Blog

  •  เทรนด์สตาร์ทอัพอีโค่คราฟต์ไทย 2026: เมื่อขยะเหลือทิ้งกลายเป็นสินค้าดีไซน์ราคาแพง

     เทรนด์สตาร์ทอัพอีโค่คราฟต์ไทย 2026: เมื่อขยะเหลือทิ้งกลายเป็นสินค้าดีไซน์ราคาแพง

    Upcycling: หัวใจสำคัญของสตาร์ทอัพสายคราฟต์ยุคใหม่

    นอกเหนือจากธุรกิจอาหาร อีกหนึ่งคลื่นลูกใหญ่ของสตาร์ทอัพที่ไม่พึ่งพาเทคโนโลยีขั้นสูงในประเทศไทยคือ กลุ่มธุรกิจ “อีโค่คราฟต์” (Eco-Craft) และแฟชั่นยั่งยืน (Sustainable Fashion) แนวคิดหลักของธุรกิจเหล่านี้คือการนำของเสีย (Waste) กลับมาสร้างมูลค่าใหม่ หรือที่เรียกว่า Upcycling ซึ่งแตกต่างจากการรีไซเคิลทั่วไปที่ต้องใช้พลังงานสูงในการแปรรูป แต่ Upcycling ใช้แรงงานฝีมือ (Craftsmanship) และความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบเป็นหลัก

    ในบริบทของประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศเกษตรกรรม มีวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรจำนวนมหาศาล ไม่ว่าจะเป็น ฟางข้าว ใบสับปะรด เปลือกข้าวโพด หรือยางพารา สตาร์ทอัพรุ่นใหม่ได้นำวัสดุเหล่านี้มาพัฒนาเป็นสินค้าแฟชั่น เช่น กระเป๋า รองเท้า หรือแม้กระทั่งเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งบ้าน โดยชูจุดขายเรื่องความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Carbon Footprint ต่ำ) และการสร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชนเกษตรกร

    จาก “ขยะทะเล” สู่ “คอลเลกชันแฟชั่น” บนรันเวย์โลก

    กรณีศึกษาที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือ ธุรกิจที่รับซื้อเศษอวนประมงและขวดพลาสติกจากชุมชนชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก เพื่อนำมาทำความสะอาดและถักทอเป็นกระเป๋าและรองเท้าแตะดีไซน์เก๋ โดยร่วมมือกับดีไซเนอร์รุ่นใหม่จากมหาวิทยาลัยศิลปากรและจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จุดเด่นของธุรกิจนี้คือกระบวนการผลิตที่ใช้แรงงานจากกลุ่มแม่บ้านประมง ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาสังคม (Social Impact) ควบคู่ไปกับการสร้างรายได้เชิงพาณิชย์

    รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจฐานรากและธุรกิจเพื่อสังคมจาก สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ในปี 2026 ระบุว่า สตาร์ทอัพที่ดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ได้รับความสนใจจากนักลงทุนด้าน Impact Investment เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะธุรกิจที่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีการจ้างงานในท้องถิ่นและลดปริมาณขยะได้จริง ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดความสำเร็จใหม่นอกเหนือจากผลกำไรเพียงอย่างเดียว

    การตลาดแบบเล่าเรื่องผ่านกระบวนการผลิต (Behind the Scene)

    เทคนิคการตลาดที่ทำให้สินค้ากลุ่มนี้ประสบความสำเร็จคือ การเปิดเผยกระบวนการผลิตแบบเรียลไทม์ผ่านโซเชียลมีเดีย เช่น การถ่ายคลิปวิดีโอขั้นตอนการคัดแยกพลาสติก การย้อมสีด้วยสีธรรมชาติจากเปลือกมังคุด หรือการทอผ้าด้วยกี่ไม้แบบดั้งเดิม กลยุทธ์นี้สร้าง “ความเชื่อมั่น” (Trust) และ “ความรู้สึกร่วม” (Emotional Connection) ให้กับผู้บริโภคในเมืองใหญ่ที่ต้องการหลีกหนีจากสินค้าอุตสาหกรรมที่ผลิตออกมาเหมือนกันเป็นล้านชิ้น

    สินค้าเหล่านี้ไม่ได้แข่งขันกันที่ “ราคา” แต่อย่างใด เนื่องจากต้นทุนแรงงานฝีมือและวัสดุธรรมชาติค่อนข้างสูง แต่พวกเขาแข่งขันกันที่ “คุณค่าทางจิตใจ” และ “การได้เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง” ซึ่งเป็นจุดแข็งที่ทำให้สินค้าไทยสามารถเจาะตลาดส่งออกไปยังญี่ปุ่นและยุโรป ที่ผู้บริโภคมีความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อมสูงมาก

  • Pet Fair South East Asia 2026 ยกระดับกรุงเทพฯ สู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงระดับภูมิภาค

    Pet Fair South East Asia 2026 ยกระดับกรุงเทพฯ สู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงระดับภูมิภาค

    งานแสดงสินค้าอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงแบบ B2B เต็มรูปแบบแห่งเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เตรียมต้อนรับผู้แสดงสินค้า 450 รายจาก 40 ประเทศ และผู้ซื้อจากภาคธุรกิจกว่า 12,500 รายจากมากกว่า 80 ประเทศ ณ BITEC กรุงเทพฯ วันที่ 28–30 ตุลาคม 2569

    กรุงเทพฯ ประเทศไทย — Pet Fair South East Asia 2026 งานแสดงสินค้าอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงชั้นนำระดับภูมิภาคและเป็นงาน B2B เต็มรูปแบบแห่งเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เตรียมจัดงานครั้งที่ 5 ระหว่างวันที่ 28–30 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค (BITEC) กรุงเทพฯ พร้อมตอกย้ำบทบาทของกรุงเทพฯ ในฐานะศูนย์กลางการเชื่อมโยงธุรกิจและการค้าสัตว์เลี้ยงระดับนานาชาติ 

    งาน Pet Fair South East Asia 2026 จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง VNU Exhibitions Asia Pacific และ Globus Events ผู้จัดงาน Pet Fair Asia ณ นครเซี่ยงไฮ้ และเจ้าของ Pet Fair Network เครือข่ายงานแสดงสินค้าอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงชั้นนำในเอเชีย โดยในปีนี้คาดว่าจะมีผู้แสดงสินค้ากว่า 450 รายจาก 40 ประเทศ และผู้เข้าชมงานจากภาคธุรกิจกว่า 12,500 รายจากมากกว่า 80 ประเทศ เข้าร่วมงาน 

    Johannes Kraus, Senior Project Manager ของ Pet Fair South East Asia กล่าวว่า 

    Pet Fair South East Asia เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จากงานแสดงสินค้าชั้นนำของภูมิภาค สู่การเป็นจุดนัดพบระดับนานาชาติสำหรับอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยง การรวมตัวของผู้แสดงสินค้าและผู้ซื้อจากกว่า 80 ประเทศในกรุงเทพฯ เปิดโอกาสให้เกิดการเจรจาธุรกิจ การจัดหา และการสร้างพันธมิตรใหม่ ๆ ซึ่งเป็นโอกาสที่หาได้ยากจากแพลตฟอร์มอื่นในภูมิภาค” 

    รวมผู้นำในอุตสาหกรรม ครบทุกมิติของอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยง  

