Author: Chantara Phornchai

  • UOB Money 101 พลิกโฉมการสอนการเงินวัยรุ่นไทย 8,200 ชีวิตใน 72 โรงเรียนทั่วประเทศ

    UOB Money 101 พลิกโฉมการสอนการเงินวัยรุ่นไทย 8,200 ชีวิตใน 72 โรงเรียนทั่วประเทศ

    ปัญหาพื้นฐานที่ต้องแก้ให้ถูกจุด

    ผลการประเมิน PISA ชี้ว่า�students ไทยมากกว่าครึ่งมีผลสัมฤทธิ์ด้านคณิตศาสตร์ต่ำกว่าระดับพื้นฐานขั้นต่ำ โดยผลลัพธ์เชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับภูมิหลังทางเศรษฐกิจและสังคม ขณะที่ผลสำรวจของ ธปท. ยืนยันว่าทักษะการเงินของเยาวชนยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ยระดับชาติ นี่คือโจทย์ที่ธนาคารพาณิชย์ต้องเข้ามามีบทบาทมากกว่าการเป็นผู้ให้บริการทางการเงิน

    UOB Money 101: Teen Edition หลักสูตรที่ออกแบบสำหรับวัยรุ่นโดยเฉพาะ

    ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย ได้พัฒนาหลักสูตร “UOB Money 101: Teen Edition วัยรุ่นเก่งการเงิน” ซึ่งเป็นหลักสูตรการเงินออนไลน์ที่ประกอบด้วย 6 บทเรียน ครอบคลุมแนวคิดเรื่องจิตวิทยาการเงิน การหารายได้ การเก็บออม การลงทุน การบริหารจัดการค่าใช้จ่าย ไปจนถึงการตั้งเป้าหมายทางการเงิน

    ผลลัพธ์ที่วัดได้จริง

    ตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมา โครงการนี้เข้าถึงนักเรียนกว่า 8,200 คน ใน 72 โรงเรียน ครอบคลุม 33 จังหวัดทั่วประเทศ ไม่เพียงแต่ให้ความรู้เท่านั้น แต่ยังส่งเสริมการนำไปใช้จริงผ่านกิจกรรมที่นำโดยเพื่อน (peer-led engagement) เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจทางการเงินที่มีข้อมูลและมีวินัยมากขึ้น

    การขยายผลสู่ห้องเรียนดิจิทัล

    ในปี 2569 ธนาคารได้ขยายโครงการ UOB My Digital Space (MDS) ให้ครอบคลุม 10 โรงเรียนทั่วประเทศ เพื่อสนับสนุนห้องเรียนดิจิทัลและสอดแทรกหลักสูตรการเงินออนไลน์เข้ากับการเรียนการสอนปกติ โครงการนี้ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาครู เพื่อให้เทคโนโลยีถูกบูรณาการเข้ากับการสอนในห้องเรียนอย่างมีความหมาย

    มุมมองจากผู้นำองค์กร

    นางดรณรัตน์ โอฬารหาญกิจ Country Head of Brand, Media and Communications ธนาคารยูโอบี ประเทศไทย กล่าวว่า “เรามุ่งเสริมสร้างรากฐานการเรียนรู้ ความรับผิดชอบทางการเงิน และทักษะนวัตกรรม เพื่อให้คนรุ่นใหม่มีความมั่นใจในการบริหารชีวิตของตนเอง เมื่อคนรุ่นถัดไปมีความพร้อมมากขึ้น ชุมชนก็จะก้าวหน้าได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน”

  • Amity ระดมทุน 100 ล้านดอลลาร์ พลิกโฉมวงการ Voice AI ไทยสู่ Agentic AI

    Amity ระดมทุน 100 ล้านดอลลาร์ พลิกโฉมวงการ Voice AI ไทยสู่ Agentic AI

    ดีลระดมทุนที่เปลี่ยนเกมของวงการ AI ไทย

    ในเดือนมีนาคม 2026 Amity Solutions สตาร์ทอัพด้าน AI สัญชาติไทย ประกาศปิดดีลระดมทุนรอบ Series D มูลค่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 3.5 พันล้านบาท ถือเป็นการระดมทุนด้าน Generative AI ที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในขณะนั้น โดยมี EDBI จากสิงคโปร์เป็นผู้นำการลงทุน ร่วมด้วย Asia Partners, SMDV และนักลงทุนรายเดิม

    เงินทุนรอบนี้ไม่ได้เป็นเพียงการตอกย้ำความเชื่อมั่นต่อตลาด AI ไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นสัญญาณว่า Voice AI และ Chatbot สำหรับองค์กร กำลังก้าวเข้าสู่ระยะใหม่ของการเติบโตอย่างเต็มตัว

    กลยุทธ์ 3Bs และการขยายศูนย์วิจัย ARAC

    Amity วางแผนนำเงินทุนไปขยาย ศูนย์วิจัยและการประยุกต์ใช้ AI (ARAC) ในสิงคโปร์ เพื่อพัฒนาเทคโนโลยีภายใต้กลยุทธ์ 3Bs — Build, Buy, Bridge โดยเน้นการเข้าซื้อกิจการซอฟต์แวร์ในยุโรปและเอเชีย เพื่อนำสถาปัตยกรรม AI ของ Amity ไปบูรณาการและยกระดับระบบเดิมให้ทำงานได้แบบอัตโนมัติ

    กลยุทธ์นี้สะท้อนความทะเยอทะยานของ Amity ที่ไม่เพียงต้องการเป็นผู้ให้บริการ Voice AI และ Chatbot ในประเทศไทย แต่ยังต้องการเป็นผู้เล่นระดับโลกที่สามารถแข่งขันกับบริษัทเทคโนโลยีขนาดใหญ่จากสหรัฐฯ และจีนได้

