Blog

  • PaM++ ผนึก Image Shining เปิดตัว “Brand Image Training” เชื่อมกลยุทธ์แบรนด์ ภาพลักษณ์ และการสื่อสารของบุคลากรให้เป็นทิศทางเดียวกัน

    PaM++ ผนึก Image Shining เปิดตัว “Brand Image Training” เชื่อมกลยุทธ์แบรนด์ ภาพลักษณ์ และการสื่อสารของบุคลากรให้เป็นทิศทางเดียวกัน

    PaM++ ร่วมกับ Image Shining เปิดตัวหลักสูตร “Brand Image Training” ครั้งแรก เพื่อเชื่อมกลยุทธ์แบรนด์เข้ากับภาพลักษณ์และพฤติกรรมของบุคลากร แก้ไขปัญหาการทำงานแยกส่วน เพื่อสะท้อนผ่านตัวตนพนักงานอย่างสง่างามและเหมาะสม เริ่มจัดอบรมกันยายน 2569 นี้

    กรุงเทพฯ – 2 กันยายน 2569
    – PaM++ ที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์แบรนด์และการตลาด
    ร่วมกับ Image Shining ผู้เชี่ยวชาญด้าน Image Coaching และ Professional Presence เปิดตัวหลักสูตร “Brand Image Training” โปรแกรมฝึกอบรมรูปแบบใหม่สำหรับองค์กร
    ที่ออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหาการทำงานแยกส่วนกันระหว่างแบรนดิ้งและการพัฒนาบุคลากร
    โดยโปรแกรมนี้จะเริ่มเปิดให้อบรมสำหรับองค์กรต่างๆ ตั้งแต่เดือนกันยายน 2569
    เป็นต้นไป

    โปรแกรมนี้พัฒนาขึ้นจากจุดเจ็บปวด (Pain Point) ที่พบได้บ่อยในองค์กรยุคปัจจุบัน
    เมื่อฝ่ายการตลาด ฝ่ายพัฒนาบุคลากร ฝ่ายบริการ
    และฝ่ายจัดอบรมด้านภาพลักษณ์ถูกจัดการแยกส่วนกันอย่างสิ้นเชิง
    ทั้งที่ในมุมมองของลูกค้า
    สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นองค์ประกอบของประสบการณ์เดียวกันในการปฏิสัมพันธ์กับองค์กร
    หลักสูตร Brand Image Training จึงถูกออกแบบมาให้ทุกภาคส่วนเริ่มต้นจากความเข้าใจในแบรนด์ที่เป็นหนึ่งเดียวกัน
    ก่อนจะถ่ายทอดสิ่งเหล่านั้นออกมาเป็นภาพลักษณ์ บุคลิกภาพ พฤติกรรม
    ตลอดจนรูปแบบการสื่อสารของบุคลากรอย่างกลมกลืน

     

    จากกลยุทธ์แบรนด์ สู่การนำเสนอภาพลักษณ์ที่ลูกค้าสัมผัสได้จริง

    หลักสูตร “Brand Image Training” เริ่มต้นจากการทำให้บุคลากรภายในองค์กรทำความเข้าใจในแบรนด์อย่างลึกซึ้ง
    มากกว่าเพียงแค่จดจำโลโก้ สีประจำแบรนด์ หรือคีย์เวิร์ดที่ใช้ในการทำโฆษณา
    แต่เป็นการสร้างความเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าแบรนด์ยืนอยู่ตรงจุดไหน (Brand
    Positioning) มีดีเอ็นเอและบุคลิกภาพแบบใด (Brand DNA
    & Personality) และแบรนด์ต้องการสร้างประสบการณ์หรือความรู้สึกอย่างไรให้เกิดขึ้นกับผู้บริโภค

    ในกระบวนการฝึกอบรม ทาง PaM++ จะรับหน้าที่ช่วยถ่ายทอดหลักการเชิงกลยุทธ์เพื่อให้ผู้เข้าอบรมเห็นภาพเดียวกันอย่างชัดเจน
    จากนั้น Image Shining จะนำรากฐานความเข้าใจในแบรนด์ดังกล่าวมาต่อยอดสู่ตัวบุคคลในระดับปฏิบัติ
    ตั้งแต่ด้านภาพลักษณ์ การแต่งกายและการดูแลตนเอง (Grooming) บุคลิกภาพ ท่าทาง ภาษากาย การวางตัว
    ตลอดจนมารยาททางสังคมและการทำธุรกิจ
    เพื่อสร้างความเป็นมืออาชีพที่สะท้อนถึงแบรนด์ที่บุคลากรเหล่านั้นกำลังเป็นตัวแทนได้อย่างเหมาะสมและสง่างาม

    คุณปนัสพร (แพม) นพศรี Managing Director ของ PaM++ เปิดเผยว่า “หลายองค์กรมี Brand Book และลงทุนด้านการตลาดอย่างจริงจัง
    แต่ลูกค้าไม่ได้มาเห็น Brand Book พวกเขาสัมผัสแบรนด์ผ่านคนที่เป็นตัวแทนขององค์กร
    บุคลากรจึงต้องเข้าใจก่อนว่าแบรนด์ยืนอยู่บนอะไร
    และต้องการสร้างความรู้สึกแบบใดให้ลูกค้า
    แล้วจึงแปลงความเข้าใจนั้นเป็นการกระทำที่ไปในทิศทางเดียวกัน”

    ขณะที่ Coach Nat ชนัดดา เจริญศิริพันธ์ Founder
    ของ Image Shining ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “การดูเป็นมืออาชีพอย่างเดียวไม่พอ
    หากสิ่งที่แสดงออกยังไม่สอดคล้องกับแบรนด์ สิ่งสำคัญคือการทำให้ภาพลักษณ์ บุคลิก
    การวางตัว และการสื่อสาร สะท้อนตัวตนขององค์กรได้อย่างเหมาะสมและเป็นธรรมชาติ”

    สามแกนหลักในการขับเคลื่อนโปรแกรม
    Brand
    Image Training”

    เพื่อให้บรรลุผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและยั่งยืน
    โครงสร้างการอบรมของโปรแกรมนี้จึงถูกกำหนดไว้ภายใต้สามส่วนที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ
    ดังนี้

    • Brand Understanding: การทำความเข้าใจอัตลักษณ์ วิสัยทัศน์ คุณค่า จุดยืน
    ตลอดจนบุคลิกภาพและวิธีการสื่อสาร
    เพื่อให้พนักงานไม่เพียงแค่รับรู้ว่าแบรนด์คืออะไร
    แต่สามารถมองภาพการสื่อสารและประสบการณ์ที่องค์กรต้องการส่งมอบได้อย่างชัดเจนร่วมกัน

    • Image Alignment: การนำตัวตนของแบรนด์มาแปลงสู่แนวทางเชิงปฏิบัติของบุคคล อาทิ
    ความประทับใจแรกพบ (First Impression) ความเป็นมืออาชีพ (Professional
    Presence) มาตรฐานการแต่งกาย โทนสี ท่าทาง ภาษากาย
    และมารยาททางสังคมที่เหมาะสมสอดคล้องกับบทบาทหน้าที่ของบุคลากรและบริบทองค์กร

    • Brand Communication: การนำโทนเสียงของแบรนด์ (Brand Tone of Voice) มาใช้จริงในชีวิตประจำวันและการทำงาน ครอบคลุมตั้งแต่การคัดเลือกถ้อยคำ
    การใช้น้ำเสียง การถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึก
    ไปจนถึงวิธีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานและลูกค้า
    เพื่อสร้างมาตรฐานความสม่ำเสมอในทุกๆ จุดสัมผัสบริการ (Touchpoints)

     

    การผสมผสานสองศาสตร์ที่ออกแบบเฉพาะสำหรับแต่ละองค์กร

    จุดเด่นที่สำคัญอีกประการของหลักสูตร Brand Image Training คือ
    การจัดหลักสูตรแบบ Tailor-made ที่ได้รับการพัฒนาและปรับแต่งเนื้อหา
    รวมถึงกระบวนการทำกิจกรรมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ให้สอดคล้องเฉพาะตัวตามตำแหน่งทางการตลาด
    ดีเอ็นเอ กลุ่มเป้าหมาย ตลอดจนโจทย์ความท้าทายจริงในธุรกิจของแต่ละองค์กร
    นับเป็นการเชื่อมโยงระหว่างสองศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญทั้งแบรนดิ้งและการโค้ชภาพลักษณ์ส่วนบุคคลเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ
    แตกต่างจากในอดีตที่ธุรกิจมักจะพัฒนาทักษะด้านเหล่านี้แยกออกจากกันอย่างสิ้นเชิง

    โปรแกรมนี้เหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับองค์กรที่มีพนักงานด่านหน้า
    (Frontline Staff) หรือบุคลากรที่มีบทบาทสำคัญในการพบปะ
    สื่อสาร หรือให้บริการลูกค้าโดยตรง
    ตลอดจนองค์กรที่ต้องการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมพนักงาน
    หรือองค์กรที่กำลังก้าวผ่านสถานการณ์การรีแบรนด์ (Rebranding) การเปิดตัวแบรนด์ใหม่ (Relaunch) การขยายกลุ่มธุรกิจ หรือองค์กรบริการในหลากหลายภาคธุรกิจ อาทิ
    การท่องเที่ยวและการบริการ (Hospitality)
    การบิน
    ค้าปลีก บริการสุขภาพ บริการความงามและเวลเนส
    ตลอดจนสถาบันการเงินและบริการระดับพรีเมียม

    ข้อมูลการติดต่อและเกี่ยวกับการสมัครเข้าอบรม

    องค์กรที่สนใจจองหลักสูตรหรือต้องการปรับแต่งโปรแกรมให้สอดคล้องกับธุรกิจ
    สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.pamplusplus.com/brand-image-training หรือติดต่อสอบถามโดยตรงกับผู้จัดหลักสูตรได้ผ่านทางช่องทางต่างๆ ดังนี้

    • โทรศัพท์: 089-244-5588
    • LINE: @pamplusplus
    • อีเมล: answers@pamplusplus.com (หรือ pam@pamplusplus.com)

    ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ได้รับการเผยแพร่บน ด้วยเช่นกัน VRITIMES

  • คลื่นประกันภัยรถยนต์ไฟฟ้าและอัคคีภัยในไทย: บทวิเคราะห์การแข่งขันไตรมาส 1/2569

    คลื่นประกันภัยรถยนต์ไฟฟ้าและอัคคีภัยในไทย: บทวิเคราะห์การแข่งขันไตรมาส 1/2569

    ตลาดประกันวินาศภัยหรือประกันภัยที่ไม่ใช่ชีวิตของประเทศไทยกำลังยืนอยู่บนทางแยก การเติบโตอย่างก้าวกระโดดของยอดขายรถยนต์ไฟฟ้า (EV) บีบให้บริษัทประกันภัยต้องปรับโครงสร้างกรมธรรม์รถยนต์ใหม่ทั้งหมด ขณะเดียวกันภาคอสังหาริมทรัพย์และอัคคีภัยก็เผชิญกับสงครามราคาที่ค่อนข้างรุนแรง นับตั้งแต่ภาครัฐผ่อนคลายกฎเกณฑ์อัตราเบี้ยประกันขั้นต่ำ