    Pet Fair South East Asia 2026 ครอบคลุมตั้งแต่แบรนด์สินค้า ผู้ผลิต OEM และ Private Label ไปจนถึงวัตถุดิบ เทคโนโลยี บรรจุภัณฑ์ เครื่องจักร และโซลูชันตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยคาดว่าผู้แสดงสินค้าประมาณ 70% จะเป็นบริษัทจากต่างประเทศ และ 30% เป็นบริษัทในประเทศไทย สะท้อนถึงความเป็นนานาชาติของงานและบทบาทสำคัญในฐานะแพลตฟอร์มด้านการจัดหาและขยายธุรกิจในภูมิภาค 

    ภายในงานยังมี Country Pavilions จากประเทศชั้นนำ อาทิ สหรัฐอเมริกา อิตาลี สเปน จีน อินเดีย ญี่ปุ่น ไทย และประเทศอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมได้พบกับสินค้า เทคโนโลยี และศักยภาพของผู้ประกอบการจากหลากหลายตลาดภายในงานเดียว 

    นอกจากนี้ ยังมีแบรนด์และบริษัทชั้นนำจากประเทศไทยและต่างประเทศเข้าร่วมจัดแสดง อาทิ Sea Value, i-Tail, Thai Awesome, Absolute Nutrition และ Kaniva จากประเทศไทย รวมถึง Animonda จากเยอรมนี และ Gimborn และ My Family จากอิตาลี พร้อมด้วยผู้ประกอบการอีกมากมาย ครอบคลุมตั้งแต่อาหารสัตว์เลี้ยง สุขภาพและ Wellness อุปกรณ์สัตว์เลี้ยง เทคโนโลยี ไปจนถึง OEM และ Private Label

    เจาะตลาด B2B พบผู้ซื้อคุณภาพจากกว่า 80 ประเทศ

    ภายใต้แนวคิดเชื่อมโยงธุรกิจกับธุรกิจอย่างเต็มรูปแบบ Pet Fair South East Asia มุ่งเชื่อมโยงผู้ประกอบการกับผู้ซื้อและพันธมิตรทางธุรกิจที่มีศักยภาพ โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าชมงานจากภาคธุรกิจกว่า 12,500 รายจากมากกว่า 80 ประเทศ 

    กลุ่มผู้เข้าชมหลักประกอบด้วย ผู้จัดจำหน่าย ผู้นำเข้า ผู้ค้าส่ง ผู้ค้าปลีก ผู้ซื้อ Private Label ผู้ผลิต และสัตวแพทย์ ซึ่งเข้าร่วมงานเพื่อค้นหาสินค้าใหม่ เจรจาธุรกิจ หาแหล่งจัดหา พัฒนาช่องทางการจัดจำหน่าย และสร้างพันธมิตรทางธุรกิจในตลาดใหม่ 

    จากการจัดงานในปี 2568 Pet Fair South East Asia มีผู้เข้าชมจาก 80 ประเทศ โดยได้รับความสนใจอย่างแข็งแกร่งจากเอเชียตะวันออก โอเชียเนีย ตะวันออกกลาง ยุโรป สหรัฐอเมริกา และประเทศต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

    ด้วยการเติบโตของตลาดสัตว์เลี้ยงและการใช้จ่ายด้าน Pet Care ทั่วภูมิภาค เอเชียตะวันออกเฉียงใต้จึงกลายเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงสำหรับธุรกิจสัตว์เลี้ยง ขณะที่กรุงเทพฯ มีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและการเชื่อมต่อทางอากาศ ทำให้เป็นจุดหมายสำคัญสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการเข้าสู่ตลาดใหม่หรือขยายธุรกิจในภูมิภาค 

    ครบทั้งแบรนด์ สินค้า และโซลูชันตลอดห่วงโซ่อุปทานของธุรกิจสัตว์เลี้ยง

    ในด้านโครงสร้างผู้แสดงสินค้า Pet Brands มีสัดส่วนสูงสุด 44% ตามด้วย OEM และ Private Label Manufacturers 42% สะท้อนให้เห็นถึงจุดแข็งของงานที่ตอบโจทย์ทั้งผู้ที่ต้องการค้นหาแบรนด์และสินค้ารายใหม่ รวมถึงผู้ซื้อที่มองหาโอกาสด้าน OEM และ Private Label 

    ขณะเดียวกัน ยังมีผู้ผลิตและผู้จัดหาวัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ เครื่องจักร และโซลูชันสำหรับอุตสาหกรรมเข้าร่วมอย่างครบถ้วน 

    สำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์ Pet Food และ Pet Treats & Snacks ยังคงเป็นกลุ่มหลักของงาน ตามด้วยผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพและ Wellness อาทิ Pet Hygiene และ Pet Healthcare รวมถึง Pet Accessories, Grooming, Toys, Pet Technology, Furniture และ Apparel 

    ความหลากหลายดังกล่าวทำให้ Pet Fair South East Asia เป็นศูนย์กลางสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการ ค้นหาสินค้าใหม่ หาแหล่งผลิต เจรจา OEM/Private Label และขยายช่องทางธุรกิจ ภายในงานเดียว 

    ยกระดับโอกาสทางธุรกิจด้วย Matchmaking และ Conference

    นอกจากพื้นที่จัดแสดงสินค้าแล้ว Pet Fair South East Asia 2026 ยังจัด Online และ On-site Matchmaking Program เพื่อเชื่อมโยงผู้แสดงสินค้ากับผู้ซื้อที่ตรงกลุ่มเป้าหมาย ตั้งแต่ก่อนเริ่มงานไปจนถึงตลอดระยะเวลาการจัดงาน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการนัดหมายและสร้างโอกาสทางธุรกิจแบบตัวต่อตัว 

    ภายในงานยังมี Conference 2 เวที ที่รวบรวมผู้เชี่ยวชาญจากนานาประเทศ เพื่อร่วมแบ่งปันเทรนด์ นวัตกรรม และกลยุทธ์ทางธุรกิจที่กำลังขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงทั่วโลก 

    ทั้ง Exhibition, Matchmaking และ Conference จะทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มครบวงจรสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการ ขยายตลาด ค้นหาแหล่งจัดซื้อ สร้างพันธมิตรด้านการจัดจำหน่าย และติดตามเทรนด์ใหม่ของอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยง 

    ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.petfair-sea.com 

    ลงทะเบียนล่วงหน้าเข้าชมงานฟรี 

    ผู้ประกอบการและผู้สนใจในอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงสามารถ ลงทะเบียนล่วงหน้าเข้าชมงานฟรี ได้ที่: https://eventpassinsight.co/el/to/pfsea6-08

    หรือศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับงานผ่านเวบไซต์ 

    www.petfair-sea.com

    รับชมภาพบรรยากาศและไฮไลต์ของงานผ่านวิดีโอ Pet Fair South East Asia 2026 Show Preview 

    ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ได้รับการเผยแพร่บน ด้วยเช่นกัน VRITIMES

  • LA TRỊNH atelier นำ “Gods Within Her” สู่มิลาน ถ่ายทอดเรื่องราวความเป็นหญิงและวัฒนธรรมเวียดนาม

    LA TRỊNH atelier นำ “Gods Within Her” สู่มิลาน ถ่ายทอดเรื่องราวความเป็นหญิงและวัฒนธรรมเวียดนาม

    ก่อนเข้าสู่ช่วง Milan Fashion Week LA TRỊNH atelier เตรียมนำเสนอคอลเลกชันใหม่ “Gods Within Her” ณ เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี สานต่อแนวทางการนำเสนอเรื่องราววัฒนธรรม ความเป็นหญิง และงานหัตถศิลป์เวียดนามสู่ชุมชนสร้างสรรค์ระดับนานาชาติ

