เมื่ออาเซียนเลิกสร้างสะพานทีละคู่ แต่ต่อเป็นเครือข่ายเดียว
ปัญหาของการเชื่อมต่อแบบ “หนึ่งคู่ หนึ่งดีล”
ความสำเร็จของ PromptPay-PayNow และ DuitNow-PromptPay พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าการชำระเงินข้ามพรมแดนแบบเรียลไทม์เกิดขึ้นได้จริงในอาเซียน แต่เมื่อจำนวนประเทศเพิ่มขึ้น วิธีการสร้างข้อตกลงแบบทวิภาคีทีละคู่กลับกลายเป็นคอขวด เพราะทุกคู่ต้องเจรจากฎ ระเบียบ มาตรฐานข้อความ และการ settlement แยกจากกัน ต้นทุนการเชื่อมต่อจึงไม่ได้ลดลงตามจำนวนประเทศ แต่กลับเพิ่มขึ้นแบบทวีคูณ
Project Nexus ซึ่งริเริ่มโดย Bank for International Settlements (BIS) เข้ามาตอบโจทย์จุดนี้โดยตรง แนวคิดหลักคือการสร้าง “ตัวเชื่อมกลาง” ที่แต่ละประเทศเชื่อมต่อเพียงครั้งเดียว แล้วสามารถเข้าถึงระบบการชำระเงินทันทีของประเทศอื่น ๆ ในเครือข่ายได้โดยไม่ต้องสร้างช่องทางเฉพาะกับทุกประเทศ สมาชิกแกนนำห้าประเทศ ได้แก่ มาเลเซีย สิงคโปร์ ไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์
ทำไมไทยจึงได้เปรียบในสถาปัตยกรรมนี้
ไทยอยู่ในตำแหน่งที่ได้เปรียบเพราะ PromptPay ถูกออกแบบมาบนมาตรฐาน ISO 20022 ตั้งแต่ต้น และมีความสามารถในการชำระเงินแบบเรียลไทม์เต็มรูปแบบ ขณะที่ระบบ QR ที่ใช้เป็นส่วนต่อประสานกับผู้ใช้ก็ได้รับการยอมรับในระดับภูมิภาคแล้ว เมื่อ Nexus กำหนดให้ทุกประเทศต้องแปลงข้อความธุรกรรมให้อยู่ในมาตรฐานเดียวกัน ไทยจึงไม่ต้องเริ่มต้นจากศูนย์
นอกจากนี้ ขนาดของระบบไทยยังทำให้การเชื่อมต่อมีความหมายในเชิงเศรษฐกิจ ข้อมูลจาก Chambers and Partners Fintech 2026 ระบุว่า PromptPay และ Thai QR คิดเป็นสัดส่วนประมาณ 44% ของการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์แบบบัญชีต่อบัญชีในประเทศไทย เมื่อรวมกับปริมาณธุรกรรมดิจิทัลในภูมิภาคที่คาดว่าจะเกิน 1.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2026 การเชื่อมต่อที่ทำให้การโอนเงินระหว่างประเทศเร็วและถูกเท่าการโอนในประเทศจะเปลี่ยนeconomicsของการค้าขายชายแดนอย่างมีนัยสำคัญ
สิ่งที่ Nexus ไม่ได้แก้ให้ทันที
แม้ Nexus จะลดความซับซ้อนของการเชื่อมต่อ แต่รายงานของ AMRO เตือนว่า wholesale connectivity หรือการชำระเงินมูลค่าสูงยังต้องมีการประสานงานเรื่องสภาพคล่อง หลักประกัน และการชำระเงิน FX ที่ปลอดภัยกว่าเดิม รวมถึงความแตกต่างของเวลาทำการและกฎควบคุมเงินทุนของแต่ละประเทศ ดังนั้น Nexus จึงเป็นก้าวสำคัญของ retail payment แต่ไม่ใช่คำตอบสุดท้ายของระบบการเงินข้ามพรมแดนทั้งหมด

Leave a Reply