    ความซับซ้อนของกรมธรรม์รถ EV

    การรับประกันภัยรถยนต์ไฟฟ้าไม่ง่ายเหมือนรถยนต์สันดาปภายใน มูลค่าของแบตเตอรี่ที่คิดเป็น 40-50% ของราคารถคือความท้าทายสำคัญ บริษัทประกันภัยหลายแห่งในไทยยังคงใช้ข้อมูลเดิมซึ่งอาจทำให้ขาดทุนเมื่อเกิดการเคลมแบบสูญสิ้น ตั้งแต่ต้นปี 2569 เห็นได้ชัดว่าบริษัท เช่น ทิพยประกันภัย และวิริยะประกันภัย เริ่มแยกความคุ้มครองระหว่างตัวถังรถกับแบตเตอรี่ออกจากกัน รวมถึงบังคับให้ใช้ศูนย์ซ่อมที่ผ่านการรับรองมาตรฐานเฉพาะสำหรับรถ EV เพื่อควบคุมต้นทุนการซ่อมที่พุ่งสูงขึ้น

    ความผันผวนของอัตราเบี้ยและความเสี่ยงน้ำท่วม

    น้ำท่วมยังคงเป็นความเสี่ยงคลาสสิกที่ครองอันดับการเคลมทรัพย์สินในไทย ในฤดูฝนปี 2568 หลายจังหวัดในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือประสบความเสียหายอย่างหนัก ส่งผลให้บริษัทประกันภัยเริ่มนำเทคโนโลยีการทำแผนที่ความเสี่ยง (Geographic Information System / GIS) ที่ทันสมัยมาใช้ในการกำหนดเบี้ยประกัน ลูกค้าที่อยู่ในเขตปลอดน้ำท่วมอาจได้รับส่วนลดสูงสุด 25% ขณะที่เขตเสี่ยงสูงจะถูกกำหนดวงเงินย่อยพิเศษ กลยุทธ์การแบ่งกลุ่มตามภูมิศาสตร์นี้กลายเป็นกุญแจสำคัญในการรักษากำไรท่ามกลางการแข่งขันด้านราคาที่ดุเดือดในกลุ่มธุรกิจ SME

    บทบาทของอินชัวร์เทคในการจัดจำหน่าย

    ช่องทางการขายแบบดิจิทัลช่วยลดต้นทุนการได้มาซึ่งลูกค้าได้ถึง 30% โบรกเกอร์ออนไลน์ท้องถิ่นอย่าง Roojai และอินชัวร์เทคจากต่างประเทศยังคงกัดเซาะส่วนแบ่งการตลาดของตัวแทนแบบดั้งเดิม อย่างไรก็ตาม บริษัทใหญ่ยังคงแข็งแกร่งด้วยเครือข่ายสาขาในต่างจังหวัด การผสานระหว่างตัวแทนที่เป็นมนุษย์กับเครื่องมือดิจิทัล (Phygital) กำลังเป็นแนวโน้มชี้ขาดว่าใครจะอยู่รอดในปี 2569

    การเติบโตของตลาดรถ EV ในประเทศไทยส่งผลโดยตรงต่อนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ประกันภัย คุณสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากบทวิเคราะห์ของ Market Research Thailand ที่นี่

    ประกันภัยไมโครสำหรับ SMEs

    เพื่อขยายฐานตลาด ประกันภัยรายย่อย (Microinsurance) เริ่มถูกผลักดันอย่างจริงจัง ผลิตภัณฑ์ที่มีเบี้ยประกันรายวันเริ่มต้นเพียง 10 บาท ซึ่งคุ้มครองร้านค้าหรือแผงลอยขนาดเล็กจากอัคคีภัยและการโจรกรรม ถูกจำหน่ายผ่านแอปพลิเคชันโมบายแบงก์กิ้ง วิธีนี้ถือว่ามีประสิทธิภาพในการเข้าถึงภาคนอกระบบซึ่งเป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจไทย ซึ่งเป็นกลุ่มที่บริษัทประกันแบบดั้งเดิมมองข้ามมาโดยตลอด

  • การใช้โซเชียลมีเดียและอีคอมเมิร์ซอย่างเต็มประสิทธิภาพ: กุญแจการสร้างแบรนด์ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นไทยให้เป็นไวรัลและมีมูลค่าสูง

    การใช้โซเชียลมีเดียและอีคอมเมิร์ซอย่างเต็มประสิทธิภาพ: กุญแจการสร้างแบรนด์ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นไทยให้เป็นไวรัลและมีมูลค่าสูง

    ยุคดิจิทัลได้เปลี่ยนแปลงแผนที่การแข่งขันทางธุรกิจอย่างสิ้นเชิง สำหรับผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นไทย แพลตฟอร์มดิจิทัลไม่ใช่เพียงหน้าร้านเสมือน แต่คือเวทีสำหรับสร้างภาพลักษณ์แบรนด์ที่แข็งแกร่ง ผ่านกลยุทธ์คอนเทนต์ที่แม่นยำ ผลิตภัณฑ์ดั้งเดิมตั้งแต่น้ำปลาพรีเมียมไปจนถึงผลไม้อบแห้งสามารถเจาะข้ามพรมแดนภูมิศาสตร์และทำกำไรจากผู้บริโภคทั่วโลกที่กระหายคอนเทนต์คุณภาพ

    สร้างการรับรู้ระดับพรีเมียมด้วยคอนเทนต์ภาพ

    กลยุทธ์คอนเทนต์คือหัวหอกของการสร้างแบรนด์ดิจิทัลของผลิตภัณฑ์ไทย แบรนด์ท้องถิ่นประสบความสำเร็จในการใช้ฟอร์แมตวิดีโอสั้นบน TikTok เพื่อแสดงกระบวนการผลิตที่ถูกสุขลักษณะ วัตถุดิบธรรมชาติ และบรรจุภัณฑ์ที่สวยงาม การนำเสนอเบื้องหลังอย่างตรงไปตรงมาและมีศิลปะช่วยสร้างความไว้วางใจและยกระดับมาตรฐานภาพลักษณ์ ผู้บริโภคไม่ได้เห็นแค่ผลลัพธ์ แต่เห็นความพยายามเบื้องหลัง จึงรู้สึกว่าราคาพรีเมียมสมเหตุสมผลและคุ้มค่าที่จะจ่าย

    อิทธิพลของไมโครอินฟลูเอนเซอร์และชุมชน

    ต่างจากแบรนด์ใหญ่ที่ใช้ดาราระดับแนวหน้า ผลิตภัณฑ์ท้องถิ่นไทยมีประสิทธิภาพมากกว่าในการใช้ไมโครอินฟลูเอนเซอร์หรือ Key Opinion Leader (KOL) ในพื้นที่ กลยุทธ์นี้พิสูจน์แล้วว่าสร้างความภักดีได้ดีกว่า ฟู้ดวล็อกเกอร์กรุงเทพที่รีวิวซอสพริกออร์แกนิกจากเกษตรกรท้องถิ่นมีความน่าเชื่อถือสูงกว่าป้ายโฆษณา คำแนะนำจากบุคคลที่ถูกมองว่าเชี่ยวชาญหรือใกล้ชิดชีวิตประจำวันของผู้ชมสามารถสร้างยอดขายพุ่งอย่างเป็นธรรมชาติ

    การใช้ข้อมูลและ SEO บนแพลตฟอร์มมาร์เก็ตเพลส

    เพื่อเพิ่มมูลค่าขาย ผู้ประกอบการท้องถิ่นไทยปัจจุบันฉลาดในการใช้เครื่องมือค้นหาคำสำคัญบนแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซอย่าง Lazada และ Shopee พวกเขาไม่เพียงเขียนคำอธิบายสินค้าว่า “กล้วยทอด” แต่เขียนว่า “กล้วยทอดน้ำผึ้งออร์แกนิก ปราศจากกลูเตน ของขวัญพรีเมียม” กลยุทธ์คำค้นหาหางยาวนี้ทำให้สินค้าปรากฏในการค้นหาของผู้บริโภคที่มองหาคุณภาพสูงและพร้อมจ่ายมากขึ้น รายงานล่าสุดจาก สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) แสดงให้เห็นการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของมูลค่าธุรกรรมอีคอมเมิร์ซสินค้าท้องถิ่นไทยในปี 2026 ซึ่งขับเคลื่อนโดยกลยุทธ์การตลาดดิจิทัลที่ชาญฉลาด: https://www.etda.or.th/

    การบูรณาการออฟไลน์และออนไลน์ (O2O)

    กลยุทธ์การสร้างแบรนด์ที่สมบูรณ์ไม่ได้หยุดอยู่แค่โลกออนไลน์ แบรนด์ท้องถิ่นไทยมักจัดตลาดนัดชั่วคราวในห้างสรรพสินค้าใหญ่หรือเทศกาลนานาชาติ แล้วเชิญชวนผู้เข้าชมให้ติดตามโซเชียลมีเดียของตน การผสานระหว่างประสบการณ์ทางกายภาพและดิจิทัลช่วยตอกย้ำความจำของผู้บริโภคต่อแบรนด์ เปลี่ยนผู้ซื้อครั้งเดียวให้กลายเป็นลูกค้าประจำระยะยาว

  • iFLYTEK เร่งขยายการดำเนินงานด้าน AI ของจีนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยการเข้าร่วมงาน Techsauce ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3

    iFLYTEK เร่งขยายการดำเนินงานด้าน AI ของจีนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยการเข้าร่วมงาน Techsauce ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3

    iFLYTEK เร่งขยายการดำเนินงานด้าน AI ของจีนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ด้วยการเข้าร่วมงาน Techsauce ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3

    Techsauce Global Summit 2026 เปิดฉากขึ้นที่กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม โดยมีผู้จัดแสดงมากกว่า 350 รายเข้าร่วมงาน การเข้าร่วมงาน Techsauce เป็นปีที่ 3 ติดต่อกันในครั้งนี้ iFLYTEK ได้นำเสนอ AI Agent ผลิตภัณฑ์ฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์แบบบูรณาการ เทคโนโลยี AI หลายภาษา และโครงสร้างพื้นฐาน AI สำหรับองค์กร ซึ่งช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับการดำเนินงานของ iFLYTEK ในประเทศไทยและทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บูธของ iFLYTEK ดึงดูดสื่อกระแสหลักหลายสิบสำนักจากประเทศไทยและภูมิภาคโดยรอบให้เข้าร่วมชมการสาธิตผลิตภัณฑ์และรายงานข่าว นอกจากนี้ iFLYTEK ยังได้รับรางวัล “The Sauciest AI-Driven Company” ภายในงาน

    ขณะที่ AI กำลังเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็วจากโครงการนำร่องไปสู่การนำไปใช้งานในวงกว้าง องค์กรในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังให้ความสำคัญมากขึ้นกับการประยุกต์ใช้ AI Agent การปรับให้เหมาะสมกับสถานการณ์เฉพาะ และการติดตั้งใช้งานภายในประเทศ ตามรายงาน AI in Southeast Asia: An Era of Opportunity ของ McKinsey พบว่า 46% ขององค์กรที่เข้าร่วมการสำรวจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ก้าวข้ามระยะนำร่องของ AI และเข้าสู่การนำ AI มาใช้งานในวงกว้างแล้ว อย่างไรก็ตาม บุคลากร การบูรณาการ AI ผลตอบแทนจากการลงทุน และการกำกับดูแล ยังคงเป็นความท้าทายสำคัญที่องค์กรจำเป็นต้องรับมือเพื่อขยายการใช้งาน AI ให้มากยิ่งขึ้น

    เพื่อตอบสนองต่อความต้องการของตลาดท้องถิ่น iFLYTEK ได้นำเสนอ Enterprise AI Agents (OceanDoc, OceanPraxis, OceanNote และ OceanTranslate); Astron Agent and Workflow Development Platform; GuideX ซึ่งเป็น AI Agent มนุษย์ดิจิทัลแบบบูรณาการฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์; WallEX; AI Translation Screen; Stars MaaS; และ All-in-One Solutions ผลิตภัณฑ์และโซลูชันเหล่านี้ร่วมกันตอบโจทย์สถานการณ์ที่หลากหลาย ครอบคลุมตั้งแต่แอปพลิเคชันสำหรับองค์กร บริการสาธารณะ การสื่อสารข้ามภาษา ไปจนถึงพื้นที่อัจฉริยะ