    ก่อตั้งขึ้นในปี 2024 LA TRỊNH atelier พัฒนาแนวทางสร้างสรรค์ที่เชื่อมโยงแนวคิดด้านการออกแบบจากมิลานเข้ากับศักยภาพด้านงานฝีมือและการผลิตที่ประณีตของเวียดนาม โดยมีเป้าหมายในการสร้างแบรนด์แฟชั่นที่มีรากฐานจากอัตลักษณ์เวียดนามและสามารถสื่อสารผ่านภาษาการออกแบบในระดับสากล

    สำหรับ LA TRỊNH atelier แฟชั่นไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือในการแสดงออกถึงตัวตน แต่ยังเป็นพื้นที่เชื่อมโยงทางวัฒนธรรมที่เปิดโอกาสให้คุณค่าดั้งเดิมของเวียดนามได้รับการตีความใหม่ผ่านมุมมองร่วมสมัยและส่งต่อสู่ผู้ชมทั่วโลก

    แบรนด์ให้ความสำคัญกับงานออกแบบที่มีคุณค่าทางความคิดสร้างสรรค์ในระยะยาวและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว พร้อมให้ความสำคัญกับโครงสร้างเสื้อผ้า ความประณีตในการตัดเย็บ และความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนระหว่างผลงานกับผู้สวมใส่

    จากมิลาน สู่เส้นทางสร้างสรรค์ที่มีเวียดนามเป็นรากฐาน

    เบื้องหลังทิศทางสร้างสรรค์ของ LA TRỊNH atelier คือ Namie Trịnh ครีเอทีฟไดเรกเตอร์ของแบรนด์ ซึ่งปัจจุบันกำลังศึกษาด้านการออกแบบแฟชั่นที่ Nuova Accademia di Belle Arti (NABA) และทำงานเป็นนักออกแบบแฟชั่นและสไตลิสต์ในมิลาน

    Namie Trịnh พัฒนาภาษาการออกแบบที่มีเอกลักษณ์จากแนวทางเซอร์เรียลลิสม์ โดยผสมผสานงาน Ready-to-Wear และ Couture เข้าด้วยกัน พร้อมสร้างสมดุลระหว่างโครงสร้างรูปทรงที่ชัดเจนกับการเคลื่อนไหวอย่างเป็นธรรมชาติของร่างกายและเนื้อผ้า

    คอลเลกชันแรก “Ám Hoa – Cenere Fiorità” ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของแนวทางสร้างสรรค์ดังกล่าว โดยนำงานหัตถศิลป์ดั้งเดิมของเวียดนามมาผสานกับภาษาการออกแบบร่วมสมัยในระดับสากล

    คอลเลกชันได้รับแรงบันดาลใจหลักจากผลงานจิตรกรรม “หญิงสาวกับดอกลิลลี่” (Thiếu nữ bên hoa huệ) ของศิลปินชื่อดังชาวเวียดนาม Tô Ngọc Vân ถ่ายทอดภาพความงดงามและความสง่างามของผู้หญิงเวียดนามผ่านเสื้อผ้าที่มีโครงสร้างแบบสถาปัตยกรรมเรียบง่ายและวัสดุที่ได้รับการคัดสรรอย่างพิถีพิถัน

    ผลงานแต่ละชิ้นสร้างสมดุลระหว่างโครงสร้างเรขาคณิตที่ชัดเจนกับความนุ่มนวลตามธรรมชาติของรูปทรง ทุกชิ้นสะท้อนการทดลองด้านงานฝีมืออย่างละเอียดอ่อน พร้อมถ่ายทอดลายเซ็นของนักออกแบบและรักษาความสง่างามของศาสตร์แห่งการตัดเย็บแบบดั้งเดิม

    จากรากฐานดังกล่าว LA TRỊNH atelier เดินหน้าสู่บทใหม่ด้วยคอลเลกชัน “Gods Within Her” ซึ่งจะเปิดตัวที่มิลานในเดือนกันยายน 2026

    “Gods Within Her” เมื่อความเป็นหญิงกลายเป็นภาษาที่เชื่อมโยงวัฒนธรรม

    “Gods Within Her” หรือ “เทพเจ้าภายในตัวเธอ” คือบทใหม่ในเส้นทางสร้างสรรค์ของ LA TRỊNH atelier ที่สำรวจการตื่นขึ้นของตัวตนแห่งเทพธิดาและความงดงามของความเป็นหญิงที่ก้าวข้ามกาลเวลา

    หญิงสาวในคอลเลกชันเดินทางผ่านวิหารโบราณ ภูเขาในตำนาน และภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรมที่ทอดยาวจากตะวันออกสู่ตะวันตก การเดินทางครั้งนี้ไม่ได้หมายถึงเพียงการเคลื่อนผ่านพื้นที่ หากแต่เป็นการเดินทางผ่านชั้นของสัญลักษณ์ ความทรงจำ และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม

    คอลเลกชันประกอบด้วย 30 ผลงาน ที่สำรวจ ความเป็นหญิงและพลังของผู้หญิงร่วมสมัย พร้อมนำงานหัตถศิลป์แบบดั้งเดิมมาสนทนากับแนวคิดการออกแบบร่วมสมัย

    บนรันเวย์มิลาน สัญลักษณ์จากโลกตะวันออกและตะวันตกถูกแปรเปลี่ยนเป็นภาษาของแฟชั่น โดยมีความงาม ความลึกลับ และความเป็นหญิงเป็นพื้นที่ร่วมระหว่างวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน

    ผ่าน “Gods Within Her” LA TRỊNH atelier ต้องการนำสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมของเวียดนามและเอเชียเข้าใกล้ชุมชนสร้างสรรค์ระดับนานาชาติมากขึ้น พร้อมสานต่อความตั้งใจในการอนุรักษ์และยกระดับงานหัตถศิลป์ดั้งเดิมผ่านภาษาการออกแบบที่มีเอกลักษณ์

    คอลเลกชันยังสะท้อนแนวคิดของ แฟชั่นที่ยั่งยืน โดยให้ความสำคัญกับคุณค่าในระยะยาวของการออกแบบ วัสดุ และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ

    ผู้ร่วมเดินทางในการนำเรื่องราวเวียดนามสู่เวทีโลก

    เส้นทางสู่เวทีนานาชาติของแบรนด์แฟชั่นรุ่นใหม่ไม่ได้เกิดขึ้นจากผลงานบนรันเวย์เพียงอย่างเดียว แต่ยังเกิดจากความร่วมมือระหว่างแบรนด์ พันธมิตร และเครือข่ายต่าง ๆ ที่มีความมุ่งหมายร่วมกันในการนำคุณค่าและเรื่องราวจากเวียดนามสู่ระดับสากล

    พันธมิตรระดับ Diamond – Nguyên Xuân

    หนึ่งในผู้สนับสนุนสำคัญของการนำเสนอ “Gods Within Her” ที่มิลานคือ Nguyên Xuân แบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมจากสมุนไพรเวียดนาม ในบทบาท พันธมิตรระดับ Diamond

    ความร่วมมือระหว่าง Nguyên Xuân และ LA TRỊNH atelier สะท้อนความร่วมมือระหว่างสองแบรนด์เวียดนามที่ให้ความสำคัญกับการสืบสานและส่งต่อคุณค่าที่มีรากฐานจากอัตลักษณ์เวียดนามในบริบทร่วมสมัย

    สำหรับ LA TRỊNH atelier การสนับสนุนจาก พันธมิตรระดับ Diamond อย่าง Nguyên Xuân มีส่วนสำคัญในการเสริมทรัพยากรสำหรับการนำคอลเลกชันสู่มิลาน และสะท้อนถึงแนวทางร่วมในการสนับสนุนคนรุ่นใหม่ของเวียดนามให้สามารถสร้างตัวตนและนำเสนอผลงานบนเวทีนานาชาติ