    จาก Chatbot สู่ Agentic AI ที่ลงมือปฏิบัติได้จริง

    แกนหลักทางเทคโนโลยีของ Amity ในระยะถัดไปคือการพัฒนา Vertical AI ที่ฝึกฝนโมเดลให้เข้าใจบริบทเฉพาะอุตสาหกรรม เช่น ค้าปลีกและโทรคมนาคม ควบคู่ไปกับ Agentic AI ซึ่งเป็นการยกระดับจาก AI ที่ทำหน้าที่แค่ประมวลผลข้อมูล ไปสู่เอเจนต์อัจฉริยะที่สามารถตัดสินใจและลงมือปฏิบัติงานในระบบขององค์กรได้จริง

    ระบบทั้งหมดจะถูกเชื่อมโยงเป็น Integrated Ecosystem เดียวกัน ผ่านโซลูชันของบริษัทในเครือ เช่น ระบบ Voice AI (Amity Accentix) ระบบวิเคราะห์ข้อมูลการสื่อสาร (Tollring) และระบบวิเคราะห์การตลาด (EGG Digital) เพื่อแก้ปัญหา Last-Mile Adoption หรือคอขวดในการนำ AI ไปปรับใช้จริงในองค์กร

    Amity Robotics: ขยายพรมแดน Voice AI สู่ Physical AI

    ความน่าสนใจของระบบนิเวศ Amity ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ซอฟต์แวร์เท่านั้น แต่ยังขยายไปสู่ Physical AI ผ่าน Amity Robotics บริษัทในเครือที่ระดมทุนรอบ Seed มูลค่า 7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเดือนกรกฎาคม 2026 โดยมี East Ventures เป็นผู้นำการลงทุน

    หัวใจของแพลตฟอร์มคือ ARC Base ตู้คีออส AI ที่ทำหน้าที่เสมือนพนักงานต้อนรับอัจฉริยะ มีโมเดลสนทนาด้วยเสียง AI ที่เป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัท และเปิดใช้งานจริงแล้ว 30 แห่งใน 7 ตลาดหลัก ทั้งสิงคโปร์ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ซาอุดีอาระเบีย ฮ่องกง ไทย มาเลเซีย และอินโดนีเซีย

    ผลลัพธ์ทางการเงินและเป้าหมาย IPO

    ปัจจุบัน Amity มีรายได้แบบ Run-rate ทะลุ 100 ล้านดอลลาร์ โดยรายได้กว่า 75% ของ EBITDA มาจากตลาดยุโรป บริษัทตั้งเป้าผลักดันรายได้แตะ 200 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2569 และเตรียมความพร้อมทางโครงสร้างเทคโนโลยีและธุรกิจเพื่อเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ (IPO) ภายในปี 2570

    เส้นทางนี้แสดงให้เห็นว่าสตาร์ทอัพ Voice AI และ Chatbot ไทยไม่เพียงแต่สามารถแข่งขันในตลาดภายในประเทศได้ แต่ยังสามารถขยายสู่ระดับโลกและสร้างมูลค่ามหาศาลได้อย่างแท้จ

  • สมาคมส่งเสริมการรับช่วงการผลิตไทย (ไทยซับคอน) กับโมเดล “พี่ช่วยน้อง” ยกระดับ SMEs สู่อุตสาหกรรม New S-Curve

    สมาคมส่งเสริมการรับช่วงการผลิตไทย (ไทยซับคอน) กับโมเดล “พี่ช่วยน้อง” ยกระดับ SMEs สู่อุตสาหกรรม New S-Curve

    เมื่อ SMEs ต้องก้าวข้ามกำแพงอุปทาน

    ปัญหาคลาสสิกของอุตสาหกรรมไทยคือช่องว่างระหว่างบริษัทขนาดใหญ่กับผู้ประกอบการ SMEs ที่มักถูกจำกัดบทบาทไว้เพียงผู้รับจ้างผลิตในลำดับชั้นล่างของห่วงโซ่อุปทาน การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญเกิดขึ้นเมื่อกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (DIPROM) ร่วมกับ สมาคมส่งเสริมการรับช่วงการผลิตไทย (Thai Subcontracting Promotion Association หรือ “ไทยซับคอน”) พัฒนาโมเดลความร่วมมือที่เรียกว่า “พี่ช่วยน้อง” (Big Brother Model) ซึ่งเปลี่ยนบทบาทของ SMEs ในห่วงโซ่การผลิตอุตสาหกรรม New S-Curve อย่างมีนัยสำคัญ

    หัวใจของโมเดล “พี่ช่วยน้อง”

    การถ่ายทอดเทคโนโลยีจากบริษัทใหญ่สู่ SMEs

    โมเดลนี้ทำงานผ่านกลไกของ ดีพร้อมเซ็นเตอร์ (DIPROM Center) ทั้ง 11 แห่งทั่วประเทศ ควบคู่กับการบ่มเพาะผ่านเครือข่ายมหาวิทยาลัยและอุทยานวิทยาศาสตร์ (SciPark) เพื่อให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีจากบริษัทขนาดใหญ่ไปยัง SMEs อย่างเป็นระบบ นางสาวณัฏฐิญา เนตยสุภา อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ระบุว่า ไทยซับคอนถือเป็น “พันธมิตรเชิงกลยุทธ์” (Strategic Partner) ที่สำคัญในการขับเคลื่อนโมเดลนี้

    New S-Curve: สามอุตสาหกรรมเป้าหมาย

    การขับเคลื่อนมุ่งเน้นสามอุตสาหกรรม New S-Curve ได้แก่ อุตสาหกรรมระบบราง อุตสาหกรรมเครื่องมือแพทย์ และอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ซึ่งที่ผ่านมาได้รับความร่วมมือจากสถาบันไทย–เยอรมัน ในการจัดทำหลักสูตรพัฒนาทักษะรองรับระบบอัตโนมัติและการ Upskill/Reskill แรงงาน