    Enterprise AI Agents ลดอุปสรรคในการนำ AI มาใช้งานในองค์กร

    ภายในงาน iFLYTEK ได้นำเสนอ Enterprise AI Agents และ Astron Agent and Workflow Development Platform ซึ่งครอบคลุมกระบวนการทั้งหมดตั้งแต่แอปพลิเคชัน AI ที่พร้อมใช้งานไปจนถึงการพัฒนา AI Agent แบบกำหนดเอง

    Enterprise AI Agents ซึ่งมีผลิตภัณฑ์ตระกูล Ocean เป็นศูนย์กลาง รองรับ 4 สถานการณ์สำคัญ ได้แก่ การสร้างเอกสาร การจัดการประชุม การแปลหลายภาษา และการฝึกอบรมทักษะทางธุรกิจ โดยสามารถให้บริการได้ทั้งในรูปแบบ SaaS และการติดตั้งใช้งานแบบ Private Deployment

    OceanDoc สามารถสร้างงานนำเสนอ PowerPoint จากข้อความ และรองรับการจัดรูปแบบด้วย AI รวมถึงการซ้อมนำเสนอหลายภาษาด้วย AI OceanNote ให้บริการถอดเสียงจากเสียงและวิดีโอการประชุมเป็นหลายภาษา การระบุผู้พูด การสกัดประเด็นสำคัญ และการจัดระเบียบรายการงานที่ต้องดำเนินการ OceanTranslate สามารถแปลข้อความ เอกสาร เสียง วิดีโอ และรูปภาพได้มากกว่า 100 ภาษา พร้อมคงรูปแบบของเอกสารและรองรับคำศัพท์เฉพาะอุตสาหกรรมที่กำหนดเอง OceanPraxis จำลองสถานการณ์ต่าง ๆ เช่น การบริการลูกค้าและการฝึกอบรมพนักงานผ่านการสวมบทบาทและการทบทวนบทสนทนา

    AI Agent ทั้งหมดนี้สร้างขึ้นบน Astron โดย Astron Agent รองรับการรับรู้เจตนา การแยกย่อยงาน การเรียกใช้เครื่องมือ และการวางแผนหลายขั้นตอน และสามารถเชื่อมต่อกับฐานความรู้ขององค์กร ปลั๊กอิน และระบบของบุคคลที่สามได้ Astron Workflow เชื่อมต่อ Large Language Models เครื่องมือ Robotic Process Automation (RPA) และอินเทอร์เฟซภายนอกผ่านระบบภาพ เพื่อสร้าง ติดตั้งใช้งาน และประสานกระบวนการทางธุรกิจ โดยรองรับตรรกะที่ซับซ้อน รวมถึงการแตกแขนง การทำงานแบบวนซ้ำ และการกำหนดเวลาสำหรับงานย่อย ในฐานะแพลตฟอร์มโอเพนซอร์ส Astron Workflow ยังรองรับการพัฒนาแบบกำหนดเอง การดีบักเวิร์กโฟลว์ การจัดการเวอร์ชัน การติดตั้งใช้งาน การดำเนินงาน และการบำรุงรักษา

     

    นวัตกรรมฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์แบบบูรณาการ นำ AI Agent เข้าสู่สภาพแวดล้อมจริง

    เมื่อ AI เปลี่ยนผ่านจากกระบวนการทำงานบนโลกดิจิทัลไปสู่สภาพแวดล้อมทางกายภาพ AI จำเป็นต้องพัฒนาขีดความสามารถที่แข็งแกร่งยิ่งขึ้นในด้านการรับรู้ การทำความเข้าใจ การตัดสินใจ และการลงมือปฏิบัติ

    GuideX ซึ่งเป็น AI Agent มนุษย์ดิจิทัลแบบบูรณาการฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ที่ออกแบบมาสำหรับสภาพแวดล้อมด้านบริการสาธารณะทางกายภาพ ได้ทำหน้าที่เป็นผู้ให้คำแนะนำอัจฉริยะภายในงาน Techsauce โดยช่วยผู้เข้าร่วมงานค้นหาบริษัท ค้นหาบูธ และนำทางภายในงาน ด้วยขีดความสามารถแบบครบวงจรที่ครอบคลุมการรับรู้ การทำความเข้าใจ การตัดสินใจ การลงมือปฏิบัติ และความจำ GuideX ผสานเทคโนโลยีมัลติโมดัล รวมถึงการเปิดใช้งานด้วยใบหน้า การระบุตำแหน่งแหล่งกำเนิดเสียง การจดจำท่าทาง และการรับรู้เชิงพื้นที่ โดยสามารถทำความเข้าใจคำขอของผู้ใช้แบบเรียลไทม์และดึงข้อมูลจากงานมาใช้ในการตอบคำถาม

    GuideX รองรับมากกว่า 30 ภาษา และมีตัวเลือกมนุษย์ดิจิทัลและเสียงพูดที่หลากหลาย ปัจจุบัน GuideX ให้บริการข้อมูลที่ท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมืองในประเทศไทย และยังถูกนำไปใช้งานในโครงการของ Federal Authority for Identity, Citizenship, Customs & Port Security ในกรุงอาบูดาบี และ SMRT ในสิงคโปร์

    WallEX สร้างขึ้นบนสถาปัตยกรรม SpaceMind Agentic สำหรับพื้นที่อัจฉริยะ โดยมีแผงควบคุมอัจฉริยะเป็นศูนย์กลาง และผสานเซ็นเซอร์เข้ากับระบบไฟบรรยากาศ Nurmina โดยขยายขีดความสามารถของ AI Agent ไปสู่โรงแรม ที่พักอาศัยระดับพรีเมียม และอาคารพาณิชย์ ผ่านการโต้ตอบด้วยภาษาธรรมชาติ WallEX เชื่อมต่อและควบคุมระบบไฟ ผ้าม่าน เครื่องปรับอากาศ ระบบรักษาความปลอดภัย และอุปกรณ์อื่น ๆ ช่วยยกระดับพื้นที่อัจฉริยะจากการควบคุมอุปกรณ์ไปสู่บริการพื้นที่อัจฉริยะ

     

    AI Translation Screen ได้รับการออกแบบมาสำหรับสถานการณ์การให้บริการข้ามภาษา โดยผสานการรู้จำเสียงพูดหลายภาษา การแปลแบบเรียลไทม์ Large Language Model Spark ของ iFLYTEK และเทคโนโลยีลดเสียงรบกวนแบบมัลติโมดัล รองรับ 101 ภาษาที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย พร้อมการระบุภาษาโดยอัตโนมัติ และให้บริการทั้งการบริการลูกค้าผ่านมนุษย์ดิจิทัลและการบริการลูกค้าระยะไกล ในระหว่างงาน ศาสตราจารย์ ดร. ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศไทย ได้เยี่ยมชมบูธของ iFLYTEK และทดลองใช้งาน AI Translation Screen ด้วยตนเอง เขาได้ชื่นชมประสิทธิภาพของเทคโนโลยี AI ของจีนในการประยุกต์ใช้ด้านต่าง ๆ เช่น การสื่อสารหลายภาษา โดยกล่าวว่า “เทคโนโลยี AI ของจีนยอดเยี่ยม”

     

    โซลูชันบนคลาวด์และแบบติดตั้งภายในองค์กร รองรับความต้องการด้านการติดตั้งใช้งาน AI ในต่างประเทศที่หลากหลาย

    เพื่อตอบสนองความต้องการด้านการติดตั้งใช้งานที่แตกต่างกันขององค์กร iFLYTEK ได้นำเสนอ Stars MaaS และ All-in-One Solutions ในฐานะตัวเลือกโครงสร้างพื้นฐาน AI สองรูปแบบที่เสริมซึ่งกันและกัน

    Stars MaaS ได้รับการออกแบบสำหรับองค์กรและนักพัฒนาทั่วโลก โดยให้บริการความสามารถด้าน AI แบบครบวงจร ตั้งแต่การเข้าถึงโมเดล การปรับแต่งโมเดล การประเมินผล การพัฒนา AI Agent ไปจนถึงการติดตั้งใช้งานบริการ แพลตฟอร์มดังกล่าวรวบรวม Foundation Model ชั้นนำมากกว่า 50 โมเดล รวมถึง iFLYTEK Spark และ DeepSeek รองรับการเข้าถึงผ่าน API แบบรวมศูนย์ การปรับแต่งโมเดลอย่างยืดหยุ่น และระบบนิเวศเครื่องมือที่ครอบคลุมการพัฒนา AI Agent, RPA และ Model Context Protocol (MCP)

    All-in-One Solutions ตอบสนองความต้องการของลูกค้าภาครัฐและองค์กรในต่างประเทศ สถาบันการเงิน และผู้ให้บริการโทรคมนาคมที่ต้องการเก็บข้อมูลไว้ภายในสภาพแวดล้อมของตนเอง ติดตั้ง AI ภายในพื้นที่ และรักษาการควบคุมระบบของตนเอง โซลูชันดังกล่าวผสานรวมพลังประมวลผล โมเดล ชุดเครื่องมือ และแอปพลิเคชัน AI Agent โดยมีการกำหนดค่าผลิตภัณฑ์ที่รวมถึงอุปกรณ์แบบบูรณาการสำหรับการฝึกและการอนุมานขนาด 4U All-in-One Solutions รองรับ LLM หลายรูปแบบ รวมถึง iFLYTEK Spark และ DeepSeek

     

    โดยไม่ต้องพึ่งพาบริการ Public Cloud องค์กรสามารถให้บริการ Large Model ภายในพื้นที่ และสร้างแอปพลิเคชันทางธุรกิจผ่านการปรับแต่งโมเดล ฐานความรู้ส่วนตัว Knowledge Distillation และการพัฒนา AI Agent

    All-in-One Solutions ได้ถูกนำไปใช้งานในวงกว้างแล้วในอุตสาหกรรมต่าง ๆ รวมถึงโทรคมนาคมและสื่อ ด้วยการเพิ่มประสิทธิภาพร่วมกันระหว่างการฝึกข้อมูลและประสิทธิภาพด้านการประมวลผล โซลูชันดังกล่าวสามารถเพิ่มความแม่นยำในการรู้จำภาษาท้องถิ่นในตลาดต่างประเทศได้ 10%-15% เมื่อเทียบกับระดับเดิม* นอกจากนี้ โซลูชันค้นหาอัจฉริยะสำหรับองค์กรที่สร้างขึ้นบน All-in-One Solutions กำลังอยู่ระหว่างการผลักดันเพื่อใช้งานร่วมกับผู้ให้บริการโทรคมนาคมชั้นนำรายหนึ่งในประเทศไทย

    เสริมความแข็งแกร่งให้กับการดำเนินงานของ iFLYTEK ในประเทศไทย และสร้างระบบนิเวศ AI ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    ในประเทศไทย iFLYTEK ยังคงเดินหน้าส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยี การติดตั้งใช้งานผลิตภัณฑ์ และความร่วมมือในภาคอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง

    ในด้านความร่วมมือระหว่างภาคอุตสาหกรรมและสถาบันการศึกษา iFLYTEK ได้ลงนามข้อตกลงความร่วมมือกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและ Zense บริษัทด้านความบันเทิงในประเทศไทย เพื่อร่วมกันดำเนินการวิจัยและพัฒนาในท้องถิ่นในด้านเทคโนโลยีต่าง ๆ รวมถึงการรู้จำเสียงพูดภาษาไทยและการประมวลผลภาษาธรรมชาติ