    พันธมิตรเชิงกลยุทธ์ – Italian Atelier

    Italian Atelier ร่วมสนับสนุน LA TRỊNH atelier ในการขยายเครือข่ายไปยังพันธมิตร ภาคธุรกิจ และทรัพยากรที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนช่วยเปิดโอกาสด้านความร่วมมือและนำเรื่องราวของแบรนด์เวียดนามเข้าสู่เครือข่ายนานาชาติในแวดวงแฟชั่น ความคิดสร้างสรรค์ และไลฟ์สไตล์

    การมีส่วนร่วมของ Italian Atelier ยังช่วยเชื่อมโยง LA TRỊNH atelier เข้ากับความสนใจและโอกาสความร่วมมือที่เหมาะสม ขณะที่แบรนด์กำลังค่อย ๆ สร้างตำแหน่งของตนเองในยุโรป

    พันธมิตรด้านการสื่อสารเชิงกลยุทธ์ – CjC Marketing Agency

    CjC Marketing Agency ร่วมสนับสนุน LA TRỊNH atelier ในด้านการสื่อสารและการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับโครงการ พร้อมช่วยเชื่อมโยงเรื่องราวของแบรนด์เข้ากับเครือข่ายสื่อ ชุมชน และพันธมิตรที่เกี่ยวข้องทั้งในเวียดนามและต่างประเทศ

    บทบาทดังกล่าวมีส่วนช่วยให้เรื่องราวของ “Gods Within Her” รวมถึงเรื่องราวของ Namie Trịnh และเส้นทางของแบรนด์แฟชั่นรุ่นใหม่จากเวียดนามในมิลาน เข้าถึงผู้ชมและชุมชนสร้างสรรค์ในระดับนานาชาติมากขึ้น

    จากปรากสู่มิลาน: การเชื่อมโยงที่เปิดโอกาสใหม่

    ควบคู่ไปกับการเตรียมความพร้อมสำหรับแฟชั่นโชว์ที่มิลาน LA TRỊNH atelier กำลังขยายเครือข่ายความร่วมมือในยุโรปอย่างต่อเนื่อง

    หนึ่งในหมุดหมายสำคัญคือความร่วมมือกับ Cinexia Productions & Beauty Tech World ซึ่งได้รับการลงนามอย่างเป็นทางการภายในงานเปิดตัวภาพยนตร์ที่กรุงปราก สาธารณรัฐเช็ก

    ความร่วมมือดังกล่าวถือเป็นอีกก้าวหนึ่งของการขยายเครือข่ายระดับนานาชาติของ LA TRỊNH atelier และสร้างพื้นที่เชื่อมโยงระหว่างแฟชั่น ศิลปะ ความงาม สื่อ และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์

    สำหรับแบรนด์ที่ก่อตั้งโดยคนรุ่นใหม่ชาวเวียดนามที่กำลังศึกษาและทำงานอยู่ในมิลาน การเชื่อมโยงข้ามพรมแดนเหล่านี้เปิดโอกาสให้เรื่องราวความคิดสร้างสรรค์จากเวียดนามได้รับการนำเสนอ แลกเปลี่ยน และพัฒนาภายในบริบทนานาชาติ

    และ “Gods Within Her” ที่มิลาน คืออีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของการเดินทางครั้งนี้

    พลังจากชุมชนชาวเวียดนามหลายรุ่นในยุโรป

    เส้นทางของ LA TRỊNH atelier ยังได้รับความสนใจและการสนับสนุนจาก ชุมชนชาวเวียดนามหลายรุ่นในอิตาลีและยุโรป ทั้งกลุ่มนักวิชาการ นักธุรกิจรุ่นใหม่ นักศึกษาต่างชาติ และชาวเวียดนามรุ่นที่สองที่อาศัย ศึกษา และทำงานอยู่ในยุโรป

    เครือข่ายดังกล่าวมีบทบาทเพิ่มขึ้นในการเชื่อมโยงวัฒนธรรมเวียดนามกับยุโรป และสร้างพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ชาวเวียดนามได้นำเสนอศักยภาพและเรื่องราวด้านความคิดสร้างสรรค์ของตนเองสู่โลก

    งาน “Gods Within Her” ได้รับเกียรติจาก จดหมายแนะนำอย่างเป็นทางการจากสถานเอกอัครราชทูตเวียดนามประจำประเทศอิตาลี ซึ่งสะท้อนถึงความสำคัญของโครงการในการสร้างความเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมและนำเสนอคุณค่าด้านความคิดสร้างสรรค์ของชาวเวียดนามในยุโรป

    การเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานด้านการทูต ภาคธุรกิจ พันธมิตรเชิงกลยุทธ์ และชุมชนชาวเวียดนามในยุโรป จึงกลายเป็นส่วนสำคัญของการเปิดพื้นที่ให้เรื่องราวสร้างสรรค์จากเวียดนามก้าวสู่เวทีระดับนานาชาติ

    “Gods Within Her” บทใหม่ของ LA TRỊNH atelier ที่มิลาน

    สำหรับ LA TRỊNH atelier มิลานไม่ได้เป็นเพียงสถานที่จัดแฟชั่นโชว์

    แต่เป็นพื้นที่ที่แบรนด์แฟชั่นรุ่นใหม่จากเวียดนามจะได้ทดลองสร้างบทสนทนาระหว่างมรดกทางวัฒนธรรมกับความร่วมสมัย ระหว่างเวียดนามกับโลก และระหว่างงานหัตถศิลป์ดั้งเดิมกับแนวคิดการออกแบบใหม่

    ผ่าน “Gods Within Her” LA TRỊNH atelier ต้องการเล่าเรื่องราวของผู้หญิง ความงามที่ก้าวข้ามกาลเวลา และคุณค่าทางวัฒนธรรมที่สามารถเดินทางข้ามพรมแดนได้

    ขณะเดียวกัน คอลเลกชันนี้ยังเป็นการสะท้อนถึงคนรุ่นใหม่ของเวียดนามที่กำลังก้าวสู่เวทีโลกผ่านความสามารถ อัตลักษณ์ และเรื่องราวของตนเอง

    ข้อมูลงาน

    ชื่อกิจกรรม: LA TRỊNH atelier – “Gods Within Her”

    วันและเวลา: 17.30 น. วันที่ 21 กันยายน 2026

    สถานที่: Veranda Studio, Via Rutilia 10/9, Milan, Italy

    จำนวนผู้เข้าร่วม: แขก VIP จำนวน 350 คน ประกอบด้วยตัวแทนภาคธุรกิจ ศิลปิน อินฟลูเอนเซอร์ สื่อมวลชน ผู้หลงใหลในแฟชั่นและศิลปะ รวมถึงชุมชนและสมาคมชาวเวียดนามในยุโรป

    ติดต่อสื่อมวลชน

    Ms. Đặng Thị Ngọc Huyền (Milan, Italy)

    Email: dangngochuyen.latrinh@gmail.com

    Mobile: (+39) 3520740062

    WhatsApp/Zalo: (+84) 812834078

    LA TRỊNH atelier – Milano Runway Show September 2026

    ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ได้รับการเผยแพร่บน ด้วยเช่นกัน VRITIMES

  • LA TRỊNH ATELIER นำเสนอ “GODS WITHIN HER” บนรันเวย์มิลาน ถ่ายทอดเรื่องราวความเป็นหญิงและวัฒนธรรมเวียดนาม