    การยกระดับสู่สมาพันธ์: จากการรวมตัวสู่การขับเคลื่อนนโยบาย

    บทบาทใหม่ในฐานะสมาพันธ์สมาคมอุตสาหกรรมสนับสนุน

    ปัจจุบันไทยซับคอนได้ยกระดับจากสมาคมทั่วไปขึ้นเป็น สมาพันธ์สมาพันธ์สมาคมอุตสาหกรรมสนับสนุน ซึ่งมีหน้าที่บริหารจัดการและขับเคลื่อนนโยบายให้กับสมาชิกกว่า 40 หน่วยงาน และเตรียมจัดประชุมสมาพันธ์เพื่อรับฟังปัญหาและอุปสรรคของสมาชิกเป็นครั้งแรกในวันที่ 10 มีนาคม 2569

    SUBCON Thailand 2026: ผลลัพธ์ที่จับต้องได้

    งาน SUBCON Thailand ซึ่งเป็นงานจัดหาชิ้นส่วนอุตสาหกรรมและการจับคู่ธุรกิจระดับนานาชาติที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน จัดโดยความร่วมมือระหว่าง Informa Markets (Thailand) และไทยซับคอน ได้ปิดฉากครั้งที่ 20 ด้วยผลลัพธ์ที่น่าประทับใจ โดยมี การจับคู่ธุรกิจกว่า 9,975 ครั้ง และสร้างมูลค่าทางธุรกิจในอนาคตสูงกว่า 22,124.30 ล้านบาท ตัวเลขนี้สะท้อนว่ากลไกที่สมาคมจัดขึ้นสามารถเปลี่ยน “ความตั้งใจ” ให้เป็น “โอกาสทางธุรกิจ” ที่จับต้องได้จริง

    มุมมองจากภาคปฏิบัติ: ทำไมโมเดลนี้จึงได้ผล

    การทำงานภายใต้กรอบ “พี่ช่วยน้อง” ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการถ่ายทอดเทคโนโลยีเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงมาตรฐานการผลิตที่ดี การใช้แรงงานที่ถูกกฎหมาย นโยบายเกษตรอุตสาหกรรมที่ต้องใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม ตลอดจนการบริหารจัดการคลังสินค้า โลจิสติกส์ และซัพพลายเชน การเชื่อมโยงที่ครอบคลุมมิติเหล่านี้ทำให้ SMEs ไม่ได้เพียง “อยู่รอด” แต่สามารถยกระดับขีดความสามารถจนกลายเป็นคู่ค้าที่สำคัญในห่วงโซ่มูลค่าใหม่ของอุตสาหกรรมไทยได้อย่างแท้จริง

  • OTOP สู่ตลาดโลก: การยกระดับสินค้าชุมชนไทยด้วยพลังดิจิทัล

    OTOP สู่ตลาดโลก: การยกระดับสินค้าชุมชนไทยด้วยพลังดิจิทัล

    เมื่อภูมิปัญญาท้องถิ่นพบกับแพลตฟอร์มออนไลน์

    ผลิตภัณฑ์ OTOP หรือ “หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์” ที่เคยจำหน่ายในงานแสดงสินค้าท้องถิ่นและร้านค้าชุมชน กำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่ตลาดออนไลน์กลายเป็นช่องทางหลักในการเข้าถึงผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องช่องทางการขาย แต่เป็นการยกระดับทั้งระบบนิเวศของเศรษฐกิจฐานราก

    ความร่วมมือภาครัฐ-แพลตฟอร์ม: ลดต้นทุน เพิ่มโอกาส

    ในเดือนสิงหาคม 2026 กระทรวงมหาดไทยได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับ Shopee ภายใต้โครงการ “OTOP ไทย โตไกลไปกับ Shopee” โดยลดค่าธรรมเนียมการขายออนไลน์จากเดิม 20-25% เหลือเริ่มต้นเพียง 4%  ความร่วมมือนี้ไม่เพียงลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการ แต่ยังรวมถึงสิทธิประโยชน์ด้านโฆษณาและการเพิ่มพื้นที่สินค้าในแพลตฟอร์ม 

    ปัจจุบันมีร้านค้า OTOP บนแพลตฟอร์ม Shopee แล้ว 1,188 ร้าน และมีการพัฒนาโปรแกรม “OTOP Growth Journey” เพื่อสร้างยอดขายอย่างต่อเนื่อง  แนวทางนี้สอดคล้องกับนโยบาย “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” ที่มุ่งสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน 

    โครงการ “ไทยช่วยไทย”: ระบบนิเวศการค้าออนไลน์ครบวงจร

    รัฐบาลได้เดินหน้าโครงการ “ไทยช่วยไทย” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงพาณิชย์ และไปรษณีย์ไทย โดยใช้แพลตฟอร์ม ThailandPostMart เป็นช่องทางจำหน่ายสินค้าที่เชื่อมโยงผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และผู้บริโภคทั่วประเทศ 

    มาตรการสำคัญ ได้แก่ การยกเว้นค่าธรรมเนียมส่วนแบ่งรายได้ (GP) ตลอดระยะเวลาโครงการ ช่วยลดต้นทุนการขายออนไลน์โดยตรง  การจัดทำโค้ดส่วนลดสำหรับผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าขั้นต่ำ 200 บาท รับส่วนลด 100 บาท จำนวน 500,000 สิทธิ์ คิดเป็นวงเงิน 50 ล้านบาท  และอัตราค่าจัดส่งพิเศษเพียง 20 บาทต่อคำสั่งซื้อ พร้อมคูปองส่งฟรี 250 ใบต่อร้านค้า 

    OTOP Midyear 2026: การผสานเทคโนโลยีเข้ากับงานแสดงสินค้า

    งาน OTOP Midyear 2026 ที่ IMPACT เมืองทองธานี จัดขึ้นภายใต้แนวคิดที่ผสานเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ากับการค้าขายแบบดั้งเดิม โดยมีโซน “OTOP NEXT & Live Commerce Hub” ที่มีสตูดิโอไลฟ์สตรีมมิ่งเชื่อมโยงการขายกับผู้บริโภคสมัยใหม่ทั่วโลก  งานนี้มี 2,000 บูธ และใช้เทคโนโลยีดิจิทัลสนับสนุนการค้าและการสร้างแบรนด์ เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงผู้บริโภคยุคใหม่ 