    ในด้านการติดตั้งใช้งานจริง AI Translation Screen ได้ถูกนำไปใช้งานที่ Siam Paragon และ ICONSIAM ซึ่งเป็นจุดหมายปลายทางด้านการค้าปลีกและไลฟ์สไตล์สำคัญสองแห่งในกรุงเทพฯ เพื่อให้บริการแปลภาษาแบบเรียลไทม์และช่วยเหลือผู้มาเยือนสำหรับนักเดินทางจากต่างประเทศ ที่ท่าอากาศยานนานาชาติดอนเมือง มนุษย์ดิจิทัล GuideX ให้บริการข้อมูลในมากกว่า 30 ภาษา รวมถึงภาษาไทย ภาษาจีน ภาษาอังกฤษ ภาษาญี่ปุ่น และภาษาเกาหลี iFLYTEK ยังได้ให้บริการล่ามพร้อมกันด้วย AI ในภาษาจีน อังกฤษ และไทย สำหรับ China Mobile Southeast Asia Cooperation Conference

    เพื่อเป็นการยอมรับในด้านนวัตกรรมทางเทคโนโลยี การติดตั้งใช้งานที่สอดคล้องกับความต้องการของท้องถิ่น และการพัฒนาระบบนิเวศ iFLYTEK ได้รับรางวัล “The Sauciest AI-Driven Company” หลังจากได้รับการคัดเลือกจากบริษัทที่ผ่านการคัดเลือกมากกว่า 50 แห่งในงาน Techsauce ประจำปีนี้

     

    เริ่มต้นจากประเทศไทย iFLYTEK กำลังเดินหน้าสร้างความร่วมมือในระดับท้องถิ่นให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้นในด้านบริการสาธารณะ โทรคมนาคม การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลขององค์กร และพื้นที่อัจฉริยะ พร้อมนำขีดความสามารถด้าน AI ไปสู่สถานการณ์ทางธุรกิจจริงที่เพิ่มมากขึ้นและหลากหลายยิ่งขึ้นทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    *ข้อมูลในบทความนี้อ้างอิงจากค่าประมาณที่ได้จากการติดตั้งใช้งานของลูกค้า

     

    ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ได้รับการเผยแพร่บน ด้วยเช่นกัน VRITIMES

  •  เจาะลึกรายงานการเงินสไตล์เกรแฮม: กลยุทธ์ค้นหาบริษัทชั้นยอดในดัชนี SET

     เจาะลึกรายงานการเงินสไตล์เกรแฮม: กลยุทธ์ค้นหาบริษัทชั้นยอดในดัชนี SET

    นักลงทุนมือใหม่หลายคนติดกับดักตรรกะง่าย ๆ ที่ว่า “หุ้นที่ราคาลงแรง ๆ ต้องถูกแน่ ๆ” ในการปฏิบัติ การลงทุนแบบเน้นคุณค่า ในตลาดหุ้นไทย การรับรู้เช่นนั้นอาจย้อนกลับมาทำร้ายตนเองได้ ราคาถูกโดยปราศจากคุณภาพธุรกิจที่ดีก็คือกับดักนั่นเอง ดังนั้นการวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานเชิงลึกจึงเป็นสิ่งที่แยกนักลงทุนที่ชาญฉลาดออกจากนักเก็งกำไร

    หุ้นในประเทศไทยมีลักษณะเฉพาะคือโครงสร้างผู้ถือหุ้นที่กระจุกตัว บริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่หลายแห่งถูกถือครองโดยครอบครัวหรือกลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ สิ่งนี้ส่งผลต่อบรรษัทภิบาล (CG) และนโยบายการจ่ายเงินปันผล นักลงทุนสาย คุณค่า จำเป็นต้องตรวจสอบว่าใครคือผู้ถือหุ้นรายใหญ่

    ผ่ากระแสเงินสด ไม่ใช่แค่กำไรทางบัญชี

    กำไรในงบกำไรขาดทุนสามารถปรับแต่งได้ผ่านนโยบายบัญชี แต่กระแสเงินสดอิสระ (Free Cash Flow: FCF) ยากที่จะปลอมแปลง เมื่อวิเคราะห์บริษัทจดทะเบียนใน SET:

    1. ตรวจสอบกระแสเงินสดจากการดำเนินงาน: ต้องแน่ใจว่ากระแสเงินสดจากการดำเนินงานเป็นบวกอย่างสม่ำเสมอและใกล้เคียงกับตัวเลขกำไรสุทธิ หากกำไรสูงแต่เงินสดจากการดำเนินงานติดลบ นั่นคือสัญญาณอันตราย
    2. อัตราส่วนหนี้สิน (Debt-to-Equity): เศรษฐกิจไทยอ่อนไหวต่ออัตราดอกเบี้ยโลก บริษัทที่มีหนี้สกุลเงินต่างประเทศสูง (โดยเฉพาะดอลลาร์สหรัฐ) จะเปราะบางมากเมื่อธนาคารกลางสหรัฐขึ้นดอกเบี้ย ควรเลือกบริษัทที่มีหนี้สินอยู่ในระดับที่ควบคุมได้
    3. อัตรากำไรขั้นต้น: เปรียบเทียบอัตรากำไรขั้นต้นของบริษัทเป้าหมายกับคู่แข่ง บริษัทที่รักษาอัตรากำไรสูงได้ในประเทศไทย แสดงถึงการมี ความได้เปรียบทางการแข่งขัน (Economic Moat)

    การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานกับความรู้สึกทางการเมือง

    บริบทปัจจุบันที่กระทบการประเมินมูลค่าคือพลวัตทางการเมืองและมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในประเทศ ภาคส่วนที่พึ่งพาโครงการรัฐบาล เช่น ก่อสร้างและโครงสร้างพื้นฐาน มักผันผวนอย่างรุนแรง นักลงทุนสาย คุณค่า มักใช้ความกลัวของตลาดต่อความไม่แน่นอนทางการเมืองเป็นโอกาสสะสมหุ้นโครงสร้างพื้นฐานที่มีสัญญาระยะยาว

    ข้อมูลจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) แสดงให้เห็นการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญของคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติในภาคการผลิตและเทคโนโลยีในปี 2025 นี่เป็นสัญญาณการเปลี่ยนแปลงพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ต้องนำมาพิจารณาในการเลือกหุ้น ท่านสามารถดูข้อมูลดังกล่าวได้ที่: https://www.boi.go.th/

    การทำความเข้าใจรายงานการเงินในไทยไม่ใช่แค่เรื่องตัวเลข แต่ยังรวมถึงการเข้าใจโครงสร้างธุรกิจครอบครัว อิทธิพลของนโยบายรัฐ และกระแสเงินทุนโลกที่ไหลเข้าสู่แดนสยาม

  • ลาก่อนเคาน์เตอร์สูง ลูกค้านั่งรอนาน: แปลงโฉมสาขาแบงก์ไทยสู่ Co-Working Space และ Community Hub

    ลาก่อนเคาน์เตอร์สูง ลูกค้านั่งรอนาน: แปลงโฉมสาขาแบงก์ไทยสู่ Co-Working Space และ Community Hub

    ในยุคที่การโอนเงินเป็นเรื่องของปลายนิ้วสัมผัส คำถามสำคัญที่ผู้บริหารธนาคารไทยต้องตอบให้ได้คือ “ทำไมลูกค้าถึงยังต้องเดินทางมาที่สาขา?” คำตอบที่เฉียบขาดที่สุดในปี 2569 ไม่ใช่เรื่องธุรกรรมอีกต่อไป แต่เป็นเรื่องของ “ประสบการณ์” และ “ความสัมพันธ์” ธนาคารหลายแห่งจึงหันมาใช้กลยุทธ์การออกแบบพื้นที่ (Spatial Design) เพื่อดึงดูดให้ผู้คนอยากมาใช้บริการ แม้ว่าจะไม่มีธุระการเงินเร่งด่วนก็ตาม

    เมื่อสาขาแบงก์กลายเป็นคาเฟ่ (Branch-Café Concept)

    หนึ่งในเทรนด์ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือการผนวกคาเฟ่หรือมุมกาแฟพรีเมียมเข้าไปในสาขา ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (Krungsri) ได้เปิดตัวสาขารูปแบบใหม่ที่มาพร้อมกับโซน Co-Working Space ที่ให้บริการ Wi-Fi ความเร็วสูง ปลั๊กไฟ และที่นั่งทำงานที่สะดวกสบาย แนวคิดนี้ต้องการสร้างให้สาขาเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันของคนเมือง ลูกค้าที่เข้ามานั่งทำงานมักจะใช้เวลาอยู่ในสาขานานขึ้น ซึ่งเป็นโอกาสทองที่ผู้จัดการสาขาจะเข้าไปพูดคุยถึงผลิตภัณฑ์ทางการเงินแบบเป็นกันเอง

    การออกแบบเพื่อลดความกังวล (De-formalization)

    เคาน์เตอร์กระจกหนาสูงที่สร้างความรู้สึกเป็นทางการและห่างเหินกำลังถูกทลายลง สาขายุคใหม่ใช้ “Open Plan Design” พนักงานไม่มีที่นั่งประจำตายตัว แต่เดินเข้าหาลูกค้าพร้อม Tablet เพื่อให้บริการทุกอย่างแบบตัวต่อตัว สีสันภายในสาขาถูกปรับจากโทนหม่นเป็นโทนไม้และสีพาสเทลที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นเหมือนบ้าน เหตุผลทางจิตวิทยาคือ ยิ่งลูกค้ารู้สึกผ่อนคลายมากเท่าไหร่ พวกเขาก็ยิ่งเปิดใจรับฟังการนำเสนอผลิตภัณฑ์การลงทุนมากขึ้นเท่านั้น

    การจัดกิจกรรมในสาขา (Community Engagement)

    บทบาทใหม่ของสาขาคือการเป็น “ศูนย์กลางชุมชน” ธนาคารหลายแห่งเริ่มจัดเวิร์กช็อปให้ความรู้ทางการเงินฟรีสำหรับคนในพื้นที่ เช่น การวางแผนเกษียณสำหรับผู้สูงอายุ การสอนทำบัญชีสำหรับพ่อค้าแม่ค้าออนไลน์ หรือแม้แต่การจับมือกับหน่วยงานรัฐจัดอบรมอาชีพให้ผู้ว่างงาน สิ่งนี้ทำให้สาขากลายเป็นมากกว่าสถานที่ทำธุรกรรม แต่เป็นพื้นที่ทางสังคมที่ผู้คนรู้สึกผูกพัน

    การเปลี่ยนแปลงนี้สอดคล้องกับข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยที่ชี้ว่า สัดส่วนการใช้เงินสดของประชาชนลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แต่ความต้องการคำปรึกษาทางการเงินเฉพาะบุคคลกลับเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุและผู้ประกอบการรายย่อยที่ยังต้องการคำยืนยันจากมนุษย์ที่น่าเชื่อถือ ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับทิศทางนโยบายการเงินและระบบการชำระเงิน ชี้ให้เห็นว่าสาขาไม่ได้หายไป แต่กำลังปรับตัวเป็นศูนย์บริการเฉพาะทางมากขึ้น

  • จากไอดอลสู่ First Face: โมเมนต์แฟชั่นของ Dylan เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น

    จากไอดอลสู่ First Face: โมเมนต์แฟชั่นของ Dylan เพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น

    3 ดีไซเนอร์ 3 First Face และหนึ่งไอดอลหนุ่มที่กำลังค่อย ๆ กลายเป็นใบหน้าคุ้นตาบนแถวหน้าของรันเวย์แฟชั่นเวียดนาม

    ในงาน Vietnam Wedding Week 2026 Dylan จาก UPRIZE ก้าวขึ้นมาเป็น First Face ให้กับโชว์ FALVAON ของ Luu Viet Anh ในคอลเลกชัน VÀNG ẢNH VÀNG ANH

    มันอาจเป็นเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ บนสปอตไลต์ แต่ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว

    ก่อนหน้านี้ Dylan เคยเปิดโชว์ให้กับ Chung Thanh Phong และ Tran Hung มาแล้ว และหลังจากผ่าน 3 First Face Moments เส้นเรื่องนี้ก็เริ่มชัดเจนจนยากที่จะมองข้าม

    สำหรับศิลปินที่เป็นที่รู้จักจากเวที ดนตรี และโลกแห่งไอดอลเอ็นเตอร์เทนเมนต์ รันเวย์กำลังเปิดสปอตไลต์อีกแบบให้กับเขา

    ไม่มีไมโครโฟน ไม่มีท่าเต้นให้ใช้เป็นที่พึ่ง มีเพียงเสียงดนตรี แสงไฟ และช่วงเวลาไม่กี่วินาทีแรกที่ทุกคนในห้องตัดสินใจว่าจะหันมามอง

    ที่ Vietnam Wedding Week 2026 Dylan จึงไม่ได้มาเพียงในฐานะคนดังที่ปรากฏตัวบนรันเวย์ แต่เขากลายเป็นภาพแรกที่พาผู้ชมก้าวเข้าสู่หนึ่งในคอลเลกชันที่ขับเคลื่อนด้วยเรื่องราวมากที่สุดของงาน

    3 ดีไซเนอร์ 3 FIRST FACE 1 เรื่องราวบนรันเวย์ที่กำลังเติบโต

    Chung Thanh Phong. Tran Hung. Luu Viet Anh.