    LA TRỊNH ATELIER นำเสนอ “GODS WITHIN HER” บนรันเวย์มิลาน ถ่ายทอดเรื่องราวความเป็นหญิงและวัฒนธรรมเวียดนาม

    เป็นครั้งแรกที่ LA TRỊNH atelier แบรนด์แฟชั่นจากเวียดนามประกาศจัดแฟชั่นโชว์เปิดตัวคอลเลกชันใหม่ “Gods Within Her” ณ เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี โดยคอลเลกชันประกอบด้วยผลงาน 30 ลุค ถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับ ความเป็นหญิงและพลังของผู้หญิงร่วมสมัย ผ่านการผสมผสานงานหัตถศิลป์แบบดั้งเดิมเข้ากับวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

    แรงบันดาลใจและทิศทางด้านศิลปะ

    “Gods Within Her” คือบทหนึ่งของเรื่องราวการตื่นขึ้นของตัวตนแห่งเทพธิดา ผู้ก้าวเดินอย่างสง่างามผ่านวิหารโบราณและภูเขาในตำนานอันลึกลับที่ทอดยาวจากตะวันออกสู่ตะวันตก การเดินทางครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเคลื่อนผ่านพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ หากแต่เป็นการเดินทางผ่านเรื่องราวและชั้นของวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน

    การผสานกันของสัญลักษณ์จากโลกตะวันออกและตะวันตกจะได้รับการถ่ายทอดผ่านภาษาของแฟชั่นบนรันเวย์ใจกลางเมืองมิลาน ประเทศอิตาลี และหนึ่งในศูนย์กลางแฟชั่นสำคัญของยุโรป

    “Gods Within Her” ยังสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างตำนานร่วมสมัยกับคุณค่าที่ยั่งยืนของธรรมชาติและมนุษย์ ผ่านแนวคิดการกลับคืนสู่คุณค่าดั้งเดิม การเลือกใช้วัสดุที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการสะท้อนถึงความท้าทายที่มนุษย์ในปัจจุบันกำลังเผชิญ เพื่อกลับมาเชื่อมโยงกับธรรมชาติอีกครั้ง

    หัวใจสำคัญของคอลเลกชันคือแนวคิดเรื่อง การเชื่อมโยงข้ามวัฒนธรรม ข้ามรุ่น และข้ามพรมแดน โดยมีผู้หญิงและความเป็นหญิงเป็นศูนย์กลาง

    สารสำคัญของงาน

    ถ่ายทอดเรื่องราวของผู้หญิงในแวดวงสร้างสรรค์ รวมถึงสัญลักษณ์และคุณค่าทางวัฒนธรรมของเวียดนามและเอเชียสู่เวทีโลกสืบสานและยกระดับงานหัตถศิลป์ดั้งเดิมผ่านภาษาการออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ของ LA TRỊNH atelier แบรนด์เวียดนามที่มุ่งสู่แฟชั่นที่ยั่งยืนและเคารพธรรมชาติเฉลิมฉลองพลังของความเป็นหญิงร่วมสมัย ความลึกลับ และความงดงามที่พลิ้วไหวและโรแมนติกสนับสนุน Vietnam Children’s Fund และสร้างโอกาสให้คนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถได้ก้าวสู่เวทีระดับนานาชาติ

    การสนับสนุนจากพันธมิตร ภาคธุรกิจ และชุมชนเวียดนามในยุโรป

    งานครั้งนี้ได้รับความสนใจและการสนับสนุนจากหน่วยงานด้านการทูต ภาคธุรกิจ ตลอดจนเครือข่ายชุมชนชาวเวียดนามในยุโรป

    จดหมายแนะนำอย่างเป็นทางการจากสถานเอกอัครราชทูตเวียดนาม ณ กรุงโรม: LA TRỊNH atelier รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้รับจดหมายแนะนำอย่างเป็นทางการจากสถานเอกอัครราชทูตเวียดนามประจำประเทศอิตาลี ซึ่งสะท้อนถึงความสำคัญของงานในฐานะพื้นที่เชื่อมโยงด้านวัฒนธรรมและการทูตพันธมิตรระดับ Diamond – แบรนด์ Nguyên Xuân: ความร่วมมือระหว่างแบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมจากสมุนไพรเวียดนาม Nguyên Xuân และ LA TRỊNH atelier ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการนำคุณค่าและแบรนด์เวียดนามสู่เวทีนานาชาติ พร้อมสนับสนุนคนรุ่นใหม่ให้สามารถนำเสนออัตลักษณ์ของตนเองบนแผนที่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ระดับโลกพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ – Italian Atelier:Italian Atelier ร่วมสนับสนุน LA TRỊNH atelier ในการเชื่อมโยงกับพันธมิตร ภาคธุรกิจ และทรัพยากรที่เกี่ยวข้อง เพื่อขยายโอกาสด้านความร่วมมือและนำเรื่องราวของแบรนด์เวียดนามเข้าสู่เครือข่ายระดับนานาชาติพันธมิตรด้านการสื่อสารเชิงกลยุทธ์ – CjC Marketing Agency:CjC Marketing Agency ร่วมสนับสนุน LA TRỊNH atelier ในด้านการสื่อสารและการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับงาน พร้อมเชื่อมโยงเรื่องราวของแบรนด์เข้ากับเครือข่ายสื่อ ชุมชน และพันธมิตรที่เกี่ยวข้องทั้งในเวียดนามและต่างประเทศพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ – Cinexia Productions & Beauty Tech World: งานครั้งนี้ยังเป็นหมุดหมายของความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระหว่าง LA TRỊNH atelier กับ Cinexia Productions & Beauty Tech World โดยมีการลงนามความร่วมมืออย่างเป็นทางการภายในงานเปิดตัวภาพยนตร์ที่กรุงปราก สาธารณรัฐเช็กพลังของชุมชนชาวเวียดนามหลายรุ่นในอิตาลีและยุโรป: เครือข่ายนักวิชาการ นักธุรกิจรุ่นใหม่ นักศึกษาต่างชาติ และชาวเวียดนามรุ่นที่สองในยุโรป มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงวัฒนธรรมเวียดนามและยุโรปเข้าด้วยกัน พร้อมส่งต่อเรื่องราวและคุณค่าที่มีความหมายในระดับสากล

    ข้อมูลเกี่ยวกับดีไซเนอร์และ LA TRỊNH atelier

    Namie Trịnh ครีเอทีฟไดเรกเตอร์ของ LA TRỊNH atelier ปัจจุบันกำลังศึกษาด้านการออกแบบแฟชั่นที่ Nuova Accademia di Belle Arti (NABA) และทำงานในฐานะดีไซเนอร์และสไตลิสต์ในเมืองมิลาน

    ด้วยแนวทางการสร้างสรรค์ที่โดดเด่นด้วยกลิ่นอายเซอร์เรียลลิสม์ Namie Trịnh ผสมผสานงาน Ready-to-Wear เข้ากับงาน Couture แบบชิ้นเดียวที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผ่านมุมมองใหม่ของนักออกแบบรุ่นใหม่

    ประสบการณ์ในการจัดการนิทรรศการเวียดนามในงาน Milan Design Week 2024 รวมถึงผลงานคอลเลกชัน “Ám Hoa” ได้รับความสนใจจากสื่อในระดับนานาชาติ

    ข้อมูลงาน

    ชื่อกิจกรรม: LA TRỊNH atelier – “Gods Within Her”

    วันและเวลา: 17.30

    น. วันที่ 21 กันยายน 2026

    สถานที่: Veranda Studio, Via Rutilia 10/9, Milano, Italyจำนวนผู้เข้าร่วม: แขก

    VIP จำนวน 350 คน ประกอบด้วยตัวแทนภาคธุรกิจ ศิลปิน อินฟลูเอนเซอร์ สื่อมวลชน ผู้หลงใหลในแฟชั่นและศิลปะ รวมถึงสมาคมและชุมชนชาวเวียดนามจากทั่วทวีปยุโรป

