งเน้นการดำเนินกิจกรรมผ่านช่องทางออนไลน์เป็นหลัก
    แต่จากนี้ไปเรามีแผนที่จะจัดการประชุมแบบพบปะหารือโดยตรงมากยิ่งขึ้น
    เพื่อเร่งกระบวนการสร้างสรรค์และนำโครงการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนไปสู่การปฏิบัติจริงให้รวดเร็วยิ่งขึ้น

    เปลี่ยนการพูดคุยให้เป็นการกระทำ
    เปลี่ยนแนวคิดให้เป็นการลงมือทำจริง —
    เราพร้อมที่จะผลักดันความเป็นพันธมิตรระหว่างญี่ปุ่นและอาเซียนให้ก้าวไปสู่อีกระดับในอนาคต

  • HTC2026 ปิดฉากอย่างสวยงาม ณ กรุงเทพฯ ร่วมขับเคลื่อนนวัตกรรมการออกแบบโรงแรม รายได้ และระบบนิเวศการท่องเที่ยว

    HTC2026 ปิดฉากอย่างสวยงาม ณ กรุงเทพฯ ร่วมขับเคลื่อนนวัตกรรมการออกแบบโรงแรม รายได้ และระบบนิเวศการท่องเที่ยว

    งานประชุม Hospitality Thailand Conference (HTC2026) ณ กรุงเทพฯ ปิดฉากลงอย่างความสำเร็จ พร้อมตอกย้ำสถานะการเป็นงานมหกรรมชั้นนำของอุตสาหกรรมการบริการในภูมิภาค โดยตลอดระยะเวลาสองวัน งานนี้ได้ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางอันทรงพลังสำหรับการสร้างเครือข่ายและการแบ่งปันความรู้ ซึ่งรวบรวมผู้เข้าร่วมงานที่ไม่ซ้ำกันทั้งหมด 390 คน, วิทยากรชั้นนำในอุตสาหกรรม 105 ท่าน และผู้สนับสนุน 42 ราย ซึ่งเป็นตัวแทนจากบริษัทชั้นนำระดับโลกกว่า 237 แห่ง

    กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – งานประชุมการบริการส่วนหน้าแห่งประเทศไทย หรือ Hospitality Thailand Conference (HTC2026) ได้ปิดฉากงานประชุมสุดยอดหลากหลายสาขาที่ทุกคนตั้งตารอคอย ณ กรุงเทพมหานคร ลงอย่างเป็นทางการ พร้อมตอกย้ำสถานะการเป็นศูนย์รวมชั้นนำของอุตสาหกรรมการบริการในภูมิภาค งานนี้มีผู้เข้าร่วมงานที่ไม่ซ้ำกันทั้งหมด 390 คน (รวม 291 คนในวันที่ 1 และ 152 คนในวันที่ 2) โดยทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางอันทรงพลังสำหรับการแบ่งปันความรู้ การสร้างเครือข่าย และการอภิปรายเพื่อกำหนดทิศทางอนาคต ตลอดระยะเวลาสองวันของงาน มีวิทยากรชั้นนำในอุตสาหกรรมกว่า 105 ท่านขึ้นบรรยายบนเวที โดยได้รับการสนับสนุนจากผู้สนับสนุนและพันธมิตรจัดงาน 42 ราย ซึ่งเป็นตัวแทนจากบริษัทผู้บุกเบิก 237 แห่งทั่วภูมิทัศน์อุตสาหกรรมการบริการระดับโลก

    ตลอดการประชุม ผู้แทนซีกต่างๆ ได้มีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการผสมผสานการนำเสนอวิสัยทัศน์ (Keynote), การอภิปรายกลุ่มแบบโต้ตอบ (Panel Discussion), การศึกษาเคสตัวอย่างเดี่ยว (Case Study) และเซสชันการจับคู่ธุรกิจที่มีประสิทธิภาพสูง โดยวาระการประชุมสุดยอดที่หลากหลายนี้ได้รับการออกแบบมาอย่างพิถีพิถันเพื่อตอบสนองต่อทั้งความท้าทายในปัจจุบันและโอกาสระยะยาวที่จะขับเคลื่อนตลาดการบริการของไทยที่กำลังพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว

    ไฮไลท์และข้อมูลเชิงลึกจากการประชุมสุดยอด

    ในวันที่ 1 การประชุมสุดยอดด้านการออกแบบโรงแรม (Hotel Design Summit) ได้สำรวจวิวัฒนาการทางกายภาพและความสวยงามของพื้นที่ โดยมุ่งเน้นไปที่วิธีที่อสังหาริมทรัพย์จะสามารถคงความสามารถในการแข่งขันได้ด้วยการผสมผสานองค์ประกอบท้องถิ่น การอภิปรายมุ่งเน้นไปที่หัวข้อเรื่อง “ความแท้จริง” (Authenticity) โดยรายละเอียดว่าสถาปัตยกรรมภายในยุคใหม่จะสามารถประสานความแปลกใหม่ทางโครงสร้างให้เข้ากับประเพณีที่หยั่งรากลึกได้อย่างไร ผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมได้สำรวจการบูรณาการเชิงกลยุทธ์ของงานฝีมือท้องถิ่น วัตถุดิบดิบ และสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมเข้ากับการตกแต่งภายในโรงแรมร่วมสมัย เพื่อตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวยุคใหม่ที่มองหาความลึกซึ้งของบริบทและการออกแบบระดับภูมิภาคที่แท้จริง

    “การนำวัฒนธรรมและวัสดุในท้องถิ่นเข้ามาสู่สภาพแวดล้อมของการบริการเป็นเส้นทางที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าสร้างความแตกต่าง เราได้ทำการทดลองและทดสอบมากมายในโครงการต่างๆ ของเรา และมันประสบความสำเร็จอย่างมากเมื่อเรานำองค์ประกอบการออกแบบที่โดดเด่นของไทยมาสู่พื้นที่ร่วมสมัย” ศรินรัตน์ กมลรัตนพิบูล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Design Worldwide Partnership (DWP) กล่าว

    ในเวลาเดียวกันของวันแรก การประชุมสุดยอด Travel Byte Summit ได้ปักหมุดการอภิปรายไปที่จุดตัดระหว่างเทคโนโลยี พฤติกรรมผู้บริโภคที่เฉพาะเจาะจง และการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ระดับไฮเอนด์ เซสชันต่างๆ ได้เจาะลึกว่าการท่องเที่ยวเชิงหรูหรา (Luxury Tourism) ได้เปลี่ยนผ่านจากความมั่งคั่งทางวัตถุ ไปสู่การสร้างประสบการณ์การเดินทางที่ไม่มีใครเหมือน เป็นส่วนตัว และน่าจดจำได้อย่างไร มือโปรในอุตสาหกรรมได้แบ่งปันข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับวิธีที่ผู้ให้บริการด้านการบริการสามารถใช้ประโยชน์จากบริการที่ปรับแต่งเฉพาะบุคคลและการผจญภัยที่ได้รับแรงบันดาลใจจากท้องถิ่นเพื่อมอบประสบการณ์ที่แท้จริงในระดับสูง ในขณะเดียวกันก็สร้างความสมดุลระหว่างคุณค่าและผลประโยชน์สำหรับซัพพลายเออร์ ลูกค้า และเศรษฐกิจท้องถิ่นไปพร้อมกัน

    “ทุกคนพูดถึงการท่องเที่ยวเชิงหรูหราและมันเปลี่ยนไปอย่างไรในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่สิ่งสำคัญในปัจจุบันคือการมอบประสบการณ์ที่แท้จริงที่นักท่องเที่ยวไม่เคยสัมผัสมาก่อน โดยเฉพาะในประเทศที่สร้างขึ้นเพื่อการท่องเที่ยว หัวใจหลักของธุรกิจของเราคือการปรับแต่งประสบการณ์การเดินทางผ่านการท่องเที่ยวเชิงหรูหราเพื่อขับเคลื่อนคุณค่าให้ได้มากที่สุด เพื่อให้มั่นใจว่าเราสร้างสมดุลให้กับระบบนิเวศ เพื่อให้ทั้งซัพพลายเออร์และลูกค้าได้รับประโยชน์ร่วมกัน” แดเนียล เฟรเซอร์ ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Smiling Albino แบ่งปัน