    ทั้ง 3 ชื่อมาจากคนละมุมของวงการแฟชั่นเวียดนาม แต่มีสิ่งหนึ่งที่เชื่อมโยงพวกเขาเข้าด้วยกันในช่วงที่ผ่านมา นั่นคือ Dylan ได้รับเลือกให้เป็นคนแรกที่ก้าวออกมาบนรันเวย์

    และเรื่องนี้มีความหมาย เพราะ First Face ไม่ได้เป็นเพียงคนที่บังเอิญเดินออกจากหลังเวทีก่อนคนอื่น

    การเปิดโชว์คือการกำหนดอุณหภูมิของรันเวย์ เป็นสัญญาณแรกที่บอกผู้ชมถึงอารมณ์ ท่าที และโลกที่พวกเขากำลังจะก้าวเข้าไปพบ

    สำหรับไอดอลที่กำลังก้าวเข้าสู่โลกแฟชั่น ตำแหน่งนี้จึงสื่อความหมายได้มากกว่าการปรากฏตัวในฐานะแขกรับเชิญ

    ความคุ้นเคยอาจทำให้ผู้คนพูดถึง แต่การเป็น First Face ต้องการบางสิ่งที่มากกว่านั้น นั่นคือ “พลังของการปรากฏตัว”

    และดูเหมือนว่า Dylan กำลังสร้างชื่อในเรื่องนี้ได้อย่างชัดเจน

    เมื่อไอดอลวางไมโครโฟนลง

    บนเวที Dylan รู้ดีว่าต้องทำอย่างไรเพื่อสร้างการแสดง

    ในฐานะสมาชิก UPRIZE เขาอยู่ในโลกที่สร้างขึ้นจากดนตรี การเคลื่อนไหว การรับรู้กล้อง และการเชื่อมต่อกับผู้ชม

    ไอดอลต้องเรียนรู้วิธีดึงความสนใจ แม้จะมีหลายสิ่งเกิดขึ้นรอบตัว

    แต่รันเวย์ตัดองค์ประกอบเหล่านั้นออกไปเกือบทั้งหมด

    ไม่มีท่อนฮุกให้ช่วยพยุงช่วงเวลานั้น ไม่มีช่วงเต้น และไม่มีโอกาสอธิบายว่าตัวเองเป็นใคร

    การเดินเพียงไม่กี่ก้าวต้องเป็นคนพูดแทนทั้งหมด

    จังหวะการเดิน ท่วงท่า สีหน้า และวิธีที่ศิลปินก้าวเข้าสู่แสงไฟ กลายเป็นสารทั้งหมดที่ผู้ชมจะได้รับ

    บางที นั่นอาจเป็นเหตุผลที่การเปลี่ยนจากเวทีไอดอลสู่รันเวย์แฟชั่นไม่ได้ดูเป็นเรื่องไกลตัวอย่างที่คิด

    เพราะทั้งสองโลกต่างต้องการการควบคุม “พลังของการปรากฏตัว” เพียงแต่ใช้คนละภาษาในการสื่อสาร

    สำหรับ Dylan แฟชั่นกำลังดูเหมือนจะกลายเป็นเวทีที่สองของเขา

    ค่ำคืนที่เขาเปิดเรื่องราวของ LUU VIET ANH

    เวทีที่สองนี้มีบรรยากาศราวกับภาพยนตร์มากเป็นพิเศษในงาน Vietnam Wedding Week 2026

    สำหรับ Luu Viet Anh ดีไซเนอร์ของ FALVAON คอลเลกชัน VÀNG ẢNH VÀNG ANH ได้แรงบันดาลใจจากโลกทางอารมณ์ของ “Tấm Cám” หนึ่งในนิทานพื้นบ้านที่คนเวียดนามคุ้นเคยเป็นอย่างดี

    คอลเลกชันนำความทรงจำทางวัฒนธรรมเข้ามาสู่บริบทของแฟชั่นร่วมสมัย เปลี่ยนรันเวย์ให้เป็นมากกว่าการนำเสนอชุดเจ้าสาวต่อเนื่องกันทีละลุค

    เรื่องราวนี้ต้องการจุดเริ่มต้น

    และ Dylan คือคนที่มอบจุดเริ่มต้นนั้นให้กับผู้ชม

    ในฐานะ First Face เขากลายเป็นการเคลื่อนไหวแรกของเรื่องราวทางภาพบนรันเวย์

    ก่อนที่ผู้ชมจะได้พบกับโลกเต็มรูปแบบของชุดเจ้าสาว รายละเอียด และองค์ประกอบต่าง ๆ ที่กำลังจะตามมา สิ่งแรกที่พวกเขาได้พบคือ Dylan

    มันเป็นการแสดงอีกแบบหนึ่งที่แตกต่างจากเวทีไอดอล แต่ยังคงเป็น “การแสดง” เช่นเดิม

    หนึ่งการก้าวออกมา หนึ่งสายตา และหนึ่งช่วงเวลาที่จะทำให้ผู้ชมอยากรู้ว่าเรื่องราวต่อจากนั้นจะเป็นอย่างไร

    คอลเลกชันเจ้าสาว นิทานพื้นบ้านเวียดนาม และนักแสดงนำชายหนึ่งคน

    สิ่งที่ทำให้การปรากฏตัวของ Dylan มีความน่าสนใจยิ่งขึ้น คือบทบาทของเขาภายในเรื่องราวของคอลเลกชัน

    VÀNG ẢNH VÀNG ANH เข้าสู่ Vietnam Wedding Week ในฐานะแฟชั่นโชว์เจ้าสาว แต่การปรากฏตัวของ Dylan ได้เพิ่มตัวละครชายเข้ามาในโลกของเรื่องเล่า

    แทนที่จะรู้สึกเหมือนการปรากฏตัวของคนดังแบบฉาบฉวย การเดินของเขากลับทำให้โชว์มีตัวละครและมุมมองเพิ่มขึ้นอีกหนึ่งด้าน

    และตรงนี้เองที่องค์ประกอบด้านเอ็นเตอร์เทนเมนต์เริ่มน่าสนใจ

    Dylan ไม่ได้ถูกเชิญมาเพื่อร้องเพลง และไม่ได้มาเพื่อ Special Performance

    บทบาทของเขาเงียบกว่านั้น แต่ในขณะเดียวกันอาจมีความพิเศษมากกว่า นั่นคือการช่วยสร้างฉากและเปิดโลกของเรื่องราว

    ในคอลเลกชันที่ได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่องเล่า First Face จึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของการเล่าเรื่องไปด้วย

    และสำหรับไอดอลที่มีตัวตนสาธารณะซึ่งสร้างขึ้นจากการแสดงอยู่แล้ว การข้ามเส้นแบ่งระหว่างสองโลกนี้จึงดูลงตัวอย่างเป็นธรรมชาติ

    มากกว่าการเดินบนรันเวย์ในฐานะคนดัง

    แฟชั่นรักใบหน้าที่เป็นที่รู้จัก

    มันสร้างกระแส ถ่ายภาพออกมาดี และมอบเหตุผลเพิ่มเติมให้ผู้ชมอยากติดตามโชว์

    แต่การเชิญคนดังขึ้นมาบนรันเวย์ กับการมอบตำแหน่งที่มีความหมายจริง ๆ ในจังหวะของโชว์นั้นเป็นคนละเรื่องกัน

    สิ่งที่ทำให้เรื่องราวด้านแฟชั่นของ Dylan น่าสนใจกว่าการปรากฏตัวเพียงครั้งเดียว คือรายชื่อ First Face ที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

    ตำแหน่งเดียวกันนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า กับดีไซเนอร์ที่มีสุนทรียภาพและโลกแห่งความคิดสร้างสรรค์แตกต่างกัน

    นั่นไม่ได้หมายความว่าเขาต้องกลายเป็นนายแบบเต็มตัว และจริง ๆ แล้วก็ไม่จำเป็นต้องเป็นเช่นนั้น

    เสน่ห์อาจอยู่ตรงที่เขานำบางสิ่งที่แตกต่างมาสู่รันเวย์

    เขามาพร้อมสัญชาตญาณของนักแสดง

    โลกแฟชั่นได้สัมผัสความมั่นใจ จังหวะ และการรับรู้ทางภาพแบบไอดอล

    ขณะที่โลกบันเทิงก็ได้เห็นอีกด้านหนึ่งของ Dylan ที่น่าจับตามอง

    INSIDE THE LOVE CITY

    Vietnam Wedding Week 2026 กลายเป็นฉากที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับการมาบรรจบกันของสองโลกนี้

    งานซึ่งพัฒนาขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง YEAH1 และ LIVEN Technology ได้เปลี่ยน White Palace Hoang Van Thu ให้กลายเป็น “The Love City” จุดหมายร่วมที่แฟชั่นเจ้าสาว แบรนด์งานแต่ง ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ให้บริการ และประสบการณ์ต่าง ๆ มาพบกัน

    ตลอดสองวัน ดีไซเนอร์และแบรนด์ 7 รายได้นำเสนอภาพที่แตกต่างกันของแฟชั่นงานแต่งร่วมสมัย

    มีทั้งความดราม่าแบบกูตูร์ ความโรแมนติกอันประณีต การเล่าเรื่องผ่านวัฒนธรรม ความเย้ายวน และแฟชั่นบุรุษร่วมสมัย

    รันเวย์ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นบนแนวคิดเดียวว่าเจ้าสาวหรือเจ้าบ่าว “ควร” เป็นอย่างไร

    การปรากฏตัวของ Dylan จึงเข้ามาเติมอีกหนึ่งชั้นให้กับความหลากหลายนี้

    เขาเดินทางมาจากโลกของเอ็นเตอร์เทนเมนต์ร่วมสมัย ก่อนก้าวเข้าสู่เรื่องราวทางแฟชั่นของดีไซเนอร์โดยตรง

    และนั่นคือการมาบรรจบกันของโลกที่ทำให้ “The Love City” รู้สึกยิ่งใหญ่กว่างานแฟชั่นเจ้าสาวทั่วไป

    เมื่อแฟชั่นพบกับผู้คนที่ทำให้มันเคลื่อนไหว

    เรื่องราวบนรันเวย์บางเรื่องจบลงเมื่อไฟดับลง

    แต่บางเรื่องยังเดินทางต่อ ผ่านสื่อ ผู้ชม ชุมชนสร้างสรรค์ และบทสนทนาที่เกิดขึ้นหลังโชว์จบ

    ในฐานะ Promotional Partners ของ Vietnam Wedding Week 2026 Italian Atelier Asia-Pacific และ CjC Marketing Agency ได้ร่วมสนับสนุนการสื่อสารและการเชื่อมต่อกับเครือข่ายในอุตสาหกรรมที่อยู่รอบงาน เชื่อมโยงเรื่องราวด้านแฟชั่นและไลฟ์สไตล์เข้ากับเครือข่ายด้านครีเอทีฟและวิชาชีพที่กว้างขึ้น

    สำหรับ CjC Marketing Agency และ Italian Atelier Asia-Pacific การมาพบกันระหว่าง Dylan และ Luu Viet Anh ยังเป็นอีกหนึ่งตัวอย่างว่าแพลตฟอร์มด้านความคิดสร้างสรรค์มีคุณค่าได้อย่างไร

    งานแฟชั่นหนึ่งงานสามารถนำผู้คนที่ปกติอาจไม่ได้อยู่บนเวทีเดียวกันมาพบกันได้

    ดีไซเนอร์กับไอดอล

    คอลเลกชันเจ้าสาวกับนิทานพื้นบ้าน

    ผู้ชมแฟชั่นกับแฟนคลับจากโลกเอ็นเตอร์เทนเมนต์

    บางครั้ง เรื่องราวที่น่าสนใจที่สุดก็เริ่มต้นขึ้นตรงจุดที่โลกเหล่านี้มาบรรจบกันพอดี

    แล้ว Dylan เป็นนักร้อง ไอดอล หรือ FASHION FACE กันแน่?