    นอกจากนี้ ยังมีแคมเปญ OTOP Amazing บนแพลตฟอร์ม Shopee ตลอดเดือนกรกฎาคม 2026 เพื่อกระตุ้นยอดขายผ่านช่องทางออนไลน์อย่างต่อเนื่อง 

    ความหมายที่ลึกซึ้งต่อเศรษฐกิจฐานราก

    การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่แค่การย้ายช่องทางการขาย แต่เป็นการเปลี่ยนบทบาทของชุมชนจาก “ผู้รับความช่วยเหลือ” มาเป็น “ผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ” ยุคใหม่ การสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่คนรุ่นใหม่และคนในชุมชนดั้งเดิมสามารถเติบโตร่วมกันได้อย่างเกื้อกูล เป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืน 

  • TFEX Mini Gold Online Futures กับอนาคตการลงทุนทองคำของคนไทย

    TFEX Mini Gold Online Futures กับอนาคตการลงทุนทองคำของคนไทย

    การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงของตลาดทองคำไทย

    วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 ถือเป็นวันสำคัญของตลาดทุนไทย เมื่อตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแห่งประเทศไทย (TFEX) ประกาศเปิดซื้อขาย Mini Gold Online Futures (MGO) อย่างเป็นทางการ สัญญาชนิดใหม่นี้ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์นักลงทุนรายย่อยโดยเฉพาะ ด้วยขนาดสัญญาเพียง 1 ทรอยออนซ์ และเงินหลักประกันเริ่มต้นประมาณ 15,000 บาท หรือเพียง 10–15% ของมูลค่าสัญญา 

    การเปิดตัวครั้งนี้สะท้อนความเข้าใจที่ลึกซึ้งของ TFEX ต่อโครงสร้างนักลงทุนไทยที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป หลังจากที่ความต้องการทองคำเพื่อการลงทุนในประเทศไทยพุ่งสูงสุดในรอบ 7 ปีที่ระดับ 10 ตันในไตรมาสแรกของปี 2569 

    จุดเด่นที่ MGO แก้ปัญหาที่แท้จริงของนักลงทุนไทย

    ปัญหาเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน

    ก่อนหน้านี้ นักลงทุนไทยที่ต้องการลงทุนในราคาทองคำโลกต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเสมอ เพราะราคาทองคำในตลาดโลกซื้อขายเป็นดอลลาร์สหรัฐ เมื่อค่าเงินบาทอ่อนตัวลง ราคาทองคำในประเทศอาจสูงขึ้นแม้ราคาโลกจะไม่เปลี่ยนแปลง 

    MGO แก้ปัญหานี้ด้วยกลไก quanto feature ที่กำหนดราคาเป็นดอลลาร์สหรัฐ แต่ชำระราคาเป็นเงินบาทด้วยตัวคูณคงที่  ซึ่งหมายความว่านักลงทุนไม่ต้องกังวลว่าเงินบาทจะแข็งค่าหรืออ่อนค่าในวันที่สัญญาครบกำหนด

    การเข้าถึงที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด

    การเปิดตัว MGO สอดคล้องกับกระแสความต้องการของนักลงทุนรุ่นใหม่ที่ต้องการเข้าถึงทองคำโดยไม่ต้องซื้อทองคำแท่งจริง ด้วยค่าธรรมเนียมแลกเปลี่ยนเพียง 0.75 บาทต่อสัญญาตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม ถึง 31 กรกฎาคม 2569 

    ข้อมูลจากตลาดจริงที่นักลงทุนควรรู้

    ระหว่างที่ MGO กำลังสร้างฐานในตลาด TFEX ราคาทองคำในประเทศไทยก็ผันผวนอย่างมีนัยสำคัญ ข้อมูลจากเว็บไซต์ไทยพีบีเอส ณ วันที่ 21 กันยายน 2569 เปิดเผยว่าราคาทองคำรูปพรรณขายออกอยู่ที่บาทละ 69,650 บาท  ตลอดทั้งปี 2569 ราคาทองคำไทยเคยขึ้นไปสูงสุดที่ 81,950 บาท และลงไปต่ำสุดที่ 62,000 บาท 

    ความผันผวนระดับนี้เป็นทั้งความท้าทายและโอกาสสำหรับนักลงทุนที่ใช้ MGO ในฐานะเครื่องมือ hedging หรือเก็งกำไรระยะสั้น

    มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญต่อทิศทางตลาด

    แม้ราคาทองคำจะผันผวนสูง แต่การเปิดตัว MGO สะท้อนมุมมองระยะยาวว่าตลาดทุนไทยต้องการเครื่องมือที่ยืดหยุ่นมากกว่าการซื้อทองคำแท่งแบบดั้งเดิม นายแพทย์กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ นายกสมาคมค้าทองคำ ได้คาดการณ์ว่าราคาทองคำในประเทศยังมีทิศทางขาขึ้น และมีเป้าหมายสิ้นปี 2569 ที่ระดับ 73,000–75,000 บาท 

  • Exim Bank อัดฉีด 5 หมื่นล้านบาท หนุนผู้ส่งออกไทย ปริ่มภาวะเงินบาทผันผวนหนัก

    Exim Bank อัดฉีด 5 หมื่นล้านบาท หนุนผู้ส่งออกไทย ปริ่มภาวะเงินบาทผันผวนหนัก

    วิกฤตที่เกษตรกรและ SMEs รับรู้ได้ก่อนใคร

    เมื่อค่าเงินบาทอ่อนค่าลงกว่า 5% ในปี 2569 การส่งออกของไทยกลับไม่ได้รับประโยชน์อย่างที่หลายคนคาดคิด เพราะความผันผวนที่รุนแรงต่างหากคือศัตรูตัวจริงที่กัดกร่อนขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs ที่มีสัดส่วนสูงถึง 99.5% ของจำนวนวิสาหกิจทั้งหมดในประเทศไทย

    ความรุนแรงของปัญหาและผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง

    จากรายงานของ Investopedia ระบุว่าไทยต้องเผชิญกับความท้าทายซ้ำซ้อน ทั้งค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น 1.1% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ นอกเหนือจากการแข็งค่า 9% ในปี 2568 การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และความไม่แน่นอนทางการเมืองก่อนการเลือกตั้งในต้นเดือนกุมภาพันธ์ ทำให้ผู้ส่งออกต้องแบกรับต้นทุนการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

    Exim Bank ลงมือ: มาตรการ 5 หมื่นล้านบาท

    เพื่อบรรเทาผลกระทบจากความผันผวนของค่าเงินบาท ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) ได้ประกาศมาตรการอัดฉีดสินเชื่อหมุนเวียนวงเงิน 50,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนผู้ส่งออกที่ประสบปัญหาสภาพคล่องจากความผันผวนของค่าเงิน โดยนายชลัช รัตนบุญนิธิ กรรมการผู้จัดการ EXIM BANK เปิดเผยว่าธนาคารพร้อมให้การสนับสนุนด้านเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบการส่งออก พร้อมทั้งให้บริการประกันการส่งออกและประกันอัตราแลกเปลี่ยนแก่ลูกค้าทุกราย

    ภาระค่า hedging ที่บีบคั้นผู้ประกอบการรายเล็ก

    จากรายงานของ Nation Thailand ระบุว่าสถานการณ์ความผันผวนของค่าเงินที่อยู่ในระดับ 7-8% ทำให้ผู้ประกอบการ SMEs มีการป้องกันความเสี่ยงเพียง 50% ของหนี้สินที่เกี่ยวข้องกับอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งเป็นอัตราที่ไม่เพียงพอ และธนาคารต่างต้องการให้ลูกค้าสถาบันเพิ่มสัดส่วนการป้องกันความเสี่ยงเป็น 70-80% จากข้อมูลของสมาคมผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย ต้นทุนการป้องกันความเสี่ยงที่พุ่งสูงขึ้นกลายเป็นภาระซ้ำเติมที่ผู้ประกอบการรายกลางและรายเล็กไม่สามารถเข้าถึงเครื่องมือจัดการความเสี่ยงได้อย่างเพียงพอ

    ผลลัพธ์ที่คาดหวังและความจำเป็นเร่งด่วน

    Exim Bank ได้คาดการณ์ว่าการส่งออกของไทยในปี 2569 จะขยายตัวที่ 2% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ระมัดระวัง ภาคเอกชนเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งออกมาตรการดูแลอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการลดต้นทุนการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนให้กับ SMEs และการควบคุมเงินทุนเก็งกำไรระยะสั้นที่สร้างความผันผวนโดยไม่จำเป็น

  • พื้นที่ทำงานร่วมกันกับกลไกการลดต้นทุนสตาร์ทอัพ

    พื้นที่ทำงานร่วมกันกับกลไกการลดต้นทุนสตาร์ทอัพ

    ทางเลือกเชิงกลยุทธ์สำหรับสตาร์ทอัพที่มีงบจำกัด

    สำหรับสตาร์ทอัพระยะเริ่มต้น ต้นทุนค่าเช่าสำนักงานแบบดั้งเดิมถือเป็นภาระที่หนักหน่วง การวิจัยตลาดชี้ว่าการเติบโตของจำนวนสตาร์ทอัพและธุรกิจขนาดเล็กที่มองหาทางเลือกสำนักงานที่คุ้มต้นทุน เป็นปัจจัยผลักดันหลักของการขยายตัวในตลาด Coworking Space ไทย การเลือกใช้พื้นที่ทำงานร่วมกันจึงไม่ใช่แค่การประหยัด แต่เป็นการจัดสรรทรัพยากรอย่างชาญฉลาด

    การเปรียบเทียบต้นทุนจริง

    JustCo ผู้ให้บริการพื้นที่ทำงานแบบยืดหยุ่นรายใหญ่ในภูมิภาค มีสาขาในประเทศไทย 6 แห่ง เปิดให้บริการ Hot Desk เริ่มต้นที่ 9,500 บาทต่อคนต่อเดือน ขณะที่พื้นที่สำนักงานส่วนตัวอยู่ที่ประมาณ 20,000 บาทต่อคนต่อเดือน ราคานี้รวมค่าสาธารณูปโภค อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และการเข้าถึงพื้นที่ส่วนกลาง ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายที่สตาร์ทอัพต้องบริหารจัดการเอง ดูรายละเอียดได้ที่ https://www.justco.com

    ความยืดหยุ่นที่ตอบโจทย์ทุกช่วงการเติบโต

    JustCo ใช้กลยุทธ์สามแบรนด์เพื่อครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย โดยแบรนด์ JustCo เน้นกลุ่มพรีเมียม แบรนด์ The Collective เน้นความหรูหรา และแบรนด์ The Boring Office เสนอราคาที่ประหยัดกว่า JustCo ประมาณ 20% แนวทางนี้ทำให้สตาร์ทอัพสามารถเลือกใช้บริการที่เหมาะกับงบประมาณในแต่ละช่วงของการเติบโต

    บทบาทของสถาบันการเงินในการสนับสนุน

    ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME Bank) ได้เปิด Coworking Space ให้บริการฟรีสำหรับสตาร์ทอัพและ SMEs พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน อาทิ โต๊ะทำงาน ห้องประชุม WiFi และกิจกรรมอบรมให้ความรู้ด้านธุรกิจและการตลาดจากกูรูเฉพาะด้าน โครงการนี้ตั้งอยู่ติดสถานี BTS อารีย์ เปิดให้บริการวันจันทร์ถึงศุกร์ เวลา 8.30-18.00 น. ข้อมูลเพิ่มเติมที่ https://www.smebank.co.th