    ติดต่อสื่อมวลชน

    Ms. Đặng Thị Ngọc Huyền (Milan, Italy)

    Email: dangngochuyen.latrinh@gmail.com

    Mobile: (+39) 3520740062

    WhatsApp/Zalo: (+84) 812834078

    LA TRỊNH atelier – Milano Runway Show September 2026

    เกี่ยวกับ LA TRỊNH atelier

    ก่อตั้งขึ้นในปี 2024 LA TRỊNH atelier เป็นแบรนด์แฟชั่นและงานสร้างสรรค์ที่ก่อตั้งโดยกลุ่มนักศึกษาและคนรุ่นใหม่ชาวเวียดนามและผู้มีเชื้อสายเวียดนามที่ใช้ชีวิตและทำงานอยู่ในอิตาลี

    ด้วยความมุ่งมั่นที่จะนำสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมของเวียดนามและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมาสู่เมดิเตอร์เรเนียนและยุโรป LA TRỊNH atelier ให้ความสำคัญกับความเป็นหญิงและแฟชั่นที่ยั่งยืน โดยเคารพธรรมชาติผ่านการเลือกใช้วัสดุ และมุ่งนำเสนอเรื่องราวที่สอดคล้องกับคนรุ่นใหม่ที่มีความคิดสร้างสรรค์และเปิดกว้าง

    แบรนด์ต้องการนำเสนอภาพของเวียดนามที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม เปิดรับการแลกเปลี่ยน และยังคงยึดโยงกับเรื่องราวดั้งเดิมของผู้คนและอัตลักษณ์ที่แตกต่างกัน

    ปรัชญาของ LA TRỊNH atelier มุ่งเน้นการออกแบบที่มีคุณค่าและเอกลักษณ์ในระยะยาว ให้ความสำคัญกับความประณีตในการตัดเย็บ เทคนิคการสร้างแพตเทิร์นและโครงสร้างเสื้อผ้า ตลอดจนความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนระหว่างเสื้อผ้ากับผู้สวมใส่

    ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ได้รับการเผยแพร่บน ด้วยเช่นกัน VRITIMES

  • ก้าวกระโดดของตลาดหลักทรัพย์ไทย: เจาะลึกกลไกการซื้อขาย Currency Futures ในยุคดิจิทัล 2026

    ก้าวกระโดดของตลาดหลักทรัพย์ไทย: เจาะลึกกลไกการซื้อขาย Currency Futures ในยุคดิจิทัล 2026

    เมื่อค่าเงินบาทเคลื่อนไหวผันผวนรุนแรงจากแรงกดดันภายนอกทั้งนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐและพลวัตการค้าโลก ความต้องการเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงค่าเงินจึงกลายเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง Thailand Futures Exchange (TFEX) ตอบสนองความต้องการนี้ด้วยการผลักดันการซื้อขาย Currency Futures อย่างจริงจัง มอบทางออกล้ำสมัยให้ผู้ประกอบการนำเข้า-ส่งออกที่ต้องการนอนหลับสนิทท่ามกลางพายุความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน ปี 2026 จึงเป็นจุดเปลี่ยนที่ตราสารนี้ยกระดับจากแค่ทางเลือกสู่ความจำเป็นขั้นพื้นฐาน

    สถาปัตยกรรมเทคโนโลยีและการเข้าถึง

    การพัฒนาตลาดอนุพันธ์ในไทยแยกไม่ออกจากการปฏิวัติโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล TFEX ภายใต้กลุ่ม SET Group ได้เสร็จสิ้นการยกระดับระบบซื้อขายที่อนุญาตให้ส่งคำสั่งได้ภายในเสี้ยวไมโครวินาที ระบบใหม่ที่ใช้งานเต็มรูปแบบปลายปี 2025 เปิดทางเชื่อมต่อตรง (Direct Market Access) ที่เสถียรยิ่งขึ้นสำหรับผู้ค้าต่างชาติและในประเทศ การยกเครื่องเทคโนโลยีนี้สำคัญยิ่ง เพราะตลาดฟิวเจอร์สค่าเงินต้องการการเชื่อมโยงข้อมูลแบบเรียลไทม์กับการเคลื่อนไหวของตลาดปริวรรตเงินตราโลกที่เปิดทำการ 24 ชั่วโมง

    ในด้านผลิตภัณฑ์ สัญญา USD/THB Futures คือตัวชูโรง ผู้ส่งออกข้าว ผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ และผู้นำเข้าเครื่องจักรอุตสาหกรรมใช้สัญญานี้เพื่อล็อกค่าเงินในอนาคต ด้วยการเปิดสถานะขาย (Short) USD/THB Futures ผู้ส่งออกที่จะได้รับเงินดอลลาร์สหรัฐสามารถรับประกันการแปลงเป็นบาทในระดับที่ตกลงไว้ล่วงหน้า ไม่ว่าตลาดสปอตจะผันผวนเพียงใด

    บริบทจริง: แรงกดดันต่อเงินบาท

    ต้นปี 2026 เงินบาทเผชิญแรงกดดันอ่อนค่าจากการแข็งค่าของดัชนีดอลลาร์และเงินทุนต่างชาติไหลออกจากตลาดพันธบัตรไทย เงื่อนไขนี้จุดชนวนความกังวลต้นทุนนำเข้าวัตถุดิบที่แพงขึ้น ในบริบทนี้บทบาทของฟิวเจอร์สค่าเงินจึงจับต้องได้จริง บริษัทผู้ผลิตหลายแห่งที่เคยพึ่งพาตลาดซื้อขายล่วงหน้า (Forward) กับธนาคารเริ่มหันมาใช้ฟิวเจอร์สเพราะความโปร่งใสของราคาและข้อกำหนดหลักประกันที่แข่งขันได้และเป็นมาตรฐานโดยสำนักหักบัญชี

    การเปลี่ยนผ่านนี้ชี้ให้เห็นถึงความเติบโตเต็มที่ของตลาดอนุพันธ์ไทย ผู้ร่วมตลาดไม่หวาดกลัวความซับซ้อนของสัญญาซื้อขายล่วงหน้าอีกต่อไป ในทางตรงกันข้าม พวกเขามองว่ามันเป็นเครื่องมือทางยุทธวิธีสำหรับกลยุทธ์การเงินองค์กร ความตระหนักถึงความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนที่สูงส่งผลให้บริษัทขนาดกลางมีแผนกคลังที่กระตือรือร้นในการ Hedging ผ่านฟิวเจอร์ส

    อนาคตหลายสกุลเงิน

    นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าการขยายคู่สกุลเงินอื่นนอกจากดอลลาร์ เช่น EUR/THB และ JPY/THB จะช่วยเติมเต็มระบบนิเวศให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น และตอกย้ำตำแหน่งของไทยในฐานะศูนย์กลางอนุพันธ์การเงินเชิงกลยุทธ์ในภูมิภาคอินโดจีน

  • จาก ESG สู่กระแสเงินสด: กลยุทธ์การเงินแบบ Deep-Tier เพื่อสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบให้การผลิตไทย

    จาก ESG สู่กระแสเงินสด: กลยุทธ์การเงินแบบ Deep-Tier เพื่อสร้างความมั่นคงด้านวัตถุดิบให้การผลิตไทย