    บางที นั่นอาจไม่ใช่คำถามที่ถูกต้อง

    Dylan ไม่จำเป็นต้องหยุดเป็นสิ่งหนึ่ง เพื่อที่จะกลายเป็นอีกสิ่งหนึ่ง

    เรื่องราวที่น่าสนใจกว่าคือ ตัวตนของเขากำลังขยายออกไป

    การเป็น First Face 3 ครั้งอาจยังเป็นเพียงจุดเริ่มต้นของเส้นทางในโลกแฟชั่น

    แต่จุดเริ่มต้นก็ควรค่าแก่การจับตามอง โดยเฉพาะเมื่อดีไซเนอร์ถึง 3 คนเลือกมอบก้าวแรกของรันเวย์ให้กับศิลปินคนเดียวกัน

    จาก Chung Thanh Phong และ Tran Hung สู่ VÀNG ẢNH VÀNG ANH ของ Luu Viet Anh ที่ Vietnam Wedding Week 2026 Dylan กำลังเริ่มสร้างเรื่องราวบนรันเวย์ในแบบของตัวเอง

    เขาอาจก้าวออกมาจากเวทีไอดอล

    แต่หาก First Walks เหล่านี้เป็นสัญญาณบอกอะไรสักอย่าง โมเมนต์แฟชั่นของ Dylan เพิ่งจะเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น

    ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ได้รับการเผยแพร่บน ด้วยเช่นกัน VRITIMES

  • DO LONG เปิดบทใหม่ของแฟชั่นเจ้าสาว กับ The Prime บนเวที Vietnam Wedding Week 2026

    DO LONG เปิดบทใหม่ของแฟชั่นเจ้าสาว กับ The Prime บนเวที Vietnam Wedding Week 2026

    นครโฮจิมินห์, สิงหาคม 2026 – บนเวที Vietnam Wedding Week 2026 แบรนด์ DO LONG BRIDAL เปิดตัวคอลเลกชัน The Prime พร้อมนำภาษาการออกแบบที่โดดเด่นด้วยความหรูหรา ความมั่นใจ และพลังในการดึงดูดทุกสายตา เข้าสู่บทสนทนาใหม่ของโลกแฟชั่นเจ้าสาว

    ในฐานะส่วนหนึ่งของ Bridal Fashion Show 2026 คอลเลกชันนี้ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการสำรวจโลกของแฟชั่นสำหรับวันแต่งงานของ Do Long

    แทนที่จะเป็นเพียงการนำเสื้อผ้าสำหรับโอกาสพิเศษมาตีความใหม่ในบริบทของชุดเจ้าสาว The Prime มองเจ้าสาวในฐานะตัวละครหลัก ผู้มีการปรากฏตัวและตัวตนเป็นของตัวเอง

    ภายใน “The Love City” คอลเลกชันนี้เข้ามาเติมอีกหนึ่งมุมมองให้กับโปรแกรมแฟชั่นโชว์ทั้ง 7 โชว์ ซึ่งนำเสนอภาพที่หลากหลายของแฟชั่นงานแต่งร่วมสมัย

    บทใหม่เริ่มต้นขึ้นบนรันเวย์แฟชั่นเจ้าสาว

    สำหรับดีไซเนอร์ที่มีความสัมพันธ์กับโลกของความหรูหราและการแต่งกายที่โดดเด่นสะดุดตา การก้าวเข้าสู่แฟชั่นเจ้าสาวมาพร้อมกับความท้าทายเฉพาะตัว

    เพราะชุดแต่งงานเป็นเครื่องแต่งกายสำหรับโอกาสที่ทั้งมีความเป็นส่วนตัวอย่างลึกซึ้ง และในขณะเดียวกันก็เป็นหนึ่งในช่วงเวลาที่ผู้สวมใส่ได้รับความสนใจมากที่สุด

    ชุดหนึ่งชุดต้องมีความหมายสำหรับผู้หญิงที่สวมใส่มัน ขณะเดียวกันก็มีส่วนกำหนดว่าเธอจะเดินเข้าสู่ห้องอย่างไร ปรากฏตัวในภาพถ่ายแบบไหน และจดจำวันสำคัญนั้นอย่างไรเมื่อเวลาผ่านไปหลายปี

    The Prime เลือกเผชิญกับความสัมพันธ์ระหว่างสองด้านนี้อย่างตรงไปตรงมา ด้วยการแปลความรู้สึกของความดราม่าอันเป็นเอกลักษณ์ ให้กลายเป็นแฟชั่นเจ้าสาวที่ขับเคลื่อนด้วยความมั่นใจและพลังของการปรากฏตัว

    THE PRIME – ความหรูหรา คอร์เซ็ต และพลังของการปรากฏตัว

    ภาษาทางภาพของคอลเลกชัน The Prime ถูกสร้างขึ้นผ่านซิลูเอตที่ช่วยขับเน้นสรีระ งานคอร์เซ็ต และรายละเอียดการตกแต่งอันประณีต

    องค์ประกอบเหล่านี้สร้างชุดที่ไม่ได้มีไว้เพื่อหลบอยู่เบื้องหลัง

    ร่างกายกลายเป็นส่วนหนึ่งของบทสนทนาด้านการออกแบบ โดยโครงสร้างของชุดถูกใช้เพื่อเน้นรูปทรงและสร้างเส้นสายทางสายตาที่ชัดเจน

    รายละเอียดการประดับตกแต่งเพิ่มอีกหนึ่งชั้นของความโดดเด่นแบบการแสดง ทำให้แต่ละลุคสะท้อนความหรูหราอันผ่านการขัดเกลาซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของจักรวาลการออกแบบของ DO LONG

    ผลลัพธ์คือแฟชั่นเจ้าสาวที่มองวันแต่งงานในฐานะช่วงเวลาของการมาถึง ช่วงเวลาที่ผู้หญิงคนหนึ่งเลือกก้าวออกมาและครองพื้นที่ของตัวเองอย่างเต็มที่

    เมื่อผู้หญิงในแบบของ DO LONG ก้าวขึ้นมาเป็นเจ้าสาว

    การก้าวเข้าสู่โลกของแฟชั่นเจ้าสาวไม่ได้หมายความว่า Do Long ต้องละทิ้งภาษาการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ของตัวเอง

    ในทางกลับกัน The Prime สำรวจสิ่งที่เกิดขึ้น เมื่อสุนทรียภาพที่คุ้นเคยของแบรนด์ถูกนำเข้าสู่บริบททางอารมณ์รูปแบบใหม่

    ความมั่นใจ ความเย้ายวน และความเป็นตัวของตัวเองยังคงเป็นหัวใจสำคัญ

    สิ่งที่เปลี่ยนไปคือ คุณสมบัติเหล่านี้ถูกเชื่อมโยงเข้ากับวันแต่งงาน และความหมายส่วนตัวที่มาพร้อมกับช่วงเวลานั้น

    เจ้าสาวของ Do Long จึงไม่ได้ถูกสร้างขึ้นเป็นตัวละครใหม่ที่แยกออกจากผู้หญิงในจักรวาลของแบรนด์

    เธอยังคงมีความตระหนักรู้ในตัวเองเช่นเดิม เพียงแต่กำลังแสดงออกในอีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญของเรื่องราวชีวิต

    ก้าวออกจากภาพจำเดิมของความงามแบบเจ้าสาว

    ตลอดหลายยุคสมัย แฟชั่นเจ้าสาวมักถูกเชื่อมโยงกับความอ่อนโยน ความละเอียดอ่อน และความเรียบสงบ

    คุณสมบัติเหล่านี้ยังคงมีความหมายสำหรับเจ้าสาวจำนวนมาก แต่ไม่ได้เป็นสิ่งที่นิยามโลกของแฟชั่นเจ้าสาวทั้งหมดอีกต่อไป

    The Prime เสนออีกหนึ่งความเป็นไปได้

    เจ้าสาวในแบบของคอลเลกชันนี้สามารถเย้ายวน เฉียบคม หรูหรา และเลือกที่จะปรากฏตัวอย่างโดดเด่นโดยไม่ต้องรู้สึกขอโทษใคร

    เธอไม่จำเป็นต้องลดทอนบุคลิกของตัวเอง เพื่อให้เข้ากับภาพจำดั้งเดิมของวันแต่งงาน

    แนวทางนี้สะท้อนการเปลี่ยนแปลงที่กว้างขึ้นของแฟชั่นเจ้าสาวร่วมสมัย ซึ่งตัวตนของแต่ละคนกำลังมีความสำคัญมากขึ้นไม่แพ้ขนบหรือธรรมเนียมที่เคยเป็นกรอบกำหนด

    จากแฟชั่นที่สะกดทุกสายตา สู่หนึ่งในช่วงเวลาส่วนตัวที่สุดของชีวิต

    คอลเลกชันบนรันเวย์ที่เต็มไปด้วยพลังทางสายตา กับชุดแต่งงาน อาจดูเหมือนเป็นสิ่งที่มาจากโลกคนละใบ

    แต่ทั้งสองต่างเชื่อมโยงกับช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลง

    สิ่งหนึ่งถูกออกแบบมาเพื่อสร้างประสบการณ์ที่ตรึงสายตาในทันที ขณะที่อีกสิ่งหนึ่งกลายเป็นส่วนหนึ่งของหมุดหมายสำคัญในชีวิตของคนคนหนึ่ง

    ความท้าทายคือการทำให้ความตื่นตาตื่นใจและความใกล้ชิดทางอารมณ์สามารถอยู่ร่วมกันได้

    The Prime เข้าหาความสัมพันธ์นี้ผ่านพลังของการปรากฏตัว โดยเสนอว่าความหรูหราเองก็สามารถเป็นรูปแบบหนึ่งของการแสดงออกถึงตัวตนได้

    ด้วยเหตุนี้ คอลเลกชันจึงไม่ได้แยกความหมายทางอารมณ์ของวันแต่งงานออกจากความปรารถนาที่จะสร้างช่วงเวลาแห่งการปรากฏตัวที่ยากจะลืมเลือน

    THE PRIME พบเวทีของตัวเองใน “THE LOVE CITY”