    ข้อมูลจากตลาดที่ยืนยันแนวโน้ม

    อัตราค่าเช่าเฉลี่ยของพื้นที่ทำงานแบบยืดหยุ่นในกรุงเทพฯ ปรับขึ้นจาก 298 ดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 เป็น 308 ดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 หรือเพิ่มขึ้น 3% ขณะที่เขต CBD สีลม-สาทร มีอัตราสูงสุดที่ 305 ดอลลาร์สหรัฐต่อโต๊ะ และสุขุมวิทตอนกลางอยู่ที่ 303 ดอลลาร์สหรัฐ การปรับขึ้นเล็กน้อยนี้สะท้อนว่าอุปสงค์ยังคงแข็งแกร่ง แม้เศรษฐกิจภูมิภาคจะมีความไม่แน่นอน

    โมเดลที่ยั่งยืนสำหรับสตาร์ทอัพไทย

    การเลือกใช้ Coworking Space ช่วยให้สตาร์ทอัพสามารถจัดสรรงบประมาณไปกับสิ่งสำคัญกว่า เช่น การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การตลาด และการจ้างบุคลากรที่มีคุณภาพ ความยืดหยุ่นในการขยายหรือลดพื้นที่ตามความจำเป็น ยังช่วยให้สตาร์ทอัพปรับตัวได้อย่างรวดเร็วเมื่อโมเดลธุรกิจเปลี่ยนแปลง

  • ยัสปาล กรุ๊ป กับโมเดล House of Brands และการนำแบรนด์เกาหลี SATUR สู่ตลาดอาเซียน

    ยัสปาล กรุ๊ป กับโมเดล House of Brands และการนำแบรนด์เกาหลี SATUR สู่ตลาดอาเซียน

    วิสัยทัศน์สู่การเป็น Regional Fashion and Lifestyle House of Brands

    ยัสปาล กรุ๊ป หรือ บริษัท ยัสปาล จำกัด (มหาชน) ประกาศเดินหน้าสู่การเป็น “A Regional Fashion and Lifestyle House of Brands” ด้วยความแข็งแกร่งทั้งด้านการสร้างและพัฒนาแบรนด์ของตนเอง ควบคู่กับการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจให้กับแบรนด์ระดับสากลที่ต้องการขยายธุรกิจในประเทศไทยและภูมิภาคกลยุทธ์นี้แตกต่างจากโมเดลเดิมของบริษัทที่มุ่งเน้นการเป็นตัวแทนจำหน่าย โดยหันมาให้ความสำคัญกับการสร้างระบบนิเวศของแบรนด์ที่หลากหลายภายใต้ร่มเดียวกัน

    เดเมียน คอร์โคแรน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ยัสปาล กรุ๊ป กล่าวว่าบริษัทมีเป้าหมายพัฒนาธุรกิจสู่การเป็น “Regional Fashion and Lifestyle House of Brands” โดยใช้จุดแข็งด้านการสร้างและพัฒนาแบรนด์ การตลาด การบริหารธุรกิจค้าปลีก และเครือข่ายช่องทางจัดจำหน่าย

    SATUR: แบรนด์เกาหลีที่ก้าวสู่ไทยและอาเซียน

    การเปิดตัว SATUR (แซทเทอร์) แบรนด์แฟชั่นสไตล์ Contemporary Casual จากประเทศเกาหลีใต้ ถือเป็นก้าวสำคัญของยัสปาล กรุ๊ป ในการเสริมพอร์ตโฟลิโอด้วยแบรนด์ระดับสากลที่มีอัตลักษณ์โดดเด่น SATUR เปิดแฟล็กชิปสโตร์แห่งแรกในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ณ ชั้น 2 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ลาดพร้าว

    การเลือกเปิดสาขาแรกที่เซ็นทรัล ลาดพร้าวสะท้อนกลยุทธ์การใช้กระแส K-fashion และ K-culture เป็นแรงหนุนการเติบโต โดยมุ่งเจาะกลุ่มผู้บริโภคชาวไทยที่ชื่นชอบแฟชั่นเกาหลีที่มีฐานแฟนคลับแข็งแรงอยู่แล้ว SATUR วางแผนขยายสาขาไปยังเวียดนาม มาเลเซีย กัมพูชา และฟิลิปปินส์ในปีถัดไป เพื่อสร้างฐานธุรกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างต่อเนื่อง

    โมเดล House of Brands ทำงานอย่างไร

    โมเดล House of Brands ของยัสปาล กรุ๊ป อาศัยความเชี่ยวชาญในการคัดเลือกแบรนด์ระดับสากลที่มีศักยภาพและสอดคล้องกับเทรนด์ไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงของผู้บริโภค บริษัทนำความเชี่ยวชาญที่สั่งสมมาทั้งด้านการสร้างและพัฒนาแบรนด์ การตลาด การบริหารธุรกิจค้าปลีก ตลอดจนเครือข่ายช่องทางจัดจำหน่าย มาช่วยขับเคลื่อนแบรนด์พันธมิตรให้เติบโตในตลาดไทยและภูมิภาค

    แนวทางนี้ช่วยให้ยัสปาล กรุ๊ปสามารถกระจายความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดแฟชั่นแต่ละแบรนด์ ในขณะเดียวกันก็สร้างความได้เปรียบด้านขนาด (scale) ในการเจรจากับห้างสรรพสินค้าและซัพพลายเออร์

    การผสานความเชี่ยวชาญท้องถิ่นกับแบรนด์ระดับโลก

    จุดแข็งสำคัญของยัสปาล กรุ๊ป คือความเข้าใจตลาดผู้บริโภคไทยและภูมิภาคอย่างลึกซึ้ง ทั้งพฤติกรรมผู้บริโภค ทำเลที่ตั้ง และช่องทางจัดจำหน่ายที่เหมาะสม ความเชี่ยวชาญนี้ช่วยให้บริษัทสามารถนำแบรนด์ต่างชาติมาปรับให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าในท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ในขณะเดียวกัน การมีเครือข่ายช่องทางจัดจำหน่ายที่แข็งแกร่ง ทั้งห้างสรรพสินค้าชั้นนำและช่องทางออนไลน์ ช่วยให้แบรนด์พันธมิตรสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