    กรุงเทพฯ, 2569 – เมื่อโลกพูดถึงความยั่งยืน จุดสนใจก็ย้ายมาที่ห่วงโซ่อุปทาน ผู้ผลิตรายใหญ่ในไทย โดยเฉพาะในภาคอาหารแปรรูป สิ่งทอ และยานยนต์ กำลังเผชิญแรงกดดันมหาศาลจากผู้ซื้อทั่วโลกให้รับประกันว่าผู้จัดหาวัตถุดิบของตนไม่เพียงแค่ราคาถูก แต่ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อมและสังคม (ESG) ด้วย อย่างไรก็ตาม มีอุปสรรคแบบคลาสสิกอยู่อย่างหนึ่งคือ ต้นทุนการปฏิบัติตามกฎระเบียบนั้นแพง และผู้จัดหาวัตถุดิบรายเล็กไม่มีเงินพอ

    นี่คือจุดที่ Deep-Tier Supply Chain Financing เข้ามามีบทบาทสำคัญ แนวคิดนี้ช่วยแก้ปัญหาการจัดหาเงินทุนให้กับผู้จัดหาวัตถุดิบในชั้นล่างสุด ซึ่งมักไม่มีความสัมพันธ์โดยตรงกับธนาคารหรือผู้ซื้อหลัก

    รื้อโครงสร้างลำดับชั้นของห่วงโซ่อุปทาน

    ในห่วงโซ่อุปทานการผลิตของไทย แบรนด์รถยนต์ระดับโลกอาจซื้อจาก Tier-1 (ผู้ประกอบโมดูล) Tier-1 ซื้อจาก Tier-2 (ผู้ผลิตชิ้นส่วนโลหะ) และ Tier-2 ซื้อจาก Tier-3 (โรงถลุงหรือผู้จัดหาแร่) ที่ผ่านมา โปรแกรม SCF มักหยุดอยู่ที่ Tier-1 เท่านั้น

    แนวทาง Deep-Tier ในปี 2569 เริ่มส่งผ่านเงินทุนลึกลงไปยังต้นน้ำมากขึ้น วิธีการคือใช้ข้อมูลใบแจ้งหนี้ที่ผ่านการตรวจสอบแล้วจาก Tier-2 มาเป็น “หลักประกัน” เงินกู้ให้กับ Tier-3 ด้วยเหตุนี้ โรงงานยางพาราในสงขลาที่ส่งวัตถุดิบให้โรงงานยางรถยนต์ในระยองจึงสามารถเข้าถึงสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียนที่ถูกกว่า แม้ว่าพวกเขาจะไม่เคยพบปะกับโรงงานยางรถยนต์โดยตรงก็ตาม

    เชื่อมโยงอัตราดอกเบี้ยกับคะแนน ESG

    อีกมุมมองที่น่าสนใจคือการเกิดขึ้นของ Sustainability-Linked Supply Chain Finance นี่ไม่ใช่แค่การปล่อยกู้ แต่คือการสร้างแรงจูงใจ หากผู้จัดหาวัตถุดิบสามารถลดการปล่อยคาร์บอนหรือยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยในการทำงานได้ พวกเขาจะได้รับส่วนลดอัตราดอกเบี้ยที่มากขึ้น

    นี่คือวงจรที่ได้ประโยชน์ร่วมกัน โรงงานผลิตในไทยที่ต้องการชนะสัญญาจากยุโรปต้องพิสูจน์ว่าห่วงโซ่อุปทานของตนเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม การจะเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมได้ต้องใช้เงินทุน เงินทุนนั้นมาจากธนาคารที่เชื่อมโยงผลกำไรกับตัวชี้วัดสีเขียว ข้อมูลจาก ศูนย์วิจัยกสิกรไทย (K-Research) ระบุว่าบริษัทที่นำโมเดลนี้ไปใช้มีต้นทุนโลจิสติกส์ลดลงและเข้าถึงตลาดได้เพิ่มขึ้นถึง 15% ในช่วงต้นปี 2569 ดูบทวิเคราะห์ฉบับเต็มได้ที่ https://www.kasikornresearch.com/th

    การลดความเสี่ยงจากการหยุดชะงัก

    ทำไมกลยุทธ์นี้จึงเร่งด่วน? ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้การจัดหาวัตถุดิบจากต่างประเทศไม่แน่นอน การเสริมความแข็งแกร่งทางการเงินให้ผู้จัดหาในประเทศผ่าน deep-tier financing เท่ากับผู้ผลิตรายใหญ่ในไทยกำลังซื้อ “ประกันอุปทาน” พวกเขามั่นใจได้ว่าผู้จัดหาชั้นที่สามของตนจะไม่ล้มละลายกลางทางเพราะได้รับเงินช้าหรือขาดเงินสด

    ท้ายที่สุดแล้ว การจัดหาเงินทุนในห่วงโซ่อุปทานในปี 2569 ไม่ใช่แค่การเลื่อนการชำระเงิน แต่คือการสร้างระบบนิเวศการผลิตที่แข็งแกร่งและยั่งยืนภายใต้ร่มธงประเทศไทย

  • TCL เคียงข้างผู้ประสบภัยน้ำท่วมน่าน ผนึก “มูลนิธิกันจอมพลัง ช่วยสู้” เร่งส่งท่อถึงบ้านนาแลภายใน 2 วัน ช่วย 36 ครัวเรือนกลับมามีน้ำใช้

    TCL เคียงข้างผู้ประสบภัยน้ำท่วมน่าน ผนึก “มูลนิธิกันจอมพลัง ช่วยสู้” เร่งส่งท่อถึงบ้านนาแลภายใน 2 วัน ช่วย 36 ครัวเรือนกลับมามีน้ำใช้

    บริษัท ทีซีแอล อิเล็กทรอนิคส์ (ไทยแลนด์) จํากัด แบรนด์เครื่องใช้ไฟฟ้าเทคโนโลยีชั้นนําระดับโลก  ขอเดินหน้าส่งต่อความช่วยเหลือและยืนเคียงข้างชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในจังหวัดน่าน ร่วมกับ มูลนิธิกันจอมพลัง ช่วยสู้ เร่งสนับสนุนท่อพีวีซีสำหรับระบบน้ำให้แก่ชาวบ้าน บ้านนาแล อำเภอปัว จังหวัดน่าน จำนวน 36 ครัวเรือน หลังได้รับผลกระทบจนระบบน้ำในพื้นที่ไม่สามารถใช้งานได้ ส่งผลให้ชาวบ้านขาดแคลนน้ำสำหรับการดำรงชีวิตประจำวัน โดย TCL เร่งดำเนินการทันทีหลังได้รับการประสาน และสามารถจัดส่งท่อถึงพื้นที่ประสบภัยได้อย่างรวดเร็วภายในเวลาเพียง 2 วัน

    ความช่วยเหลือในครั้งนี้เกิดขึ้นหลังจากชาวบ้านบ้านนาแลได้ขอความช่วยเหลือไปยัง คุณกัน จอมพลัง เนื่องจากมีความจำเป็นเร่งด่วนในการใช้ท่อเพื่อเชื่อมต่อระบบน้ำกลับเข้าสู่ชุมชน ก่อนที่ทางมูลนิธิกันจอมพลัง ช่วยสู้ จะประสานความต้องการดังกล่าวมายัง TCL ซึ่งเมื่อได้รับทราบถึงสถานการณ์และความเดือดร้อนของชาวบ้าน TCL ได้เร่งจัดเตรียมท่อพีวีซีและดำเนินการด้านการขนส่งทันที เพื่อให้ความช่วยเหลือสามารถเข้าถึงพื้นที่ได้อย่างรวดเร็วที่สุด