    Vietnam Wedding Week 2026 พัฒนาขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง YEAH1 และ LIVEN Technology โดยรวบรวมดีไซเนอร์และแบรนด์ทั้ง 7 ราย ซึ่งนำเสนอมุมมองที่หลากหลาย ตั้งแต่การเล่าเรื่องผ่านวัฒนธรรม ความโรแมนติกอันประณีต ความหรูหราแบบกูตูร์ แฟชั่นบุรุษร่วมสมัย ไปจนถึงความเย้ายวน

    ภายในภูมิทัศน์ที่หลากหลายนี้ DO LONG BRIDAL มีจุดยืนที่ชัดเจน

    The Prime พูดถึงเจ้าสาวที่มองหาลายเซ็นทางแฟชั่นอันโดดเด่น และชุดที่ทำให้เธอสามารถยืนอยู่ตรงศูนย์กลางของการเฉลิมฉลองในแบบของตัวเองได้อย่างมั่นใจ

    โดยมี Italian Atelier Asia-Pacific และ CjC Marketing Agency ร่วมสนับสนุน Vietnam Wedding Week 2026 ในฐานะ Promotional Partners งานนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการขยายการสื่อสารและการเชื่อมต่อกับเครือข่ายในอุตสาหกรรมที่กว้างขึ้น เชื่อมโลกของแฟชั่นเข้ากับระบบนิเวศของอุตสาหกรรมงานแต่ง

    สำหรับ Do Long แล้ว The Prime จึงมีความหมายมากกว่าการนำเสนอคอลเลกชันอีกครั้งบนรันเวย์

    นี่คือการเปิดบทใหม่ของแฟชั่นเจ้าสาว พร้อมเพิ่มอีกหนึ่งนิยามให้กับภาพของเจ้าสาวยุคใหม่

    ผู้หญิงที่มองเห็นได้อย่างชัดเจน

    มั่นใจในตัวเอง

    และอยู่กับช่วงเวลาสำคัญของตัวเองอย่างเต็มที่

    ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ได้รับการเผยแพร่บน ด้วยเช่นกัน VRITIMES

  • Luu Viet Anh ถ่ายทอดความทรงจำทางวัฒนธรรม สู่เรื่องราวแฟชั่นเจ้าสาวร่วมสมัยบนเวที Vietnam Wedding Week 2026

    Luu Viet Anh ถ่ายทอดความทรงจำทางวัฒนธรรม สู่เรื่องราวแฟชั่นเจ้าสาวร่วมสมัยบนเวที Vietnam Wedding Week 2026

    นครโฮจิมินห์, สิงหาคม 2026 – ภายในงานแต่งงานที่สร้างขึ้นภายใต้แนวคิด “The Love City” FALVAON by Luu Viet Anh ได้นำอีกหนึ่งการเดินทางมาสู่รันเวย์ การเดินทางที่ขับเคลื่อนด้วยความทรงจำ เรื่องเล่า และร่องรอยทางวัฒนธรรมของเวียดนาม

    ในฐานะส่วนหนึ่งของ Bridal Fashion Show 2026 คอลเลกชัน VÀNG ẢNH VÀNG ANH นำเสนออีกหนึ่งมุมมองของแฟชั่นเจ้าสาว ที่ไม่ได้มีอยู่เพียงเพื่อตอบโจทย์โอกาสสำคัญ แต่ยังสามารถเป็นพื้นที่สำหรับการเก็บรักษาและส่งต่อเรื่องราว

    ท่ามกลาง 7 เสียงแห่งความคิดสร้างสรรค์ที่มารวมตัวกันในโปรแกรมเดียวกัน ผลงานของ Luu Viet Anh โดดเด่นด้วยคำถามที่แตกต่างออกไปว่า จะนำความทรงจำทางวัฒนธรรมมาตีความเป็นภาษาของแฟชั่นเจ้าสาวร่วมสมัยได้อย่างไร โดยไม่สูญเสียทั้งรากฐานทางอารมณ์และความเชื่อมโยงกับโลกปัจจุบัน

    เมื่อคอลเลกชันแฟชั่นเจ้าสาว เริ่มต้นจากเรื่องราว

    แฟชั่นหนึ่งคอลเลกชันอาจเริ่มต้นจากซิลูเอต วัสดุ หรือแนวคิดด้านเทคนิค

    แต่สำหรับ FALVAON “เรื่องราว” คืออีกหนึ่งจุดเริ่มต้นสำคัญ

    แนวคิดด้านการเล่าเรื่องนี้กำหนดตำแหน่งของคอลเลกชันภายใน Vietnam Wedding Week 2026 ทำให้เสื้อผ้าแต่ละชุดไม่ได้ถูกนำเสนอในฐานะลุคที่แยกออกจากกัน แต่เป็นส่วนหนึ่งของโลกทางอารมณ์ที่ใหญ่กว่า ซึ่งประกอบขึ้นจากความทรงจำ การอ้างอิง และการตีความ

    มุมมองนี้เพิ่มอีกหนึ่งชั้นความหมายให้กับแฟชั่นเจ้าสาว

    ชุดแต่งงานอาจถูกเลือกเพราะความงามและงานฝีมือ แต่ในขณะเดียวกันก็สามารถเชื่อมโยงเข้ากับเรื่องราวที่ผู้สวมใส่อยากจดจำ หรือเลือกพกพาติดตัวไปสู่ช่วงเวลาต่อไปของชีวิต

    VÀNG ẢNH VÀNG ANH – จาก “Tấm Cám” สู่รันเวย์

    VÀNG ẢNH VÀNG ANH ได้รับแรงบันดาลใจจากเรื่อง “Tấm Cám” หนึ่งในนิทานพื้นบ้านที่เป็นที่รู้จักมากที่สุดของเวียดนาม

    แทนที่จะนำเรื่องราวเดิมมาเล่าซ้ำอย่างตรงไปตรงมา คอลเลกชันเลือกใช้โลกทางวัฒนธรรมและอารมณ์ของนิทานเรื่องนี้เป็นพื้นที่สำหรับการสำรวจเชิงสร้างสรรค์

    การอ้างอิงและรายละเอียดจากอดีตถูกนำมาสนทนากับซิลูเอตร่วมสมัยและโครงสร้างทางแฟชั่น

    อดีตจึงไม่ได้ถูกวางไว้เบื้องหลังราวกับสิ่งที่ไม่อาจแตะต้อง แต่ถูกนำกลับเข้ามา ตีความใหม่ และแปรเปลี่ยนเป็นอีกหนึ่งรูปแบบ

    สำหรับผู้ชมบนรันเวย์ ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือการเชื่อมโยงระหว่างความทรงจำทางวัฒนธรรมที่คุ้นเคย กับภาษาของแฟชั่นเจ้าสาวร่วมสมัยที่กำลังเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา

    ความทรงจำทางวัฒนธรรมเวียดนาม ในภาษาของแฟชั่นร่วมสมัย

    การนำองค์ประกอบทางวัฒนธรรมมาใช้ในแฟชั่นอาจกลายเป็นเพียงรายละเอียดเพื่อการตกแต่งได้ง่าย หากสิ่งเหล่านั้นไม่ได้มีความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งกับแนวคิดในการออกแบบ

    FALVAON เลือกอีกเส้นทางหนึ่ง ด้วยการเปิดให้เรื่องเล่าและความทรงจำทางวัฒนธรรมเข้ามากำหนดบรรยากาศและโลกสร้างสรรค์ของคอลเลกชันโดยรวม

    องค์ประกอบแบบเวียดนามไม่ได้ถูกนำเสนอเพียงเพื่อยืนยันความเป็น “ดั้งเดิม”

    แต่กลายเป็นส่วนหนึ่งของบทสนทนาระหว่างจุดกำเนิดของเรื่องราว กับทิศทางใหม่ที่แฟชั่นสามารถพาเรื่องราวนั้นเดินทางต่อไปได้

    แนวคิดนี้มีความน่าสนใจเป็นพิเศษสำหรับโลกของแฟชั่นเจ้าสาว ซึ่งมักถูกครอบงำด้วยภาพจำแบบสากล ทั้งชุดสีขาว ความโรแมนติก และพิธีการ

    VÀNG ẢNH VÀNG ANH เสนอว่า ในการนิยามตัวตนของตัวเองในวันแต่งงาน เจ้าสาวสามารถมองหาแรงบันดาลใจจากแหล่งอ้างอิงอื่นได้เช่นกัน

    รักษารากของประเพณี โดยไม่เปลี่ยนให้กลายเป็นคอสตูม

    หนึ่งในความน่าสนใจของ VÀNG ẢNH VÀNG ANH คือวิธีที่คอลเลกชันจัดการกับความสัมพันธ์ระหว่างอดีตและปัจจุบัน

    ผลงานนี้ไม่ได้ชวนให้ผู้หญิงยุคใหม่แต่งตัวราวกับเป็นตัวละครจากอดีต

    แต่เลือกมองความทรงจำทางวัฒนธรรมเป็นวัตถุดิบสำหรับการเปลี่ยนแปลง

    รายละเอียดหนึ่งสามารถถูกปรับเปลี่ยนได้

    การอ้างอิงหนึ่งสามารถถูกทำให้เป็นนามธรรมมากขึ้น

    และเรื่องราวที่คุ้นเคยก็สามารถส่งผ่านความรู้สึกได้ โดยไม่จำเป็นต้องถูกนำมาผลิตซ้ำอย่างตรงไปตรงมา

    ความแตกต่างเล็ก ๆ นี้ทำให้คอลเลกชันยังคงเชื่อมโยงกับรากทางวัฒนธรรมของเวียดนาม ขณะเดียวกันก็สามารถพูดด้วยภาษาที่เป็นของโลกปัจจุบัน

    ทำไม “เรื่องราว” จึงสำคัญสำหรับเจ้าสาวยุคใหม่

    เจ้าสาวในยุคปัจจุบันกำลังมองหาอะไรมากกว่าการเลือกชุดที่สวยงาม

    สิ่งที่เลือกสวมใส่สามารถสะท้อนบุคลิก ความทรงจำ คุณค่า และเรื่องราวที่พวกเธออยากให้วันแต่งงานบอกเล่า

    ภายในบริบทเช่นนี้ การเล่าเรื่องจึงกลายเป็นอีกหนึ่งรูปแบบของการสร้างความเฉพาะตัว

    เครื่องแต่งกายสามารถบรรจุการอ้างอิงที่มีความหมายต่อผู้สวมใส่ แทนที่จะเดินตามสูตรสำเร็จของแฟชั่นเจ้าสาวแบบเดียวกันทั่วโลก

    แนวทางด้านการเล่าเรื่องของ FALVAON จึงเปิดพื้นที่ให้กับเจ้าสาวที่มองแฟชั่นไม่ใช่เพียงในฐานะรูปลักษณ์ภายนอก แต่ยังเป็นรูปแบบหนึ่งของการแสดงออกถึงตัวตน

    FALVAON พบพื้นที่ของตัวเองใน “THE LOVE CITY”

    Vietnam Wedding Week 2026 พัฒนาขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง YEAH1 และ LIVEN Technology โดยรวบรวมองค์ประกอบต่าง ๆ ของการเดินทางสู่วันแต่งงานไว้ภายใน “The Love City”

    โปรแกรมแฟชั่นของงานก็สะท้อนความหลากหลายเดียวกัน ด้วยการเปิดพื้นที่ให้กับเสียงและแนวคิดสร้างสรรค์ที่แตกต่างกัน

    ภายในภูมิทัศน์นี้ ผลงานของ Luu Viet Anh นำเสนอมุมมองที่หยั่งรากอยู่ในเรื่องเล่าและความทรงจำทางวัฒนธรรม