    ความท้าทายของโมเดล House of Brands

    แม้ว่าโมเดล House of Brands จะมีข้อได้เปรียบด้านการกระจายความเสี่ยงและการสร้างขนาด แต่ก็มาพร้อมความท้าทายด้านการจัดการแบรนด์ที่หลากหลาย การรักษาความสอดคล้องของประสบการณ์ลูกค้า และการจัดสรรทรัพยากรระหว่างแบรนด์ต่างๆ ยัสปาล กรุ๊ปต้องสร้างระบบการจัดการที่แข็งแกร่งและทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน

    นอกจากนี้ การแข่งขันในตลาดแฟชั่นอาเซียนที่ทวีความรุนแรงขึ้น ทั้งจากแบรนด์ระดับโลกที่ขยายสาขาและแบรนด์ท้องถิ่นที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ทำให้ยัสปาล กรุ๊ปต้องรักษาความสามารถในการคัดเลือกแบรนด์ที่มีศักยภาพและตอบสนองต่อเทรนด์ได้อย่างรวดเร็ว

  • Incubator มหาวิทยาลัย ปั้นสตาร์ตอัปจากห้องแล็บสู่ตลาดจริง

    Incubator มหาวิทยาลัย ปั้นสตาร์ตอัปจากห้องแล็บสู่ตลาดจริง

    เมื่อมหาวิทยาลัยไม่ใช่แค่ที่เรียน แต่เป็นโรงงานสร้างธุรกิจ

    ในอดีต งานวิจัยของมหาวิทยาลัยไทยมักจบลงที่ชั้นหนังสือหรือฐานข้อมูลวิชาการ แต่ในปี 2026 ภาพนั้นเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง Incubator ที่ผูกกับมหาวิทยาลัย กำลังกลายเป็นเครื่องยนต์หลักในการเปลี่ยนองค์ความรู้ทางวิชาการให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์และบริการที่ขายได้จริง ตัวเลขล่าสุดจากหลายโครงการพิสูจน์ว่านี่ไม่ใช่แค่กระแส แต่คือการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง

    MFii มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง: บ่มเพาะธุรกิจวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

    ส่วนจัดการทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (MFii) ได้จัดกิจกรรมคัดเลือกผู้ประกอบการเข้าสู่ แผนงานบ่มเพาะธุรกิจวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (TBI) ประจำปี 2569 พร้อมกับ แผนงานพัฒนาขีดความสามารถทางเทคโนโลยีและวิจัยของภาคเอกชนในพื้นที่ (IRTC) 

    เป้าหมายชัดเจน: “เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมผู้ประกอบการให้สามารถต่อยอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม สู่การพัฒนาธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม”  โครงการนี้ไม่ใช่แค่การให้ความรู้ แต่เป็นการจับมือกันระหว่างนักวิจัยและผู้ประกอบการเพื่อสร้างธุรกิจที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับภูมิภาค

    Blue Horizon: Mahidol Incubation Program 2026

    มหาวิทยาลัยมหิดลเปิดตัว Blue Horizon ภายใต้แนวคิด “From Deep-Tech Depths to a Global Horizon” โดยเป็นโปรแกรมที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมทั้งจากภายในและภายนอกมหาวิทยาลัยได้เรียนรู้ สร้างทีม เชื่อมต่อเครือข่าย และต่อยอดศักยภาพสู่การเป็นธุรกิจนวัตกรรม  สิ่งที่ทำให้ Blue Horizon แตกต่างคือการเชื่อมโยงกับความเชี่ยวชาญด้านการแพทย์และวิทยาศาสตร์สุขภาพของมหิดล ซึ่งเป็นจุดแข็งที่สอดคล้องกับกระแส Wellness Economy ที่กำลังเติบโต

    builds CMU: 20 บริษัทนักศึกษา 232 ล้านบาท

    หนึ่งในกรณีศึกษาที่น่าสนใจที่สุดคือ builds CMU ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งเปิดดำเนินการมาแล้วและประสบความสำเร็จในการบ่มเพาะ บริษัทที่นำโดยนักศึกษาเกิน 20 แห่ง สร้างรายได้รวมกว่า 23.2 ล้านบาท  ตัวเลขนี้พิสูจน์ว่าห้องเรียนและห้องแล็บสามารถทำหน้าที่เป็น Incubator ที่มีประสิทธิภาพได้จริง

    builds CMU เปิดโอกาสให้นักศึกษาและบัณฑิตจบใหม่ได้ทดลองสร้างธุรกิจจากงานวิจัยหรือไอเดียของตนเอง โดยมีพี่เลี้ยงจากภาคอุตสาหกรรมคอยให้คำแนะนำ

    ทำไม Incubator มหาวิทยาลัยจึงได้เปรียบ?

