Blog

  • FOURDIGIT ลงนาม MOU ร่วมกับ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มุ่งยกระดับการศึกษาด้าน Service Design

    FOURDIGIT ลงนาม MOU ร่วมกับ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มุ่งยกระดับการศึกษาด้าน Service Design

    มุ่งหน้าขยายความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ครอบคลุมแล้ว 10 สถาบันพาร์ทเนอร์ และมีผู้เข้าร่วมรวม 520 คนจนถึงปัจจุบัน

    วันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ.2569 บริษัท FOURDIGIT ได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ร่วมกับคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการศึกษาการออกแบบบริการ (Service Design) โดยพิธีลงนามจัดขึ้น ณ ศูนย์มนุษยศาสตร์ดิจิทัล (Center for Digital Humanities) ภายในคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ความเป็นมา

    นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2567 เป็นต้นมา FOURDIGIT ได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาต่างๆ ทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย เพื่อพัฒนาบุคลากรรุ่นใหม่ผ่านการศึกษาด้านการออกแบบบริการ (Service Design)

    FOURDIGIT และคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ร่วมกันจัดกิจกรรม Service Design Bootcamp สำหรับนิสิตมาแล้ว 2 ครั้ง ในปี พ.ศ.2568 และ  พ.ศ.2569 จากความร่วมมือที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งสองฝ่ายจึงได้ตกลงเข้าทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อขยายกรอบความร่วมมือด้านการศึกษาการออกแบบบริการให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น

    โครงการ Service Design Bootcamp ครั้งที่ 2 ซึ่งจัดขึ้นในปี พ.ศ.2569 ได้รับการอนุมัติให้เป็นหลักสูตรที่ได้รับการสนับสนุนจาก Association for Overseas Technical Cooperation and Sustainable Partnerships (AOTS) โดยเป็นโปรแกรมระยะเวลา 4 วัน จัดขึ้นเมื่อวันที่ 15, 16, 22 และ 23 สิงหาคม พ.ศ.2569 มีนิสิตจากคณะอักษรศาสตร์เข้าร่วมจำนวน 41 คน

    ตลอดระยะเวลาของโครงการ นิสิตได้รับประสบการณ์ตรงจากการลงมือปฏิบัติจริงในกระบวนการพื้นฐานของ Service Design ได้แก่ การสังเกตและรับฟังผู้คน การระบุโจทย์ การทำความเข้าใจความต้องการของผู้ใช้ และการนำข้อมูลเชิงลึกเหล่านั้นมาใช้ในการจินตนาการและออกแบบบริการที่ดีขึ้น

    ความร่วมมือในอนาคต

    ภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) นี้ FOURDIGIT และคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะร่วมกันวางแผนและดำเนินโปรแกรมการฝึกอบรม เวิร์กช็อป และกิจกรรมอื่นๆ ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างทักษะด้าน Service Design ให้แก่นิสิต คณาจารย์ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอื่นๆ

    นอกจากนี้ ความร่วมมือดังกล่าวยังเปิดโอกาสให้นิสิตได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์จริงผ่านการฝึกงาน ซึ่งรวมถึงการเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงานจริงในโปรแกรมการฝึกอบรม การเป็นกระบวนกร (Facilitation) และการบริหารจัดการกิจกรรมต่างๆ

    ยิ่งไปกว่านั้น ทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันแบ่งปันองค์ความรู้ เครื่องมือ ระเบียบวิธีปฏิบัติ แนวปฏิบัติที่ดีที่สุด (Best Practices) รวมถึงผลงานวิจัย โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับกิจกรรมการศึกษาและการวิจัยร่วมกันให้มีความเข้มข้นยิ่งขึ้น

    ผ่านข้อตกลงและกิจกรรมเหล่านี้ FOURDIGIT และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะร่วมกันสร้างเครือข่ายด้าน Service Design ที่เข้มแข็งและยั่งยืน พร้อมทั้งสร้างโอกาสใหม่ๆ ในการเติบโตและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั้งในประเทศไทยและในระดับนานาชาติ

    ความมุ่งมั่นของ FOURDIGIT ต่อการศึกษาด้าน Service Design

    ท่ามกลางการเติบโตอย่างต่อเนื่องของเศรษฐกิจดิจิทัลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความต้องการบุคลากรที่มีความสามารถในการจินตนาการและออกแบบบริการที่ก้าวข้ามพรมแดนระหว่างธุรกิจ เทคโนโลยี และการออกแบบ จึงมีเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก ในขณะเดียวกัน โอกาสในการเรียนรู้และฝึกปฏิบัติจริงด้าน Service Design ในบริบทของสถาบันการศึกษายังคงมีอยู่อย่างจำกัด

    เพื่อนำความรู้และความเชี่ยวชาญที่สั่งสมจากการทำงานจริงด้าน Service Design กลับคืนสู่ภาคการศึกษาและการพัฒนาบุคลากร FOURDIGIT จึงได้เดินหน้าสร้างพันธมิตรกับมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2567

    การลงนาม MOU ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในครั้งนี้ ส่งผลให้จำนวนมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาที่เป็นพาร์ทเนอร์ของ FOURDIGIT เพิ่มขึ้นเป็น 10 แห่ง ณ เดือนกันยายน พ.ศ.2569

    นอกจากนี้ จำนวนผู้เข้าร่วมสะสมในโปรแกรมการศึกษาด้าน Service Design ของ FOURDIGIT ทั้งในประเทศไทย มาเลเซีย และญี่ปุ่น ได้บรรลุยอดรวม 520 คนแล้ว

    ในอนาคต FOURDIGIT จะยังคงมุ่งมั่นร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาต่างๆ ต่อไป เพื่อขยายโอกาสในการเรียนรู้และลงมือปฏิบัติจริงด้าน Service Design ให้แก่นิสิตและบุคลากรรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง

    ข้อมูลองค์กร

    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกและเป็นหนึ่งในสถาบันอุดมศึกษาที่มีชื่อเสียงที่สุดของประเทศไทย ได้รับการยอมรับให้เป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของประเทศไทยจากการจัดอันดับมหาวิทยาลัยระดับโลกหลักๆ 3 สำนัก ได้แก่ World University Rankings 2025, QS World University Rankings 2025 และ Asian University Rankings 2024

    ในการจัดอันดับ QS World University Rankings 2025 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้รับการจัดให้อยู่ในอันดับที่ 277 ของโลก และอันดับที่ 43 ของเอเชีย โดยสามารถรักษาตำแหน่งมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของประเทศไทยติดต่อกันเป็นปีที่ 16

    ・ที่อยู่ : ถนนพญาไท แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330 ประเทศไทย

    ・เว็บไซต์ : https://www.chula.ac.th/en/

    ・ก่อตั้ง : พ.ศ. 2460

    ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ได้รับการเผยแพร่บน ด้วยเช่นกัน VRITIMES

  • TCL ส่งต่อความห่วงใยในโอกาสครบรอบ 22 ปี ร่วมกับ ททบ.5 และอีจัน พร้อมบริการตรวจเช็กถึงบ้านและค่าแรงซ่อมฟรี ลดค่าอะไหล่ 50% ช่วยฟื้นฟูเครื่องใช้ไฟฟ้าหลังน้ำลด

    TCL ส่งต่อความห่วงใยในโอกาสครบรอบ 22 ปี ร่วมกับ ททบ.5 และอีจัน พร้อมบริการตรวจเช็กถึงบ้านและค่าแรงซ่อมฟรี ลดค่าอะไหล่ 50% ช่วยฟื้นฟูเครื่องใช้ไฟฟ้าหลังน้ำลด

    เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2569 บริษัท ทีซีแอล อิเล็กทรอนิกส์ (ไทยแลนด์) จำกัด   ส่งต่อความห่วงใยเนื่องในโอกาสครบรอบ 22 ปี ร่วมกับสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 (ททบ.5) บริจาคอาหาร น้ำดื่ม พร้อมอุปกรณ์และน้ำยาทำความสะอาดบ้าน เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมทั้งในช่วงประสบภัยและการฟื้นฟูบ้านหลังน้ำลด โดยได้รับความร่วมมือจากแม็คโคร (Makro) ในการจัดเตรียมสิ่งของ พร้อมร่วมบริจาคน้ำดื่มผ่านอีจัน เพื่อส่งต่อความช่วยเหลือแก่ผู้ได้รับผลกระทบอีกช่องทางหนึ่ง

    TCL ตั้งใจให้โอกาสครบรอบ 22 ปีเป็นส่วนหนึ่งของการส่งต่อสิ่งดี ๆ ให้แก่สังคม ด้วยการสนับสนุนสิ่งของที่ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในช่วงภัยพิบัติ ควบคู่กับการเตรียมความพร้อมสำหรับการฟื้นฟูที่อยู่อาศัยเมื่อระดับน้ำลดลง เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของผู้ประสบภัยและเป็นกำลังใจให้ทุกครอบครัวผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบาก

    สำหรับการช่วยเหลือร่วมกับ ททบ.5 ทาง TCL ได้ส่งมอบอาหารและน้ำดื่ม รวมถึงอุปกรณ์และน้ำยาทำความสะอาดบ้าน โดยมีแม็คโครช่วยจัดเตรียมสิ่งของ และ 

    ททบ.5 เป็นผู้ส่งต่อความช่วยเหลือไปยังผู้ประสบภัย การบริจาคจึงครอบคลุมทั้งสิ่งจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตในช่วงน้ำท่วม และสิ่งของสำหรับทำความสะอาดบ้านหลังน้ำลด ซึ่งเป็นอีกขั้นตอนสำคัญในการกลับมาใช้ชีวิตประจำวัน

    ขณะเดียวกัน TCL ได้ร่วมบริจาคน้ำดื่มผ่านอีจัน เพื่อสนับสนุนการช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยหวังว่าการร่วมแรงร่วมใจของทุกภาคส่วนจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและส่งต่อกำลังใจไปยังครอบครัวที่ได้รับผลกระทบ

    นอกจากนี้ TCL ยังช่วยลดภาระค่าซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เสียหายจากน้ำท่วม ด้วย บริการตรวจเช็กถึงบ้านฟรี ค่าแรงซ่อมฟรี และส่วนลดค่าอะไหล่ 50% สำหรับผลิตภัณฑ์ TCL ทุกประเภทในพื้นที่กรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม สมุทรปราการ สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม ระหว่างวันที่ 3–31 ตุลาคม 2569 สำหรับลูกค้าที่ผ่านเกณฑ์การตรวจสอบจากช่างผู้เชี่ยวชาญ

    แจ้งซ่อมผ่าน LINE: @tclservicecenter เวลา 09.00–21.00 น. หรือ โทร. 02-026-6286 กด 4 เวลา 09.00–18.00 น. ทุกวัน เว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์

    TCL ขอขอบคุณแม็คโครที่ช่วยจัดเตรียมสิ่งของ ตลอดจน ททบ.5 และอีจันที่ร่วมส่งต่อความช่วยเหลือ พร้อมส่งความห่วงใยถึงผู้ประสบภัย เจ้าหน้าที่ และอาสาสมัครทุกคน ขอให้ทุกครอบครัวปลอดภัย และผ่านพ้นช่วงเวลานี้ไปด้วยกัน

    #ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม #TCL #TCLThailand #TCL22Years #Makro #ททบ5 #อีจัน

    ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ได้รับการเผยแพร่บน ด้วยเช่นกัน VRITIMES

  • Onboarding ที่ดีคือจุดเริ่มต้นของการรักษาพนักงาน: บทเรียนจากองค์กรไทยปี 2569

    Onboarding ที่ดีคือจุดเริ่มต้นของการรักษาพนักงาน: บทเรียนจากองค์กรไทยปี 2569

    เกินครึ่งของพนักงานไทยไม่ประทับใจ Onboarding

    ข้อมูลจาก Robert Walters ประเทศไทย เปิดเผยว่าเพียง 15% ของผู้เชี่ยวชาญในไทยให้คะแนนประสบการณ์ Onboarding ว่า “ยอดเยี่ยม” ขณะที่ 35% บอกว่าอยู่ในระดับ “ปานกลาง” และ 16% ระบุว่า “แย่หรือแย่มาก” ตัวเลขนี้ชี้ว่าองค์กรไทยยังมีช่องว่างอีกมากในการปรับปรุงกระบวนการต้อนรับและผสานพนักงานใหม่เข้าสู่องค์กร

    ความเชื่อมโยงที่มองข้าม: Onboarding กับอัตราการลาออก

    ที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือมีเพียง 29% ของพนักงานที่บอกว่าประสบการณ์ Onboarding ทำให้พวกเขามีแนวโน้มที่จะอยู่กับองค์กรต่อไป ช่องว่างระหว่างการสนับสนุนจากหัวหน้างานโดยตรง (71% รู้สึกได้รับการสนับสนุน) กับความผูกพันระยะยาว (29% เท่านั้น) สะท้อนว่าองค์กรยังไม่สามารถเปลี่ยน Onboarding ให้เป็นเครื่องมือสร้างความผูกพันที่แท้จริง

    ทำไม Onboarding จึงล้มเหลว: มองลึกลงไปที่สาเหตุ

    กับดักของ “งานธุรการที่ต้องทำให้เสร็จ”

    Punyanuch Sirisawadwattana ผู้จัดการประจำประเทศไทยของ Robert Walters ชี้ว่าบริษัทหลายแห่งยังคงมองว่า Onboarding เป็นกระบวนการที่ต้องทำให้เสร็จ มากกว่าจะเป็นส่วนสำคัญของการนำบุคลากรใหม่เข้าสู่องค์กร ทัศนคตินี้ทำให้ Onboarding กลายเป็นเพียงการกรอกเอกสาร แนะนำกฎระเบียบ และส่งต่อให้หัวหน้างาน โดยขาดการออกแบบประสบการณ์ที่น่าจดจำ

    ช่องว่างที่ใหญ่ที่สุด: การสนับสนุนจากหัวหน้างาน

    “หนึ่งในช่องว่างที่ใหญ่ที่สุดคือการสนับสนุนจากหัวหน้างาน” Punyanuch กล่าว โดยเน้นว่าหัวหน้างานโดยตรงมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้พนักงานใหม่ปรับตัวและสร้างความมั่นใจ หัวหน้างานต้องรับผิดชอบกระบวนการ Onboarding มากขึ้น ด้วยการให้การฝึกอบรมที่เหมาะสม กำหนดความคาดหวังที่ชัดเจน และจัดประชุมกับพนักงานใหม่อย่างสม่ำเสมอ

    แนวทางที่องค์กรชั้นนำใช้เพื่อพลิกเกม Onboarding

    สร้างความชัดเจนตั้งแต่วันแรก

    พนักงานใหม่ต้องเข้าใจว่าสิ่งใดถูกคาดหวังจากพวกเขา ลำดับความสำคัญคืออะไร และความสำเร็จในบทบาทของพวกเขาหน้าตาเป็นอย่างไร ความชัดเจนนี้ช่วยลดความไม่แน่นอนและช่วยให้พนักงานมีประสิทธิภาพเร็วขึ้น

    ขยายกรอบเวลาจาก 90 วันสู่การดูแลระยะยาว

    Robert Walters แนะนำให้องค์กรขยายมุมมอง Onboarding จากวันแรกๆ ไปสู่กระบวนการระยะยาว โดย 90 วันแรกมีความสำคัญเป็นพิเศษ แม้ว่ากฎหมายแรงงานไทยจะอนุญาตให้มีระยะทดลองงานได้ถึง 119 วันก็ตาม การช่วยให้พนักงานเปลี่ยนจากช่วงเรียนรู้และสร้างความสัมพันธ์ ไปสู่การมีส่วนร่วมและทำงานได้อย่างอิสระใน 90 วันแรก เป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง

    ใช้เทคโนโลยีเป็นตัวช่วย ไม่ใช่ตัวแทนของมนุษย์

    เทคโนโลยีและ AI สามารถทำให้ Onboarding มีประสิทธิภาพและรวดเร็วขึ้น แต่ควรเป็นตัวสนับสนุน ไม่ใช่ตัวแทนของการมีปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ พนักงานต้องการรู้สึกเชื่อมโยงกับทีมและหัวหน้างานเพื่อให้รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าและประสบความสำเร็จในบทบาทของตน

    กรณีศึกษาจากแนวปฏิบัติที่ดี

    การสร้างความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งตั้งแต่วันแรก

    มาตรการง่ายๆ เช่น ข้อความต้อนรับเฉพาะบุคคล การแนะนำพนักงานใหม่ให้รู้จักเพื่อนร่วมงานและผู้นำอาวุโส และการติดตามอย่างสม่ำเสมอว่าพวกเขาปรับตัวได้อย่างไร สามารถช่วยเสริมสร้างความผูกพันและการรักษาพนักงานได้ มาตรการเหล่านี้ไม่ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล แต่ต้องมีความตั้งใจและความสม่ำเสมอ

    การยอมรับว่าเวลาที่ใช้ในการพัฒนาไม่ใช่การสูญเสียผลิตภาพ

    การสำรวจพบว่าประมาณหนึ่งในสี่ของพนักงานบอกว่าพวกเขาต้องใช้เวลา 3-6 เดือนกว่าจะทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพในบทบาทใหม่ สำหรับพนักงานระดับอาวุโสหรือระดับผู้นำอาจต้องใช้เวลา 6-9 เดือน องค์กรควรมองว่านี่เป็นกระบวนการลงทุน ไม่ใช่การสูญเสียผลิตภาพ

    Onboarding ที่ดีไม่ใช่แค่การต้อนรับที่อบอุ่นในวันแรก แต่เป็นการออกแบบประสบการณ์ที่ทำให้พนักงานใหม่รู้สึกว่าพวกเขาเลือกถูกที่และต้องการอยู่ต่อ องค์กรที่ลงทุนในกระบวนการนี้จะเห็นผลตอบแทนในรูปของอัตราการลาออกที่ลดลงและความผูกพันที่เพิ่มขึ้น

  • ระบบบัญชีออนไลน์กับสงครามชิงตลาด SME ไทยที่ร้อนแรงที่สุดในปี 2026

    ระบบบัญชีออนไลน์กับสงครามชิงตลาด SME ไทยที่ร้อนแรงที่สุดในปี 2026

    สนามรบใหม่ของแพลตฟอร์มบัญชี

    ตลาดซอฟต์แวร์บัญชีในประเทศไทยกำลังเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดจะแตะ 215 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 และเพิ่มขึ้นเป็น 245 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2032 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ย 1.9% ต่อปี ตัวเลขเหล่านี้อาจดูไม่หวือหวา แต่เบื้องหลังคือการแข่งขันที่ดุเดือดระหว่างแพลตฟอร์มท้องถิ่นและระดับโลกที่ต้องการครองใจ SME ไทยกว่า 3 ล้านราย

    FlowAccount: เจ้าตลาดที่ไม่มีใครมองข้าม

    FlowAccount เป็นแพลตฟอร์มบัญชีคลาวด์สัญชาติไทยที่มีฐานผู้ใช้งานกว่า 130,000 บริษัท และมีเครือข่ายสำนักงานบัญชีพันธมิตรกว่า 5,000 แห่งทั่วประเทศ ความสำเร็จนี้ไม่ได้มาจากการเป็นแค่ซอฟต์แวร์บันทึกบัญชี แต่มาจากการสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมโยงนักบัญชี เจ้าของธุรกิจ และสถาบันการเงินเข้าด้วยกัน ในงาน Digital Accounting Conference 2026 ที่ FlowAccount จัดขึ้นเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา มีการถกเถียงในหัวข้อที่ว่า AI จะเป็นวิกฤติหรือโอกาสของนักบัญชีไทย ซึ่งสะท้อนว่าการแข่งขันไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องฟีเจอร์ แต่รวมถึงการกำหนดทิศทางของวิชาชีพในอนาคต

    PEAK: พันธมิตรธนาคารที่เปลี่ยนเกม

    PEAK เป็นอีกหนึ่งผู้เล่นสำคัญที่สร้างความแตกต่างด้วยการจับมือกับธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ ทั้งความร่วมมือกับ UOB ที่เปิดให้ SME ที่ใช้ระบบ PEAK ยื่นขอสินเชื่อได้โดยใช้ข้อมูลบัญชีดิจิทัลแทนหลักทรัพย์ค้ำประกัน และความร่วมมือกับ SCB ที่พัฒนาระบบเชื่อมต่อธนาคารโดยตรง ลดขั้นตอนการทำงานซ้ำซ้อนได้ถึง 12 เท่า

    ความร่วมมือระหว่าง PEAK และ SCB ในเดือนมีนาคม 2026 เปิดตัวฟีเจอร์ที่ช่วยให้ธุรกิจรับเงินผ่าน QR Payment และข้อมูลถูกบันทึกเข้าสู่ระบบบัญชีอัตโนมัติ ลดขั้นตอนจาก 3 ขั้นตอนเหลือเพียง 1 ขั้นตอน ขณะที่การอัปโหลดไฟล์ Payroll เพื่อตัดจ่ายเงินเดือนช่วยลดงานได้ถึง 10 เท่าเมื่อเทียบกับการคีย์ทีละรายการ

    Odoo: อาวุธของ SME ที่ต้องการครบวงจร

    Odoo เป็น ERP ระดับโลกที่ปรับแต่งสำหรับตลาดไทยโดยเฉพาะ ด้วยการรองรับภาษาไทยและ Thai Localization ที่ครบถ้วน รวมถึง VAT 30 รายงาน ภาษีหัก ณ ที่จ่าย e-Tax Invoice & e-Receipt และการเชื่อมต่อกับ PromptPay และ Mobile Banking จุดแข็งของ Odoo คือการเป็นระบบเดียวที่ครอบคลุมทั้งบัญชี การขาย สต็อก และทรัพยากรบุคคล เหมาะสำหรับ SME ที่ต้องการขยายธุรกิจโดยไม่ต้องเปลี่ยนระบบหลายรอบ

    ตลาดที่ยังมีช่องว่างให้เติม

    แม้การแข่งขันจะร้อนแรง แต่ข้อมูลจากงานวิจัยพบว่าปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกใช้โปรแกรมบัญชีของสถานประกอบการขนาดเล็กในเขตปทุมธานีให้ความสำคัญกับความสามารถในการทำงาน (ค่าเฉลี่ย 4.52) ลักษณะการใช้งาน (4.35) และความไม่ซับซ้อนของโปรแกรม ซึ่งหมายความว่ายังมีช่องว่างสำหรับผู้เล่นรายใหม่ที่สามารถตอบโจทย์ความเรียบง่ายและใช้งานง่ายได้ดีกว่าผู้เล่นรายเดิม

  • IMAGO Technologies เปิดตัว PaperSmart แท็บเล็ตนวัตกรรม 2 โหมดการทำงาน พลิกโฉมประสบการณ์การเรียนรู้ด้วยพลัง AI จาก EdPrep.ai

    IMAGO Technologies เปิดตัว PaperSmart แท็บเล็ตนวัตกรรม 2 โหมดการทำงาน พลิกโฉมประสบการณ์การเรียนรู้ด้วยพลัง AI จาก EdPrep.ai

    ผสานการเรียนการสอนในห้องเรียน
    การอ่านทบทวนด้วยตนเอง และระบบประเมินผลไว้ในเครื่องเดียว พร้อมผู้ช่วย AI ที่ปรับการเรียนรู้ให้เหมาะกับผู้เรียนแต่ละบุคคล