    และกลายเป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ช่วยขยายความหมายของแฟชั่นเจ้าสาวร่วมสมัยให้ก้าวออกไปไกลกว่าทิศทางด้านสุนทรียภาพเพียงรูปแบบเดียว

    โดยมี Italian Atelier Asia-Pacific และ CjC Marketing Agency ร่วมสนับสนุน Vietnam Wedding Week 2026 ในฐานะ Promotional Partners งานนี้ยังเชื่อมต่อโปรแกรมด้านความคิดสร้างสรรค์เข้ากับเครือข่ายด้านการสื่อสารและอุตสาหกรรมที่กว้างขึ้น

    ภายใน “The Love City” การเดินทางแต่ละเรื่องสามารถเริ่มต้นจากจุดที่แตกต่างกันได้

    และสำหรับ FALVAON by Luu Viet Anh จุดเริ่มต้นนั้นคือ “เรื่องราว”

    จากเรื่องราวหนึ่งเรื่อง โลกของแฟชั่นเจ้าสาวร่วมสมัยจึงค่อย ๆ เริ่มก่อตัวขึ้น

    ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ได้รับการเผยแพร่บน ด้วยเช่นกัน VRITIMES

  • 3 มุมมองเติมเต็ม “The Love City” วันที่สองของ Vietnam Wedding Week 2026 กับเสน่ห์ ความเท่ของแฟชั่นบุรุษ และความโรแมนติกในแบบของตัวเอง

    3 มุมมองเติมเต็ม “The Love City” วันที่สองของ Vietnam Wedding Week 2026 กับเสน่ห์ ความเท่ของแฟชั่นบุรุษ และความโรแมนติกในแบบของตัวเอง

    นครโฮจิมินห์, สิงหาคม 2026 – หากวันแรกของ Vietnam Wedding Week 2026 เปิดพื้นที่ให้กับ 4 โลกแห่งความคิดสร้างสรรค์ วันที่สองก็เข้ามาเติมเต็มการเดินทางบนรันเวย์ด้วยอีก 3 มุมมองที่แตกต่างของแฟชั่นงานแต่งร่วมสมัย

    DO LONG BRIDAL, ADAM STORE และ LOVINE BRIDAL by Thanh Ho นำพลังที่แตกต่างกันมาสู่ “The Love City” ตั้งแต่ความเย้ายวนและความหรูหราของแฟชั่นเจ้าสาว แฟชั่นบุรุษร่วมสมัย ไปจนถึงการตีความความโรแมนติกและตัวตนอย่างอิสระมากขึ้น

    ทั้ง 3 การนำเสนอช่วยขยายบทสนทนาเกี่ยวกับแฟชั่นสำหรับวันแต่งงานให้กว้างไกลออกไปจากภาพจำเพียงรูปแบบเดียว สู่เรื่องราวของผู้คนและบุคลิกที่อยู่เบื้องหลังวันสำคัญของชีวิต

    วันที่สอง กับพลังใหม่บนรันเวย์

    Day Two มาพร้อมพลังและความแตกต่างที่ชัดเจนมากขึ้น แม้แต่ละคอลเลกชันจะมีสไตล์เฉพาะตัว แต่ทั้งหมดต่างมีมุมมองที่ชัดเจนว่าคู่บ่าวสาวสามารถเลือกนำเสนอตัวตนของตัวเองในวันแต่งงานได้อย่างไร

    ความมั่นใจ งานตัดเย็บ และความโรแมนติก กลายเป็น 3 จุดเริ่มต้นที่แตกต่างกัน

    ผลลัพธ์คือโปรแกรมที่ยังคงสานต่อความหลากหลายจาก Day One ขณะเดียวกันก็พาเรื่องราวบนรันเวย์ไปสู่พื้นที่ใหม่ ๆ

    เมื่อแฟชั่นโชว์สุดท้ายปิดฉากลง โปรแกรมทั้ง 7 โชว์ตลอดสองวันก็ได้เผยให้เห็นภาพที่หลากหลายของแฟชั่นงานแต่งร่วมสมัยจากเวียดนามอย่างครบถ้วน

    DO LONG BRIDAL – เมื่อเจ้าสาวผู้มั่นใจ ก้าวขึ้นมาครองทุกสายตา

    DO LONG BRIDAL นำพลังแห่งความมั่นใจและความโดดเด่นแบบการแสดงมาสู่รันเวย์

    ผ่านซิลูเอตที่โอบรับสรีระ งานคอร์เซ็ต และรายละเอียดการตกแต่งอันประณีต คอลเลกชัน The Prime นำเสนอภาพของเจ้าสาวที่ตระหนักถึงการปรากฏตัวของตัวเองอย่างเต็มเปี่ยม

    นี่คือแฟชั่นเจ้าสาวที่ออกแบบมาเพื่อดึงดูดทุกสายตา

    ความเย้ายวนและความประณีตถูกนำมาผสานเข้าด้วยกัน สร้างภาษาทางภาพที่ผู้สวมใส่ไม่ได้เลือนหายไปภายใต้ขนบของวันแต่งงาน แต่เลือกที่จะก้าวขึ้นมาเป็นเจ้าของช่วงเวลาสำคัญของตัวเอง

    คอลเลกชันนี้จึงเพิ่มอีกหนึ่งนิยามของความงามสำหรับเจ้าสาวให้กับ “The Love City” ความงามที่สร้างขึ้นจากความมั่นใจ การปรากฏตัว และพลังของการเป็นตัวเองอย่างชัดเจน

    ADAM STORE – เมื่อเจ้าบ่าวยุคใหม่มีภาษาทางแฟชั่นเป็นของตัวเอง

    ADAM STORE เปลี่ยนจุดสนใจของรันเวย์ไปสู่แฟชั่นบุรุษ และบทบาทที่กำลังเปลี่ยนแปลงของเจ้าบ่าวในโลกของแฟชั่นงานแต่ง

    ที่ผ่านมา เรื่องราวของแฟชั่นสำหรับวันแต่งงานมักถูกพูดถึงผ่านชุดของเจ้าสาวเป็นหลัก

    แต่แฟชั่นบุรุษร่วมสมัยก็มีคำถามและรายละเอียดในแบบของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความพอดีของชุด บุคลิก ความเป็นทางการ หรือการแสดงออกถึงตัวตน

    การนำสไตล์ของเจ้าบ่าวเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของโปรแกรมรันเวย์ ทำให้ ADAM STORE เพิ่มอีกหนึ่งมิติให้กับภาพรวมของแฟชั่นงานแต่ง

    เพราะวันแต่งงานเป็นช่วงเวลาที่ทั้งสองคนมีร่วมกัน และเรื่องราวของแฟชั่นก็ควรเปิดพื้นที่ให้ทั้งคู่สามารถนิยามได้ด้วยตัวเองว่า พวกเขาอยากปรากฏตัวในวันสำคัญอย่างไร

    LOVINE BRIDAL BY THANH HO – ความโรแมนติกที่มาพร้อมอิสระและตัวตน

    LOVINE BRIDAL by Thanh Ho นำอารมณ์ที่แตกต่างมาสู่วันที่สองของรันเวย์

    ความโรแมนติกยังคงเป็นหัวใจสำคัญ แต่ถูกตีความผ่านความรู้สึกที่เป็นอิสระและมีความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น

    คอลเลกชันนี้เปิดพื้นที่ให้กับภาพของเจ้าสาวที่ไม่จำเป็นต้องเดินตามสูตรสำเร็จ

    สไตล์ส่วนตัวและการแสดงออกทางอารมณ์กลายเป็นส่วนหนึ่งของภาษาของแฟชั่นเจ้าสาว พร้อมนำเสนออีกหนึ่งคำตอบว่าความโรแมนติกในยุคปัจจุบันสามารถมีหน้าตาได้หลากหลายเพียงใด

    ภายในไลน์อัปของ Day Two, LOVINE BRIDAL ทำหน้าที่เป็นอีกด้านที่นุ่มนวล แต่ยังคงมีเอกลักษณ์ไม่แพ้กัน เมื่อวางเคียงกับความมั่นใจอันโดดเด่นของ DO LONG BRIDAL และมุมมองด้านงานตัดเย็บของ ADAM STORE

    เมื่อ 3 ตัวตนของแฟชั่นงานแต่ง มาพบกันบนรันเวย์เดียว

    เมื่อมองทั้ง 3 โชว์ร่วมกัน จะเห็นความสมดุลที่น่าสนใจ

    โชว์หนึ่งสำรวจความเย้ายวนและพลังของการปรากฏตัว

    อีกโชว์วางเจ้าบ่าวยุคใหม่ไว้เป็นศูนย์กลางของบทสนทนาด้านแฟชั่น

    ขณะที่อีกโชว์หนึ่งหวนกลับมาสู่ความโรแมนติก ผ่านความเป็นตัวของตัวเองและการแสดงออกอย่างอิสระ

    ความแตกต่างเหล่านี้สะท้อนธรรมชาติที่กำลังเปลี่ยนแปลงของแฟชั่นสำหรับวันแต่งงาน

    ผู้คนมีพื้นที่มากขึ้นในการเลือกสิ่งที่สะท้อนว่าพวกเขาเป็นใคร แทนที่จะต้องเป็นไปตามภาพที่ขนบเดิมคาดหวัง

    ดนตรีและการแสดงสดยังเข้ามามีส่วนในการกำหนดบรรยากาศของรันเวย์ ตอกย้ำว่า Bridal Fashion Show 2026 ไม่ได้ถูกออกแบบให้เป็นเพียงการนำเสนอคอลเลกชันที่แยกออกจากกัน แต่เป็นประสบการณ์ที่ผู้ชมสามารถเข้าไปสัมผัสได้อย่างเต็มรูปแบบ

    7 แฟชั่นโชว์ เติมเต็มการเดินทางของ “THE LOVE CITY”

    Vietnam Wedding Week 2026 พัฒนาขึ้นจากความร่วมมือระหว่าง YEAH1 และ LIVEN Technology โดยวางแฟชั่นเจ้าสาวไว้เป็นหัวใจสำคัญของการเดินทางสู่วันแต่งงานที่ใหญ่ขึ้น

    ตลอดสองวัน โปรแกรมแฟชั่นโชว์ทั้ง 7 โชว์ได้กลายเป็นหนึ่งในการแสดงออกที่ชัดเจนที่สุดของแนวคิดดังกล่าว

    ตั้งแต่การเล่าเรื่องผ่านวัฒนธรรม ความหรูหราแบบกูตูร์ ความเย้ายวน แฟชั่นบุรุษ ไปจนถึงความโรแมนติกในแบบร่วมสมัย รันเวย์ได้แสดงให้เห็นว่าโลกของแฟชั่นงานแต่งสามารถมีความหลากหลายได้มากเพียงใด

    โดยมี Italian Atelier Asia-Pacific และ CjC Marketing Agency ร่วมสนับสนุนงานในฐานะ Promotional Partners โปรแกรมนี้ยังเป็นส่วนหนึ่งของการขยายการสื่อสารและการเชื่อมต่อกับเครือข่ายในแวดวงอุตสาหกรรมที่กว้างขึ้นรอบ Vietnam Wedding Week 2026

    เมื่อ Day Two ปิดฉากลง “The Love City” ก็ได้เดินทางมาถึงบทสรุปของเรื่องราวด้านแฟชั่น พร้อมข้อความที่ชัดเจนว่า ไม่มีวิธีเดียวในการเป็นเจ้าสาวหรือเจ้าบ่าวยุคใหม่

    และบางที เรื่องราวของงานแต่งที่น่าสนใจที่สุด อาจเริ่มต้นขึ้นในวันที่เราเปิดพื้นที่ให้กับความแตกต่างได้อย่างแท้จริง

    ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ได้รับการเผยแพร่บน ด้วยเช่นกัน VRITIMES