    วันที่สอง เปลี่ยนจุดโฟกัสไปที่ความคล่องตัวทางการเงิน การเพิ่มประสิทธิภาพระบบเทคโนโลยี (Tech Stack) และผลกำไรที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลในการประชุมสุดยอดด้านรายได้โรงแรม (Hotel Revenue Summit) ผู้นำเชิงพาณิชย์ได้วิเคราะห์จุดขัดแย้งระหว่างกลยุทธ์การตั้งราคาที่ดุดัน กลุ่มประชากรในตลาดที่เปลี่ยนแปลงไป และความพึงพอใจของผู้บริโภค โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญอย่างยิ่งของการทลายกำแพงระหว่างแผนก (Departmental Silos) เซสชันต่างๆ ได้เน้นย้ำถึงความจำเป็นในการทำให้มั่นใจว่าฝ่ายปฏิบัติการโรงแรม ฝ่ายบริหารรายได้ ฝ่ายการตลาด และฝ่ายการเงิน ทำงานร่วมกันอย่างสอดประสานกันเพื่อมุ่งสู่ผลการดำเนินงานร่วมกัน มากกว่าเป้าหมายที่แยกจากกัน

    “เราพูดกันมากเกี่ยวกับอัตราค่าห้องพักเฉลี่ยต่อวัน (ADR) เมื่อเทียบกับความพึงพอใจของแขก ในตลาดปัจจุบัน สิ่งสำคัญคือต้องระบุและบรรเทาจุดขัดแย้งระหว่างการตั้งราคาและประสบการณ์ของแขก เพื่อปรับปรุงรายได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว” บรูโน เลสปูร์ก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Mandison Hospitality ตั้งข้อสังเกต

    การทำงานร่วมกันอย่างลงตัวระหว่างผู้เชี่ยวชาญด้านการบริการ

    ความสามารถอันเป็นเอกลักษณ์ของงานในการเชื่อมช่องว่างระหว่างแนวดิ่งของอุตสาหกรรมที่หลากหลายได้รับการสะท้อนออกมาอย่างชัดเจนจากผู้สนับสนุน ผู้ให้บริการเทคโนโลยี และผู้เข้าร่วมงาน

    “งานในวันนี้ยอดเยี่ยมมากและมีการโต้ตอบในระดับสูง เราเห็นคุณค่าของการรับฟังความคิดเห็นโดยตรงจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการบริการที่แตกต่างกัน รวมถึงดีไซเนอร์ สถาปนิก และเจ้าของโครงการ เพื่อให้เราทราบแน่ชัดว่าสิ่งใดที่จำเป็นในการก้าวให้ทันแนวโน้มการบริการล่าสุด” เหม่ย ชาน อึ้ง ผู้จัดการฝ่ายขายของ Casambi Technologies Pte Ltd กล่าว

    “สิ่งที่ผมชอบเกี่ยวกับ HTC คือการที่งานนี้รวบรวมผู้เชี่ยวชาญด้านโรงแรมและผู้ให้บริการเทคโนโลยีจำนวนมากเข้ามาอยู่ในห้องเดียวกัน การแบ่งปันข้อมูลและแนวโน้มล่าสุดโดยตรงระหว่างผู้ให้บริการและผู้ประกอบการโรงแรมคือหลักสำคัญที่สุดในการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมนี้ไปข้างหน้า” ศุภกฤต พันธ์สมบูรณ์ ผู้จัดการประจำประเทศไทยของ SiteMinder กล่าวเสริม

    ด้วยรูปแบบการประชุมสุดยอดที่ขยายใหญ่ขึ้น HTC2026 ประสบความสำเร็จในการจัดทำแผนงานสำหรับอุตสาหกรรมการบริการยุคต่อไปของไทยและภูมิภาค โดยเชื่อมโยงช่องว่างระหว่างเรื่องเล่าการออกแบบท้องถิ่น การบูรณาการเทคโนโลยีล้ำสมัย และโมเดลรายได้ที่ยืดหยุ่น

    ติดตามเราทางโซเชียลมีเดียเพื่อรับข้อมูลอัปเดตเกี่ยวกับโปรแกรมปี 2026 ที่กำลังดำเนินอยู่ รายชื่อวิทยากร และโอกาสในการเป็นพันธมิตร

    สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม โปรดเยี่ยมชม: https://hospitality-thailand.com/