    กรุงเทพฯ, 6 ตุลาคม 2569 — IMAGO Technologies ประกาศเปิดตัว
    PaperSmart แท็บเล็ตนวัตกรรมใหม่ที่มาพร้อม 2 โหมดการทำงาน
    ผสานแพลตฟอร์มการเรียนรู้ส่วนบุคคล EdPrep.ai
    เข้ากับชุดเครื่องมือการสอนในชั้นเรียน ระบบประเมินผลดิจิทัล
    และระบบบริหารจัดการอุปกรณ์ไว้อย่างครบวงจรในอุปกรณ์เดียว

    PaperSmart ได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์รูปแบบการเรียนการสอนยุคใหม่
    โดยรวบรวมทุกกิจกรรมการเรียนรู้ไว้บนหน้าจอเดียว ผู้เรียนสามารถอ่านตำรา
    ทบทวนบทเรียน จดบันทึกด้วยลายมือ และฝึกทำแบบฝึกหัดได้อย่างเป็นขั้นตอน
    ขณะที่สถาบันการศึกษาสามารถดูแลและบริหารจัดการอุปกรณ์ของนักเรียนทั่วทั้งโรงเรียนได้อย่างปลอดภัยผ่านระบบบริหารจัดการส่วนกลาง

     

    ติวเตอร์ AI ส่วนบุคคล
    ยกระดับการอ่านทบทวนและการเรียนรู้ด้วยตนเอง
     

    หัวใจสำคัญของ PaperSmart คือ EdPrep.ai แพลตฟอร์ม AI เพื่อการเรียนรู้เฉพาะบุคคล
    ที่มุ่งช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจเนื้อหาอย่างลึกซึ้ง มองเห็นโครงสร้างความคิด
    แก้ไขจุดที่มักเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน
    และเตรียมความพร้อมสำหรับการสอบได้อย่างมีทิศทาง  เพราะความท้าทายสำคัญของนักเรียนในปัจจุบันไม่ใช่การค้นหาข้อมูล
    แต่คือการไม่รู้ว่าควรเรียนรู้อะไรต่อไป ไม่เข้าใจสาเหตุที่ตอบคำถามผิด
    และไม่สามารถเปลี่ยนคำแนะนำให้กลายเป็นพัฒนาการที่จับต้องได้

    EdPrep.ai จึงทำหน้าที่เสมือน “สมองที่สอง” (Second Brain) คอยช่วยอธิบายเนื้อหา
    แนะนำแบบฝึกหัด และกระตุ้นกระบวนการคิดอย่างเป็นขั้นตอนผ่านผู้ช่วย AI บนหน้าจอ โดยทำงานร่วมกับระบบ Smart Learning Memory ที่ประมวลผลประวัติการเรียน
    ผลการสอบ และพัฒนาการของผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง
    เพื่อวิเคราะห์จุดแข็งและประเด็นที่ควรได้รับการเสริมทักษะเพิ่มเติมได้อย่างแม่นยำและเป็นระบบในทุกครั้งที่เปิดใช้งาน

    EdPrep.ai รองรับการเตรียมสอบวัดระดับมาตรฐานสากล อาทิ IGCSE, IELTS, TOEFL และ SAT พร้อมแบบฝึกหัดที่ครอบคลุมทั้งข้อสอบปรนัย
    การคำนวณ การเขียนเรียงความ (Essay) และการสอบพูด  ในด้านผู้สอน
    เครื่องมือนี้ยังช่วยเชื่อมโยงการเรียนการสอนในห้องเรียนเข้ากับการอ่านทบทวนและการเรียนรู้ด้วยตนเองนอกเวลาเรียนของนักเรียนได้อย่างไร้รอยต่อ

    “เราตั้งใจนำ PaperSmart และ EdPrep.ai เข้าสู่ตลาดเพื่อยกระดับการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการศึกษา
    นี่ไม่ใช่เพียงการเปิดตัวฮาร์ดแวร์ทั่วไป
    แต่เป็นการผสานฮาร์ดแวร์เฉพาะทางเข้ากับซอฟต์แวร์ AI ที่สามารถปรับตัวตามผู้เรียน
    เพื่อยกระดับมาตรฐานการเรียนการสอนไปอีกขั้น”  Rob Hughes ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายรายได้ (Chief Revenue Officer) ของ IMAGO Technologies กล่าว

     

    ปรับเปลี่ยนได้ 2 โหมด
    ตอบโจทย์ทุกสไตล์การใช้งาน
     

    ผู้ใช้สามารถสลับรูปแบบการแสดงผลของ PaperSmart ได้ทันทีเพียงแตะหน้าจอสองครั้ง
    (Double Tap) โดยมี 2 โหมดให้เลือกใช้งาน ได้แก่

    * Standard Mode: หน้าจอสีสันสดใส คมชัดสมจริง
    เหมาะสำหรับสื่อการเรียนรู้แบบอินเทอร์แอคทีฟ วิดีโอ และงานกราฟิก

    * Paper Mode: หน้าจอโทนสบายตาที่จำลองประสบการณ์การอ่านบนกระดาษ
    เหมาะสำหรับการอ่านหนังสือเป็นเวลานานและการเขียนจดบันทึก

    การสลับโหมดทำได้อย่างราบรื่นโดยไม่รบกวนงานที่กำลังดำเนินอยู่
    ไม่ว่าจะเป็นแอปพลิเคชัน หน้าเอกสาร หรือบันทึกที่เขียนค้างไว้
    ทุกอย่างยังคงอยู่ในตำแหน่งเดิม พร้อมให้ผู้ใช้ทำงานต่อได้ทันทีโดยไม่ต้องเปิดใหม่

    PaperSmart ยังมาพร้อม  IMAGO Collab กระดานทำงานอัจฉริยะ
    เชื่อมต่อการเรียนรู้และการทำงานร่วมกัน   IMAGO Collab ซึ่งติดตั้งมาในตัวเครื่อง
    ได้รวมฟังก์ชันไวท์บอร์ดอัจฉริยะและสมุดบันทึกดิจิทัลไว้ด้วยกัน
    ช่วยให้ครูและนักเรียนสามารถเขียน วาดภาพ จดบันทึกข้อความ
    และทำงานร่วมกันได้แบบเรียลไทม์ พร้อมเทมเพลตสำเร็จรูปและรองรับการเชื่อมต่อกับ Google Workspace

    นอกจากนี้ ยังมาพร้อมฟังก์ชัน Meeting Mind สำหรับบันทึกเสียงการบรรยาย
    การประชุม หรือการอภิปรายกลุ่มแบบออฟไลน์
    พร้อมระบบถอดเสียงและสรุปเนื้อหาโดยอัตโนมัติ
    ช่วยเปลี่ยนบทสนทนาให้กลายเป็นเอกสารสรุปบทเรียนและรายการสิ่งที่ต้องดำเนินการได้ทันที

     

    เครื่องมือบริหารจัดการอุปกรณ์และควบคุมการสอบสำหรับสถาบันการศึกษา

    ทีม IT ของโรงเรียนและมหาวิทยาลัยสามารถลงทะเบียน
    กำหนดนโยบาย และดูแลความปลอดภัยของ PaperSmart
    ทุกเครื่องจากระยะไกลผ่านระบบ Mobile Device Management

    มีโหมด Proctor Mode สำหรับการสอบดิจิทัล
    ช่วยจำกัดการเข้าถึงแอปพลิเคชันและฟังก์ชันที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสอบ
    เพื่อป้องกันการทุจริตและสร้างสภาพแวดล้อมการสอบที่มีความน่าเชื่อถือ

     

    การจัดจำหน่ายและโปรโมชันเปิดตัว

    IMAGO Technologies เปิดรับลงทะเบียนสำหรับสถาบันการศึกษาและองค์กรที่สนใจนำ
    PaperSmart ไปใช้งาน พร้อมมอบสิทธิพิเศษในช่วงเปิดตัว
    ทั้งราคาพิเศษสำหรับการสั่งซื้อในระดับองค์กร และแพ็กเกจจัดชุดสุดคุ้ม