    1. ต้นทุนต่ำแต่คุณภาพสูง — การใช้โครงสร้างพื้นฐานของมหาวิทยาลัย ทั้งห้องแล็บ อุปกรณ์วิจัย และองค์ความรู้ของคณาจารย์ ทำให้ต้นทุนการบ่มเพาะต่อโครงการต่ำกว่าการตั้ง Incubator เอกชน

    2. Deep Tech เป็นจุดแข็ง — งานวิจัยเชิงลึกที่ใช้เวลาหลายปีในห้องแล็บ เมื่อผ่านกระบวนการบ่มเพาะที่ถูกต้อง สามารถกลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีกำแพงการแข่งขันสูง

    3. Talent Pipeline — มหาวิทยาลัยมีนักศึกษาและนักวิจัยรุ่นใหม่ที่พร้อมเป็นทั้งผู้ก่อตั้งและทีมงาน

    4. เครือข่ายศิษย์เก่า — ศิษย์เก่าที่ประสบความสำเร็จกลายเป็นนักลงทุนและที่ปรึกษาให้กับรุ่นน้อง

    ความท้าทายที่ต้องแก้

    แม้ตัวเลขจะสวยงาม แต่ Incubator มหาวิทยาลัยยังเผชิญความท้าทายสำคัญ โดยเฉพาะ ช่องว่างระหว่างงานวิจัยกับตลาด นักวิจัยจำนวนมากยังขาดทักษะด้านการตลาดและการขาย ขณะที่นักธุรกิจก็ขาดความเข้าใจในเทคโนโลยี การสร้างทีมที่ผสมผสานทั้งสองด้านจึงเป็นโจทย์ที่ Incubator ต้องให้ความสำคัญ

    นอกจากนี้ ระยะเวลาบ่มเพาะ ที่มักจำกัดอยู่ในช่วง 6-12 เดือน ยังไม่เพียงพอสำหรับ Deep Tech ที่ต้องใช้เวลาในการพัฒนาและทดสอบนานกว่า การขยายระยะเวลาสนับสนุนหรือสร้างกลไกต่อเนื่องจึงเป็นสิ่งจำเป็น

  • กลยุทธ์ Thailand Focus 2026 กับการดึงดูดทุนสถาบันระดับโลก

    กลยุทธ์ Thailand Focus 2026 กับการดึงดูดทุนสถาบันระดับโลก

    เวทีระดับโลกที่เปลี่ยนโฉมการลงทุนไทย

    งาน Thailand Focus 2026 ภายใต้ธีม “Reignite Thailand” ได้กลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในการดึงดูดนักลงทุนสถาบันจากทั่วโลก งานในปีนี้มีนักลงทุนสถาบันเข้าร่วมถึง 220 ราย จาก 74 สถาบันการเงินชั้นนำทั่วโลก  ซึ่งถือเป็นการตอบรับที่แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่การจัดงานครั้งแรกเมื่อ 20 ปีก่อน

    นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดเผยว่า Agenda ของงานในปีนี้เปลี่ยนจากการเน้นเรื่อง Regulation มาเป็นการมองไปที่ Growth Story และโอกาสการเติบโตของประเทศไทย โดยมีบริษัทจดทะเบียนไทยเข้าร่วมพบปะนักลงทุนแบบตัวต่อตัวถึง 77 บริษัท 

    ตัวเลขที่บ่งชี้ความสำเร็จ

    ผลลัพธ์จากงาน Thailand Focus 2026 สะท้อนผ่านตัวเลขที่ชัดเจน ดัชนี SET Index ปรับตัวขึ้นจากระดับ 1,200 จุดในปีที่แล้วมาอยู่ที่ประมาณ 1,600 จุด คิดเป็นการเติบโตเกือบ 30% ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้นจากต่ำกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐเป็นมากกว่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ 

    ที่สำคัญที่สุด กระแสเงินทุนต่างชาติกลับทิศทางอย่างมีนัยสำคัญ จากที่เคยไหลออกสุทธิ 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปีที่แล้ว กลายเป็นไหลเข้าสุทธิมากกว่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนี้ โดยนักลงทุนต่างชาติบันทึกการซื้อสุทธิสะสม 67,000 ล้านบาทนับจากต้นปี 

    อุตสาหกรรมเป้าหมายที่ดึงดูดความสนใจ

    อุตสาหกรรมที่นักลงทุนสถาบันให้ความสนใจเป็นพิเศษคือกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับ AI ซึ่งยังคงเป็นไฮไลท์สำคัญ แต่ที่โดดเด่นในสายตานักลงทุนต่างชาติคือกลุ่มสถาบันการเงินไทย โดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์ที่นักลงทุนชื่นชมในความแข็งแกร่งและเงินปันผลที่ปรับตัวดีขึ้น 

    นอกจากนี้ อุตสาหกรรมเป้าหมายที่เชื่อมโยงกับ BOI ยังได้รับความสนใจอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น Data Center, Semiconductor และการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งหากทุกภาคส่วนเชื่อมโยงกันได้จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยก้าวกระโดดในระยะยาว 

    เสียงสะท้อนจากนักลงทุนระดับโลก

    ตัวแทนจาก UBS ระบุว่าเงินทุนที่ไหลเข้าตลาดหุ้นไทย “เพิ่งเริ่มต้น” หากรัฐบาลสามารถดำเนินการตามแผนสร้างการเติบโตได้จริง โอกาสที่จะเห็นเม็ดเงินไหลเข้าต่อเนื่องยังมีอยู่อีกมาก ขณะที่ DBS เปิดเผยกองทุนขนาดใหญ่บางแห่งกลับมาลงทุนในไทยเป็นครั้งแรกนับจากปี 2018 

    ปรากฏการณ์ที่น่าจับตาคือการเข้าร่วมงานเป็นครั้งแรกของกลุ่มทุนจากสวิตเซอร์แลนด์ นิวซีแลนด์ และอิสราเอล ซึ่งตอกย้ำว่าเรดาร์การลงทุนระดับโลกกำลังเปิดรับและมองเห็นศักยภาพใหม่ ๆ ของตลาดทุนไทย 

    JUMP+ กลยุทธ์เสริมสร้างขีดความสามารถ

    ตลท. ยังเดินหน้าโครงการ JUMP+ ซึ่งมี 15 บริษัทเข้าร่วม โดยเน้นเรื่องธรรมาภิบาลและความยั่งยืน โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนกลยุทธ์ 3 ปี (2569-2571) ภายใต้วิสัยทัศน์ “The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities” 

    ข้อมูลอ้างอิง

    รายละเอียดเกี่ยวกับผลการจัดงาน Thailand Focus 2026 และรายชื่อบริษัทจดทะเบียนที่เข้าร่วมสามารถดูได้จากรายงานของ Mondovisione ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2569