    ติดต่อ: delegate@hospitality-asia.com

  • VRITIMES กลับมาอีกครั้งในงาน Hospitality Thailand 2026 ในฐานะหนึ่งในพันธมิตรด้านสื่อ พร้อมสนับสนุนการสื่อสารและการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

    VRITIMES กลับมาอีกครั้งในงาน Hospitality Thailand 2026 ในฐานะหนึ่งในพันธมิตรด้านสื่อ พร้อมสนับสนุนการสื่อสารและการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

    ในปีนี้ VRITIMES ประเทศไทย กลับมาอีกครั้งในฐานะหนึ่งในพันธมิตรด้านสื่อของงาน Hospitality Thailand 2026 โดยงานดังกล่าวมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13–14 พฤษภาคม 2569 ณ โรงแรมอีสติน แกรนด์ สาทร กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการสนับสนุนอุตสาหกรรมการบริการผ่านโซลูชันด้านสื่อและการประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง

    กรุงเทพฯ, ประเทศไทย
    – 19 พฤษภาคม 2026
    – VRITIMES ประเทศไทย
    ดำเนินงานในรูปแบบแพลตฟอร์มเผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์ที่เชื่อมต่อองค์กรกับสื่อมวลชนและผู้เชี่ยวชาญด้านสื่อในหลายสาขา
    ในปีนี้ VRITIMES ประเทศไทย
    กลับมาอีกครั้งในฐานะหนึ่งในพันธมิตรด้านสื่อของงาน Hospitality Thailand
    2026 โดยงานดังกล่าวมีกำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 13–14 พฤษภาคม 2569 ณ โรงแรมอีสติน แกรนด์ สาทร
    กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย
    สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการสนับสนุนอุตสาหกรรมการบริการผ่านโซลูชันด้านสื่อและการประชาสัมพันธ์อย่างต่อเนื่อง

    ในปีนี้ งาน Hospitality Thailand
    2026 ครอบคลุมประเด็นสำคัญที่สอดรับกับแนวโน้มปัจจุบันของอุตสาหกรรมการโรงแรมในประเทศไทยอย่างรอบด้าน
    โดยเนื้อหาภายในงานครอบคลุมตั้งแต่แนวคิดการออกแบบโรงแรมที่มุ่งสู่การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์
    การขับเคลื่อนอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยสู่ยุคดิจิทัล ตลอดจนแนวทางการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในประเทศไทย

    ทั้งนี้
    ภายในงานยังได้รับเกียรติจากวิทยากรและผู้เชี่ยวชาญชั้นนำจากแบรนด์และองค์กรระดับแนวหน้า
    ร่วมแบ่งปันมุมมอง องค์ความรู้ และแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรม
    เพื่อขับเคลื่อนภาคการบริการไทยสู่อนาคตอย่างยั่งยืน

    สำหรับ VRITIMES ประเทศไทย การกลับมาร่วมเป็นหนึ่งในพันธมิตรด้านสื่อของงาในครั้งนี้
    สะท้อนถึงความมุ่งมั่นอย่างต่อเนื่องของบริษัทในการช่วยลดช่องว่างด้านการสื่อสารระหว่างผู้ประกอบการกับสื่อท้องถิ่น
    พร้อมสนับสนุนการเข้าถึงช่องทางประชาสัมพันธ์ที่มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

    “เรารู้สึกตื่นเต้นและเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของ
    HTC2026 ในครั้งนี้
    เพื่อแสดงให้เห็นว่าแพลตฟอร์มของเราสามารถช่วยสนับสนุนผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมการโรงแรมของประเทศไทย
    ให้สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างราบรื่นและมีประสิทธิภาพ” นางสาว ปณิดา
    รัตนวิมล ผู้จัดการประจำประเทศไทย VRITIMES ประเทศไทย กล่าว

    สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับ
    VRITIMES และบริการต่างๆ โปรดเยี่ยมชมที่ https://www.vritimes.com

  • Harmony Skin Lab Highlights Advanced R&D and Product Safety Standards for Southeast Asian Beauty Brands

    Harmony Skin Lab Highlights Advanced R&D and Product Safety Standards for Southeast Asian Beauty Brands

    Harmony Skin Lab, a Singapore-based OEM/ODM skincare manufacturer, continues to elevate
    skincare manufacturing standards through advanced research and development
    capabilities, strict quality assurance processes, and customised product
    innovation for regional beauty brands.