    ผู้สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและลงทะเบียนได้ที่
    imago.us/paper-smart-tablet/

     

    เกี่ยวกับ IMAGO Technologies 

    IMAGO Technologies เป็นผู้นำระดับโลกด้านโซลูชันห้องเรียนอัจฉริยะแบบครบวงจร (Unified Smart Classroom) และพื้นที่ทำงานร่วมกัน
    โดยมุ่งสนับสนุนสถาบันการศึกษาและองค์กรธุรกิจทั่วโลกให้สามารถจัดการเรียนการสอน
    การเรียนรู้ และการทำงานร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อ  IMAGO มุ่งมั่นลดช่องว่างระหว่างประสิทธิภาพของฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ SaaS อัจฉริยะ
    และระบบบริหารจัดการส่วนกลางระดับสถาบัน
    เพื่อสร้างประสบการณ์การใช้งานเทคโนโลยีที่เชื่อมโยงกันอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติม
    ได้ที่  imago.us

     

    ข้อมูลติดต่อสำหรับสื่อมวลชล

    IMAGO Technologies 
    อีเมล: hello@imago.us 
    เว็บไซต์: imago.us

    ติดตาม IMAGO Technologies ได้ทาง LinkedIn, Facebook, Instagram และ YouTube

    ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ได้รับการเผยแพร่บน ด้วยเช่นกัน VRITIMES

  • พลวัตการเติบโตของ Thai ESG Fund – วิเคราะห์ผลการดำเนินงานและประมาณการตลาดทุนไทย 2026

    พลวัตการเติบโตของ Thai ESG Fund – วิเคราะห์ผลการดำเนินงานและประมาณการตลาดทุนไทย 2026

    ยุคใหม่ของการลงทุนอย่างมีความรับผิดชอบ

    อุตสาหกรรมกองทุนรวมไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงพื้นฐานในภูมิทัศน์การลงทุนอย่างยั่งยืน กองทุน Thai ESG (Thailand ESG Fund) ได้เกินความคาดหมายเริ่มต้น ไม่เพียงแต่เป็นเครื่องมือระดมทุน แต่ยังเป็นกลไกขับเคลื่อนการปฏิรูปการกำกับดูแลกิจการในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย การเติบโตแบบทวีคูณที่บันทึกไว้ตลอดปี 2025 จนถึงครึ่งแรกของปี 2026 ส่งสัญญาณชัดเจนว่านักลงทุนไทยมีความ成熟มากขึ้นในการพิจารณาปัจจัยสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ในการตัดสินใจลงทุน

    ผลการดำเนินงานเชิงปริมาณ: ข้อมูลและตัวเลขล่าสุด

    การเติบโตของ NAV และจำนวนผลิตภัณฑ์

    ณ วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2026 ระบบนิเวศของกองทุน Thai ESG ประกอบด้วย 77 ผลิตภัณฑ์ที่บริหารโดยบริษัทจัดการสินทรัพย์ 19 แห่ง โดยมี NAV รวม 104,107 ล้านบาท—เติบโต 252% จากตำแหน่งสิ้นปี 2024 ตัวเลขนี้ไม่เพียงสะท้อนความชอบของนักลงทุน แต่ยังแสดงถึงการตอบสนองเชิงบวกของตลาดต่อมาตรการจูงใจทางการคลังและการปรับปรุงกรอบกฎระเบียบ

    ผลการดำเนินงานของดัชนี SETESG

    ดัชนี SETESG ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานหลักสำหรับผลการดำเนินงานการลงทุนอย่างยั่งยืน บันทึกผลตอบแทนรวม 23.40% สำหรับระยะเวลาหนึ่งปีจนถึงเดือนพฤษภาคม 2026 แม้ว่าในอดีตดัชนีนี้จะไม่สามารถเอาชนะ SET TRI ได้อย่างสม่ำเสมอในทุกช่วงเวลา แต่โมเมนตัมการฟื้นตัวหลังวิกฤตโควิดแสดงให้เห็นว่าบริษัทที่มีแนวปฏิบัติ ESG ที่เหนือกว่ามีแนวโน้มที่จะยืดหยุ่นต่อแรงกระแทกของตลาดมากกว่า

    ปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโต: ระหว่างกฎระเบียบและความชอบของนักลงทุน

    บทบาทของมาตรการจูงใจทางภาษีในการกระตุ้นการมีส่วนร่วม

    นโยบายลดหย่อนภาษีสูงสุด 300,000 บาทต่อปี โดยมีระยะเวลาถือครอง 5 ปี ได้เปลี่ยนการคำนวณการลงทุนสำหรับนักลงทุนรายย่อยไทย ด้วยอัตราภาษีส่วนเพิ่มสูงสุดถึง 35% มาตรการจูงใจนี้ให้การประหยัดภาษีที่มีนัยสำคัญซึ่งเพิ่มผลตอบแทนสุทธิของนักลงทุนอย่างมีประสิทธิผล

    การกระจายผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมเครื่องมือ

    บริษัทจัดการสินทรัพย์ยังคงสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์รูปแบบต่างๆ ที่เหมาะกับโปรไฟล์ความเสี่ยงที่แตกต่างกัน ตั้งแต่กองทุนดัชนี SET50 ไปจนถึงกองทุนผสม กลุ่มผลิตภัณฑ์ Thai ESG Fund ในปัจจุบันครอบคลุมกลยุทธ์การลงทุนที่หลากหลาย รวมถึงผลิตภัณฑ์ Thai ESGX ที่ให้ความยืดหยุ่นในการจัดสรรสินทรัพย์มากขึ้น

    ความท้าทายและโอกาสท่ามกลางความไม่แน่นอนของโลก

    ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวและสภาพคล่อง

    แม้จะมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว อุตสาหกรรมต้องเผชิญความท้าทายเกี่ยวกับการกระจุกตัวของพอร์ตโฟลิโอในบางภาคส่วน บริษัทที่ผ่านเกณฑ์ ESG ที่เข้มงวดยังมีจำนวนจำกัด ทำให้ผู้จัดการการลงทุนต้องสร้างสมดุลระหว่างคุณภาพ ESG และการกระจายความเสี่ยง ซึ่งมีความเกี่ยวข้องเนื่องจากมีเพียงสองบริษัทจดทะเบียนไทยในปัจจุบันที่ผ่านเกณฑ์เข้มงวดสำหรับโปรแกรม Corporate Value-Up ของ ก.ล.ต.

    โอกาสขยายสู่ตลาดภูมิภาค

    การรวมตัวของตลาดทุนอาเซียนเปิดโอกาสให้กองทุน Thai ESG ลงทุนในสินทรัพย์อย่างยั่งยืนข้ามประเทศ กรอบกฎระเบียบของ ก.ล.ต. ไทยที่อนุญาตให้ลงทุนในกองทุนต่างประเทศที่มีเกณฑ์ ESG บางประการให้พื้นที่การเติบโตเพิ่มเติม

  • HydroNeo และ Algaeba: การปฏิวัติ IoT และ AI ในการเลี้ยงกุ้งของไทย

    HydroNeo และ Algaeba: การปฏิวัติ IoT และ AI ในการเลี้ยงกุ้งของไทย

    เมื่อเกษตรกรกุ้งเปลี่ยนสู่ข้อมูลเรียลไทม์

    ประเทศไทยเป็นหนึ่งในผู้ผลิตกุ้งรายใหญ่ที่สุดของโลก แต่อุตสาหกรรมนี้เผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้างอย่างรุนแรง อัตราการตายของกุ้งสูงถึง 30-80% จากการจัดการคุณภาพน้ำล้มเหลว การระบาดของโรค และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเลี้ยงกุ้งส่วนใหญ่ในไทยดำเนินการโดยเกษตรกรรายย่อยที่ต้องพึ่งพาวิธีดั้งเดิม การสังเกตด้วยตาและการประมาณการด้วยมือ ซึ่งเสี่ยงต่อข้อผิดพลาดและไม่สม่ำเสมอ