    As demand grows for science-backed skincare products across
    Southeast Asia, Harmony Skin Lab is positioning itself as a trusted partner for
    brands seeking high-quality manufacturing support with a strong focus on
    safety, stability, and commercial viability.

    The company’s dedicated R&D division works closely with
    clients to develop customised skincare formulations tailored to different
    market needs, textures, ingredient preferences, and product performance goals.
    Harmony Skin Lab also utilises customised software solutions to simulate and
    evaluate formulation reactions and product functionality during development.

    “Our R&D approach is built around innovation, product
    efficacy, and consumer safety,” said a spokesperson for Harmony Skin Lab. “We
    understand that today’s beauty consumers are increasingly informed, and brands
    must deliver products that are not only effective but also trustworthy and
    compliant with international quality expectations.”

    Harmony Skin Lab’s comprehensive OEM/ODM services include
    formulation design, laboratory-to-production scale-up, quality control,
    packaging development, labelling solutions, and product distribution support.

    The company manufactures skincare solutions across multiple
    categories, including home-use skincare, professional salon products, and
    aesthetic or doctor-formulated treatments. Product lines include cleansers,
    serums, creams, masks, peeling solutions, ampoules, and post-laser skincare
    formulations.

    Certified under Singapore’s Good Manufacturing Practice
    (GMP) standards, Harmony Skin Lab maintains stringent quality control
    procedures throughout every stage of production. The company also emphasises
    formulations free from harsh chemicals, parabens, and animal testing.

    With Southeast Asia’s skincare industry becoming
    increasingly competitive, Harmony Skin Lab aims to help both established and
    emerging beauty brands accelerate product development while maintaining high
    manufacturing standards and consumer confidence.

  • Harmony Skin Lab Expands OEM/ODM Skincare Solutions for Thailand’s Growing Beauty Market

    Harmony Skin Lab Expands OEM/ODM Skincare Solutions for Thailand’s Growing Beauty Market

    Harmony Skin Lab, a GMP-certified OEM/ODM skincare manufacturer based in
    Singapore, is strengthening its presence in Southeast Asia with tailored
    skincare manufacturing solutions designed to support Thailand’s fast-growing
    beauty and wellness industry.

    With increasing demand for safe, innovative, and
    high-performance skincare products across Thailand, Harmony Skin Lab offers
    end-to-end OEM and ODM services for beauty entrepreneurs, aesthetic clinics,
    wellness brands, and retailers seeking reliable manufacturing partnerships.

    The company’s capabilities include customised formulation
    development, product research and development, packaging design, quality
    control, and scalable manufacturing solutions. Harmony Skin Lab also supports
    low minimum order quantity (MOQ) production, enabling emerging brands and
    start-ups to enter the market more efficiently.

    “Our mission is to help beauty brands transform innovative
    ideas into premium and commercially viable skincare products,” said a
    spokesperson for Harmony Skin Lab. “Thailand’s beauty sector continues to
    evolve rapidly, and brands today require manufacturing partners that combine
    flexibility, scientific expertise, and strict product safety standards.”

    Operating from a state-of-the-art facility in Singapore,
    Harmony Skin Lab adheres to Good Manufacturing Practice (GMP) standards
    certified by the Singapore Health Sciences Authority (HSA). The company focuses
    heavily on formulation safety, efficacy, and market readiness, supported by an
    experienced in-house R&D team.

    Harmony Skin Lab manufactures a broad portfolio of skincare
    categories, including anti-ageing, hydration, whitening, acne care, sun care,
    professional salon treatments, and aesthetic formulations for clinics and
    medical practitioners.

    As consumer awareness around clean beauty and product
    transparency continues to rise, Harmony Skin Lab also emphasises formulations
    that are paraben-free, SLS-free, mineral oil-free, and cruelty-free.

    Thailand remains one of Southeast Asia’s most influential
    beauty markets, driven by strong consumer demand, social commerce growth, and
    increasing interest in premium skincare innovation. Harmony Skin Lab aims to
    support Thai beauty businesses by providing trusted manufacturing expertise and
    customised product solutions aligned with local market preferences.