    HydroNeo สตาร์ทอัพฐานในประเทศไทย นำเสนอระบบ Smart Farm Management System บนพื้นฐาน Internet of Things (IoT) ที่ช่วยให้เกษตรกรกุ้งติดตามพารามิเตอร์คุณภาพน้ำแบบเรียลไทม์ รวมถึงออกซิเจนละลาย pH และอุณหภูมิ ระบบนี้ไม่เพียงแจ้งเตือนล่วงหน้าต่อสภาวะอันตราย แต่ยังทำให้การทำงานเป็นอัตโนมัติ เช่น การเติมอากาศและการให้อาหาร ซึ่งลดต้นทุนค่าไฟได้ถึง 30% และย่นรอบเก็บเกี่ยวได้ถึง 10 วัน

    ผลกระทบที่วัดได้สำหรับเกษตรกรรายย่อย

    การศึกษาของกระทรวงเกษตรไทยในปี 2023 พบว่าเกษตรกรที่ใช้ HydroNeo เพิ่มผลิตภาพได้ 13% ผ่านอัตราการรอดชีวิตที่ดีขึ้นและการเจริญเติบโตที่แข็งแรง ด้วยการสนับสนุนจาก GSMA Innovation Fund HydroNeo ขยายแอปพลิเคชันเกษตรดิจิทัลด้วยฟีเจอร์ติดตามขนาดกุ้ง ดัชนีราคา ตรวจจับโรค และสมุดบันทึกเกษตรกร

    ที่สำคัญกว่านั้น แอปพลิเคชันนี้ยังใช้ได้กับเกษตรกรที่ไม่ได้ใช้ฮาร์ดแวร์ IoT ของ HydroNeo ทำให้การเข้าถึงกว้างขึ้น เกษตรกรกุ้งกว่า 1,000 รายในภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ของไทยได้รับประโยชน์โดยตรง โดย 79% รายงานว่าฟีเจอร์สมุดบันทึกเกษตรช่วยเพิ่มความสามารถในการติดตามกิจกรรมและเฝ้าระวังสภาพบ่อ ดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ https://www.hydroneo.com/

    SeaThru: การให้อาหารแม่นยำด้วย AI จาก Algaeba

    ขณะที่ HydroNeo เน้นการจัดการคุณภาพน้ำ Algaeba สตาร์ทอัพจากนนทบุรี พัฒนา SeaThru CURRENT และ SeaThru VISION ซึ่งเป็นระบบให้อาหารแม่นยำด้วย AI ที่เปลี่ยนวิธีปฏิบัติแบบดั้งเดิมให้เป็นการตัดสินใจบนฐานข้อมูล SeaThru VISION เป็นระบบตรวจสอบถาดอัตโนมัติที่ยกถาดเป็นระยะ จับภาพอาหารและกุ้ง ตรวจจับอาหารเหลือ และปรับตรรกะเครื่องให้อาหาร โดยไม่ต้องมีมนุษย์แทรกแซง

    ผลลัพธ์ชัดเจน: ลดต้นทุนอาหารได้ถึง 17% (ประหยัดได้ถึง 40,000 บาทต่อเดือนต่อบ่อ) กุ้งโตเร็วขึ้นถึง 15% และปรับปรุงอัตราการเปลี่ยนอาหาร (FCR) 17% เทคโนโลยีนี้ผ่านการทดสอบอย่างเข้มงวดตั้งแต่ปี 2021 และในเดือนตุลาคม 2025 ได้รับอนุญาตเทคโนโลยีจาก NECTEC หน่วยงานวิจัยแห่งชาติไทย

    อนาคตการเลี้ยงกุ้งที่ขับเคลื่อนด้วยดิจิทัล

    การรวมกันของ HydroNeo และ Algaeba สะท้อนภูมิทัศน์ใหม่ของการเลี้ยงกุ้งไทย: อุตสาหกรรมที่เปลี่ยนจากความเชี่ยวชาญเฉพาะบุคคลไปสู่ระบบมาตรฐาน วัดผลได้ และทำซ้ำได้ ความท้าทายข้างหน้าคือการขยายการยอมรับให้ทั่วถึง โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยที่มีข้อจำกัดด้านทุน แต่เมื่อเทคโนโลยีมีราคาจับต้องได้มากขึ้นและระบบนิเวศสตาร์ทอัพเติบโต วิสัยทัศน์การเลี้ยงกุ้งแม่นยำในไทยก็ใกล้ความจริงมากขึ้น ข้อมูลเพิ่มเติมที่ https://www.algaeba.com/

  • ทอท. ทุ่ม 3 แสนล้านบาท ยกระดับ 6 สนามบินรองรับ 160 ล้านผู้โดยสาร สู่การเป็นศูนย์กลางการบินโลก

    ทอท. ทุ่ม 3 แสนล้านบาท ยกระดับ 6 สนามบินรองรับ 160 ล้านผู้โดยสาร สู่การเป็นศูนย์กลางการบินโลก

    ความทะเยอทะยานของไทยในเวทีการบินโลก

    ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. ยังคงเดินหน้าแผนแม่บทระยะยาวที่จะขยายขีดความสามารถของสนามบินทั้ง 6 แห่ง ภายใต้ความรับผิดชอบ ให้รองรับผู้โดยสารได้มากกว่า 160 ล้านคนต่อปีภายในปี 2577

    การขยายสนามบินสุวรรณภูมิ: โครงการ East Expansion

    ทอท. กำลังเร่งรัดการก่อสร้างโครงการ East Expansion ซึ่งจะเพิ่มพื้นที่ใช้งาน 81,000 ตารางเมตร เพื่อยกระดับขีดความสามารถรองรับผู้โดยสารเป็น 70 ล้านคนต่อปีภายในปี 2574 นอกจากนี้ยังมีโครงการ South Terminal มูลค่า 2 แสนล้านบาท ซึ่งอยู่ในขั้นตอนการออกแบบ คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างในปี 2572 และเปิดดำเนินการเฟสแรกในปี 2576

    ดอนเมือง เฟส 3: สนามบินหลักอีกแห่งของกรุงเทพฯ

    สำหรับสนามบินดอนเมือง ทอท. มีแผนก่อสร้างอาคารผู้โดยสารหลังใหม่ (Terminal 3) พร้อมปรับปรุงอาคาร 1 และ 2 อย่างครอบคลุม เพื่ออำนวยความสะดวกในการเชื่อมต่อกับระบบรางของกรุงเทพฯ ภายในปี 2577 โดยมีเป้าหมายเพิ่มขีดความสามารถเป็น 40-50 ล้านคนต่อปี

    การผสานเทคโนโลยี AI สู่การเป็นสนามบินอัจฉริยะ

    ทอท. กำลังดำเนินการปฏิรูปดิจิทัลครั้งใหญ่ ด้วยการติดตั้งระบบ AI เช่น เครื่องตรวจคนเข้าเมืองอัตโนมัติมากกว่า 200 เครื่อง และเครื่องสแกนกระเป๋าสัมภาระแบบ 3D CT เพื่อเพิ่มความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการให้บริการ การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่เพียงแต่ลดระยะเวลารอคอย แต่ยังยกระดับประสบการณ์ของผู้โดยสารให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล

    ข้อมูลเชิงประจักษ์: ปริมาณการจราจรทางอากาศที่เติบโต

    ในช่วง 8 เดือนแรกของปีงบประมาณ 2569 (ตุลาคม 2568 – พฤษภาคม 2569) สนามบินทั้ง 6 แห่งของทอท. ได้รองรับเที่ยวบินทั้งสิ้น 552,119 เที่ยวบิน เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.38 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่ปริมาณผู้โดยสารพุ่งขึ้นร้อยละ 2.76 สู่ระดับ 90.98 ล้านคน ตัวเลขนี้สะท้อนถึงอุปสงค์การเดินทางทางอากาศที่ยังคง resilient แม้จะเผชิญกับอุปสรรคด้านราคาน้ำมัน

    ข้อมูลอ้างอิงที่เกี่ยวข้อง

    รายละเอียดแผนแม่บทการขยายสนามบินของทอท. รวมถึงโครงการ Suvarnabhumi South Terminal และ Don Mueang Phase 3 สามารถดูได้ที่ Nation Thailand

    การเปลี่ยนแปลงค่าธรรมเนียมสนามบิน

    ทอท. ยังมีแผนปรับค่าบริการผู้โดยสารขาออกระหว่างประเทศ (PSC) จาก 730 บาท เป็น 1,120 บาท เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการลงทุนในโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การปรับขึ้นนี้จะช่วยให้ทอท. มีงบประมาณเพียงพอสำหรับการขยายสนามบินในระยะยาว

    แนวโน้มในอนาคต

    การขยายโครงสร้างพื้นฐานของทอท. ไม่เพียงแต่รองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมการบิน แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจในภูมิภาคผ่านการจ้างงาน การท่องเที่ยว และการค้าการลงทุน หากแผนทั้งหมดสำเร็จ ไทยจะกลายเป็นประตูการบินที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

  • ทัวร์สัมผัสประสบการณ์ชมน้ำแข็งลอยแห่งฮอกไกโด คว้ารางวัลสูงสุดด้านการท่องเที่ยวของญี่ปุ่น “รางวัลรัฐมนตรีว่าการกระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน การขนส่ง และการท่องเที่ยว” Club Tourism เริ่มจำหน่ายในต่างประเทศสำหรับฤดูกาล 2027

    ทัวร์สัมผัสประสบการณ์ชมน้ำแข็งลอยแห่งฮอกไกโด คว้ารางวัลสูงสุดด้านการท่องเที่ยวของญี่ปุ่น “รางวัลรัฐมนตรีว่าการกระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน การขนส่ง และการท่องเที่ยว” Club Tourism เริ่มจำหน่ายในต่างประเทศสำหรับฤดูกาล 2027

    ทัวร์ฮอกไกโดสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติ สัมผัสความงดงามของน้ำแข็งลอย 7 จุดชมวิวและประสบการณ์ภายในเวลาเพียง 2 วัน พร้อมเดินทางร่วมกับนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่น ท่ามกลางการเดินทางที่ปลอดภัยและสะดวกสบายในฮอกไกโดช่วงฤดูหนาว

    บริษัท Club Tourism Co., Ltd. บริษัทนำเที่ยวของญี่ปุ่น ประกาศว่า ทัวร์ฮอกไกโดสำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ต้องการสัมผัสประสบการณ์ชมน้ำแข็งลอย ได้รับรางวัลรัฐมนตรีว่าการกระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน การขนส่ง และการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น จาก “Tour Grand Prix 2026” ซึ่งเป็นรางวัลสำหรับผลิตภัณฑ์และบริการด้านการท่องเที่ยวที่โดดเด่น

    ทัวร์ดังกล่าวได้รับการออกแบบในรูปแบบที่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นและนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางร่วมกันในกำหนดการเดียวกัน พร้อมสร้างโอกาสในการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมผ่านการรองรับหลายภาษา และได้รับการประเมินในระดับสูงในฐานะผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวที่ช่วยให้นักเดินทางสามารถเยี่ยมชมพื้นที่ชิเรโตโกะและอาบาชิริ ซึ่งเข้าถึงได้ยากสำหรับการเดินทางด้วยตนเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    จากการได้รับรางวัลครั้งนี้ Club Tourism เริ่มเปิดจำหน่ายทัวร์สำหรับตลาดต่างประเทศสำหรับฤดูหนาวปี 2027 โดยมุ่งเน้นตลาดเอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ พร้อมเผยแพร่เสน่ห์ของฮอกไกโดในช่วงฤดูหนาวสู่กลุ่มนักท่องเที่ยวทั่วโลก

    ทัวร์นี้รวบรวมไฮไลต์สำคัญของฮอกไกโดในช่วงฤดูหนาวไว้ภายในเวลาเพียง 2 วัน พร้อมพาเดินทางสัมผัส 7 จุดชมวิวและประสบการณ์เกี่ยวกับน้ำแข็งลอย โดยเดินทางผ่านพื้นที่โดโตะ (Eastern Hokkaido) ซึ่งรวมถึงชิเรโตโกะ หนึ่งในแหล่งมรดกโลกทางธรรมชาติของ UNESCO

    นักท่องเที่ยวสามารถสัมผัสเสน่ห์ของฮอกไกโดในฤดูหนาวที่ยากจะสัมผัสได้จากการเดินทางด้วยตนเอง เช่น การโดยสารเรือตัดน้ำแข็งชมธรรมชาติ “โอโรระ” และกิจกรรมสัมผัสน้ำแข็งลอยอย่างใกล้ชิด

    URL หน้าทัวร์:
    https://tour.club-t.com/zh-CHT/tour/detail?p_from=800000&p_baitai=979&p_baitai_web=XX001&argument=UCwNomcJ&dmai=a6a8bd5b8afb02&utm_source=owned&utm_medium=pr&utm_campaign=00_owned_pr_10005&utm_content=10005&p_course_no2=22724

    ● 7 ประสบการณ์สัมผัสน้ำแข็งลอยแห่งฮอกไกโด

    ① ชมทัศนียภาพพาโนรามาของน้ำแข็งลอยจากภูเขาเท็นโตะ
    ② สัมผัสน้ำแข็งลอยที่เมืองชาริ
    ③ ชมวิวจากห้องอาบน้ำขนาดใหญ่ของโรงแรมชิเรโตโกะ ไดอิจิ
    ④ น้ำตกโอชิงโกะชิน
    ⑤ สถานีคิตะฮามะ ซึ่งเป็นที่รู้จักในฐานะสถานีรถไฟที่อยู่ใกล้น้ำแข็งลอยมากที่สุด
    ⑥ สถานีริมทางอะบาชิริ
    ⑦ โดยสารเรือตัดน้ำแข็ง “โอโรระ” เพื่อสัมผัสน้ำแข็งลอยอย่างใกล้ชิด

    ● ที่พักชั้นเลิศและอาหารรสเลิศ

    ที่พักคือ “โรงแรมชิเรโตโกะ ไดอิจิ” รีสอร์ตโฮเทลชั้นนำในพื้นที่ชิเรโตโกะ พร้อมเพลิดเพลินกับออนเซ็นและอาหารที่มีเอกลักษณ์เฉพาะของฮอกไกโด

    ● การจองที่สะดวกง่ายดาย

    นักท่องเที่ยวจากทั่วโลกสามารถจองทัวร์ได้อย่างง่ายดายผ่านเว็บไซต์อย่างเป็นทางการที่รองรับหลายภาษา

    ● ช่วงเวลาออกเดินทาง

    มีกำหนดออกเดินทางเป็นระยะ ตั้งแต่ช่วงปลายเดือนมกราคมถึงต้นเดือนมีนาคม 2027 โดยสามารถตรวจสอบวันออกเดินทางและราคาทัวร์ได้จากเว็บไซต์อย่างเป็นทางการ

    [เบื้องหลังการได้รับรางวัลและคุณค่าของ “รางวัลรัฐมนตรีว่าการกระทรวงฯ”]

    “Tour Grand Prix” เป็นรางวัลที่มอบให้แก่ผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวที่มีความโดดเด่น ซึ่งได้รับการวางแผนและดำเนินการในประเทศญี่ปุ่น

    ทัวร์ของ Club Tourism ได้รับรางวัลรัฐมนตรีว่าการกระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน การขนส่ง และการท่องเที่ยวแห่งประเทศญี่ปุ่น จากความโดดเด่นในฐานะทัวร์ที่เปิดโอกาสให้นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นและนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาเยือนญี่ปุ่นเข้าร่วมการเดินทางในเส้นทางเดียวกัน รวมถึงการส่งเสริมการท่องเที่ยวฮอกไกโดช่วงฤดูหนาวให้มีความปลอดภัยและสะดวกสบาย พร้อมมีส่วนช่วยสนับสนุนการท่องเที่ยวในท้องถิ่น

    จุดสำคัญที่ได้รับการประเมินมีดังนี้

    ● ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนระหว่างนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นและนักท่องเที่ยวต่างชาติ

    มอบประสบการณ์การท่องเที่ยวที่นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นและนักท่องเที่ยวต่างชาติสามารถเดินทางในฮอกไกโดตามกำหนดการเดียวกัน พร้อมสัมผัสการแลกเปลี่ยนที่ก้าวข้ามข้อจำกัดด้านภาษาและวัฒนธรรม รวมถึงการต้อนรับแบบญี่ปุ่น

    ● ส่งเสริมความปลอดภัยในการท่องเที่ยวฮอกไกโดช่วงฤดูหนาว

    ช่วยลดความเสี่ยงจากการขับรถเช่าบนถนนที่มีหิมะ ซึ่งเป็นหนึ่งในความท้าทายของการท่องเที่ยวฮอกไกโดช่วงฤดูหนาว ผ่านแพ็กเกจทัวร์ที่มีเจ้าหน้าที่ดูแลการเดินทางและคนขับรถมืออาชีพ

    ● การส่งเสริมเศรษฐกิจในท้องถิ่นและการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน

    ด้วยรูปแบบทัวร์ที่เปิดให้นักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นและนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้าร่วมการเดินทางเดียวกัน ทำให้สามารถส่งเสริมนักท่องเที่ยวเข้าสู่พื้นที่ได้อย่างต่อเนื่อง พร้อมสนับสนุนที่พักและผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยวในท้องถิ่น

    นอกจากนี้ ยังมีส่วนช่วยรักษาสภาพแวดล้อมด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ผ่านการให้ความรู้เกี่ยวกับมารยาทในการท่องเที่ยวโดยเจ้าหน้าที่ดูแลการเดินทาง

    [แนวทางการดำเนินงานในอนาคต (ความคิดเห็นจากผู้บริหาร)]

    บริษัทมองว่ารางวัลครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการเชื่อมโยงเสน่ห์ของสถานที่ท่องเที่ยวทั่วญี่ปุ่นกับนักเดินทางจากทั่วโลก

    Club Tourism จะเดินหน้าสื่อสารเสน่ห์ของฮอกไกโดและแหล่งท่องเที่ยวต่าง ๆ ทั่วญี่ปุ่นผ่านเว็บไซต์ที่รองรับหลายภาษา พร้อมนำเสนอผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวที่หลากหลาย เพื่อมอบประสบการณ์การเดินทางคุณภาพสูงแก่ลูกค้าจากต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

    [เกี่ยวกับ Club Tourism Co., Ltd.]

    Club Tourism Co., Ltd. เป็นหนึ่งในบริษัทนำเที่ยวชั้นนำของญี่ปุ่น โดยวางแผนและดำเนินการทัวร์หลากหลายรูปแบบตามธีม รวมถึงทัวร์พร้อมเจ้าหน้าที่ดูแลตลอดการเดินทาง

    บริษัทนำเสนอประสบการณ์การท่องเที่ยวที่สะท้อนเสน่ห์ของแต่ละพื้นที่ให้แก่ลูกค้าทั้งในประเทศญี่ปุ่นและต่างประเทศ

    เว็บไซต์อย่างเป็นทางการหลายภาษา

    ภาษาจีน (ตัวเต็ม)
    https://www.club-t.com/zh-CHT/

    ภาษาอังกฤษ
    https://www.club-t.com/en/

    ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ได้รับการเผยแพร่บน ด้วยเช่นกัน VRITIMES

  • ยุทธศาสตร์ Thai SELECT กับ Soft Power อาหารไทย 1,419 ร้านใน 70 ประเทศ และเป้าหมายเศรษฐกิจ 700 พันล้านบาท

    ยุทธศาสตร์ Thai SELECT กับ Soft Power อาหารไทย 1,419 ร้านใน 70 ประเทศ และเป้าหมายเศรษฐกิจ 700 พันล้านบาท

    Thai SELECT กับยุทธศาสตร์ Soft Power ที่ขับเคลื่อนร้านอาหารไทยสู่ 70 ประเทศ เครือข่าย Thai SELECT ที่กว้างขึ้นและความหมายใหม่ของอาหารไทยระดับโลก กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ภายใต้กระทรวงพาณิชย์ กำลังเดินหน้าภารกิจระดับโลกเพื่อยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไทยผ่านโครงการพัฒนาเครือข่ายร้านอาหารไทยที่ได้รับการรับรองตราสัญลักษณ์ Thai SELECT อย่างครอบคลุม ข้อมูลล่าสุด ณ เดือนพฤษภาคม 2569 ระบุว่ามีร้านอาหารไทยที่ได้รับตรา Thai SELECT จำนวน 1,419 แห่ง ใน 70 ประเทศทั่วโลก ตัวเลขนี้ไม่เพียงสะท้อนความนิยมอาหารไทยในเวทีสากล แต่ยังเป็นเครื่องมือทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมที่ทรงพลัง

    Orchid Honor Star มาตรฐานใหม่ที่ยกระดับคุณภาพ หลังการ rebranding ครั้งสำคัญที่แนะนำ “Orchid Honor Star” พร้อมเกณฑ์การประเมินใหม่ Thai SELECT กลายเป็นมาตรฐานสากลที่รับประกันรสชาติที่แท้จริง วัตถุดิบพรีเมียม วิธีการปรุงแบบดั้งเดิม และการบริการคุณภาพสูง นางสุนันทา กังวาลกุลกิจ อธิบดี DITP ระบุว่า Thai SELECT คือเข็มทิศสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประกอบการร้านอาหารไทยในต่างประเทศสามารถแข่งขันได้อย่างยั่งยืน

    โครงการปี 2026 กับการเชื่อมโยงเครือข่ายระดับโลก โครงการในปี 2569 มุ่งเน้นการเสริมสร้างเครือข่ายผ่านการแบ่งปันความรู้ การพัฒนาทักษะ และการอัปเดตเทรนด์ตลาด โดยมีผู้ประกอบการ Thai SELECT 15 รายจากอเมริกา ยุโรป ตะวันออกกลาง เอเชียตะวันออก เอเชียใต้ และอาเซียน เข้าร่วมโปรแกรมที่จัดขึ้นเป็นพิเศษ ไฮไลต์ทางพาณิชย์ที่สำคัญคือการบูรณาการกับงาน THAIFEX – Anuga Asia 2026 ซึ่งผู้ประกอบการนานาชาติได้จับคู่ธุรกิจกับผู้ผลิตอาหารไทยที่ได้รับการรับรอง

    ผลกระทบเชิงเศรษฐกิจจาก Soft Power ด้านอาหาร รัฐบาลไทยกำลังวางตำแหน่งมรดกทางอาหารเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจหลัก โดยคาดว่าจะผลักดันตลาดร้านอาหารในประเทศไปสู่มูลค่า 700 พันล้านบาทภายในปี 2569 ยุทธศาสตร์นี้เชื่อมโยงวัฒนธรรมดั้งเดิมเข้ากับพาณิชย์สมัยใหม่ เพื่อให้ความนิยมอาหารไทยในระดับโลกแปลงเป็นรายได้ของชุมชนท้องถิ่นและการสร้างงานอย่างเป็นรูปธรรม

    ความเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ โครงการ “เที่ยว กิน Thai SELECT ปี 3” ที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน ถึง 30 มิถุนายน 2569 มีร้านอาหารที่ได้รับการรับรองกว่า 450 แห่งทั่วประเทศเข้าร่วมกิจกรรม โครงการนี้ผสานอุตสาหกรรมอาหารเข้ากับภาคการท่องเที่ยว กระตุ้นการใช้จ่ายภายในประเทศ และสนับสนุนห่วงโซ่อุปทานทั้งหมด ตั้งแต่เกษตรกรผู้จัดหาวัตถุดิบไปจนถึงผู้ประกอบการรายย่อย