    ภายในระยะเวลาเพียง 2 วัน ท่อพีวีซีได้ถูกส่งถึงบ้านนาแลและนำไปใช้เชื่อมต่อระบบน้ำให้กับชุมชน ช่วยให้ทั้ง 36 ครัวเรือนสามารถกลับมามีน้ำใช้สำหรับการดำรงชีวิตประจำวันอีกครั้ง สะท้อนถึงพลังของความร่วมมือระหว่างภาคเอกชน มูลนิธิ และคนในพื้นที่ ที่สามารถเปลี่ยนความต้องการเร่งด่วนให้กลายเป็นความช่วยเหลือที่เกิดขึ้นจริงได้ในเวลาอันรวดเร็ว

    สำหรับ TCL ความช่วยเหลือในครั้งนี้ไม่ได้มุ่งเพียงการส่งมอบสิ่งของ แต่ให้ความสำคัญกับการเข้าถึงความต้องการที่แท้จริงของชุมชน และการนำศักยภาพขององค์กรเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาในช่วงเวลาที่จำเป็น เพราะในสถานการณ์ภัยพิบัติ ทุกช่วงเวลามีความหมาย และการช่วยเหลือที่รวดเร็วสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับชีวิตของผู้คนได้อย่างเป็นรูปธรรม

    TCL ยังคงมุ่งมั่นดำเนินธุรกิจควบคู่ไปกับความรับผิดชอบต่อสังคม พร้อมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนไทย ไม่เพียงผ่านผลิตภัณฑ์และนวัตกรรม แต่ยังรวมถึงการพร้อมส่งต่อความช่วยเหลือและยืนเคียงข้างสังคมในวันที่ต้องการ เพื่อร่วมสร้างคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างยั่งยืน

    ข้อมูลเพิ่มเติม

    https://www.tcl.com/th

    https://www.facebook.com/TCLThailand

    ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ได้รับการเผยแพร่บน ด้วยเช่นกัน VRITIMES

  • BCT Expo 2026 Puts Net Zero at the Heart of Construction & Mining 150+ Global Brands, Smart Technologies and Low-Carbon Solutions Set to Shape the Industry’s Sustainable Future

    BCT Expo 2026 Puts Net Zero at the Heart of Construction & Mining 150+ Global Brands, Smart Technologies and Low-Carbon Solutions Set to Shape the Industry’s Sustainable Future

    BANGKOK,
    September 2, 2026 – IMPACT Exhibition Management Co., Ltd., together with its
    public- and private-sector partners, has announced its full readiness for
    Building Construction Technology Expo 2026 (BCT Expo 2026), a leading regional
    exhibition and business platform for the building, construction and mining
    industries in Southeast Asia. Now in its sixth consecutive edition, BCT Expo
    2026 will be held under the theme “Empowering Net Zero in Construction &
    Mining”, highlighting the industry’s transition toward a low-carbon future and
    supporting the development of more sustainable construction and mining
    practices in Thailand and across the region. The event will take place from
    September 16–18, 2026, from 10:00 a.m. to 6:00 p.m. at Hall 7, IMPACT
    Exhibition and Convention Center, Muang Thong Thani.

    Mr. Loy Joon How,
    General Manager of IMPACT Exhibition Management Co., Ltd.,

    said the preparations for BCT Expo 2026 are well underway across all key areas,
    from the exhibition floor and technology showcase to industry conferences and
    professional training programmes. “BCT Expo 2026 is fully prepared to serve as
    a regional platform connecting industry professionals, technology providers,
    experts and decision-makers. This year, the exhibition will bring together
    technologies and solutions from more than 150 leading brands worldwide,
    alongside in-depth conferences and professional training programmes. We expect
    to welcome more than 4,000 industry professionals, experts and decision-makers
    to exchange knowledge, develop business networks and explore new technologies
    and solutions that can support the construction and mining industries in
    achieving sustainable growth.”

    “The
    exhibition comes at a time when Thailand’s construction sector continues to
    expand. According to Krungsri Research, Thailand’s construction investment grew
    by 6.1% year-on-year in the first quarter of 2026, reaching approximately THB
    365 billion, while full-year growth is projected at around 2.5–2.7%, driven in
    part by major infrastructure projects. At the same time, the country’s Net Zero
    target for 2050 is expected to accelerate the transformation of industrial
    sectors. According to SCB EIC, carbon-intensive construction materials,
    particularly steel and cement, will face increasing pressure to adopt more
    environmentally responsible production processes and technologies.”

     

    Mr. Panotsan
    Suchayanon, Deputy Director-General of the Department of Primary Industries and
    Mines (DPIM),
    highlighted the importance of sustainable
    resource management and the circular economy in supporting the transformation
    of the industrial sector. “DPIM places strong emphasis on the efficient and
    sustainable management of raw materials and mineral resources for the
    industrial sector. Advancing the circular economy can improve resource
    efficiency, reduce waste and help Thailand’s construction and mining industries
    respond more effectively to global environmental challenges.”

    Mr. Rattee
    Ruangpimonsiri Regional Manager, of Zoomlion Heavy
    Industry (Thailand) Co., Ltd.,
    one of the
    exhibitors at BCT Expo 2026, said: “Zoomlion is committed to bringing
    world-class construction machinery and technologies to the Thai and regional
    markets, with solutions designed to enhance operational efficiency while
    reducing environmental impact. We are proud to contribute to the transformation
    of Thailand’s and the region’s construction industry toward a more sustainable
    Net Zero future.”

    6 Must-See Highlights at BCT Expo 2026

    ·      
    Advanced Machinery and Technologies
    from 150 Leading Brands Worldwide

    Discover
    a comprehensive range of construction and mining machinery, materials,
    equipment, technologies, innovations and solutions, covering AI, robotics and
    smart construction from leading manufacturers and distributors from Thailand
    and around the world. Featured exhibitors include Zoomlion, Daehan Heavy
    Industry LLC, SIRIM BERHAD, Pinsiam, Topcon Positioning Asia (Thailand) and
    Japan Mass Timber Overseas Promotion Council, among others.

    ·      
    Innovations for a More Sustainable
    Industry

    Explore
    technologies and solutions specifically designed to support more sustainable
    construction and mining operations, from greenhouse gas reduction technologies
    to carbon management systems, helping businesses respond to the global transition
    toward Net Zero and raise environmental standards across the industry.

    ·      
    Built Environment &
    Construction Lighting Pavilion

    For
    the first time, BCT Expo will introduce a dedicated pavilion showcasing
    innovative lighting solutions for the built environment and construction
    sector. The pavilion will feature technologies directly from leading
    manufacturers and technology developers in Zhejiang Province, China, providing
    Thai businesses with opportunities to connect and conduct direct business discussions
    with manufacturers.

    ·      
    DPIM Circular Economy

    In
    collaboration with the Department of Primary Industries and Mines (DPIM) as a
    strategic partner, BCT Expo 2026 will present a dedicated exhibition showcasing
    practical models of the Circular Economy, alongside the “DPIM Circular Economy”
    conference programme. The programme will explore approaches to maximizing
    resource efficiency, reducing waste and minimizing environmental impacts across
    industrial operations.

    ·      
    30+ Free Industry Conference
    Sessions

    Stay
    ahead of emerging trends and gain practical insights from leading industry
    organizations and experts, including RITTA, SCG, PTT, SCB EIC and the
    Association of Siamese Architects under Royal Patronage.

    Conference
    topics will cover key issues including Net Zero Construction, Green Building,
    Digital Construction, BIM and AI for Engineering.

    ·      
    Free Professional Training with
    CPD Credits

    Enhance
    professional knowledge through specialized training sessions led by experienced
    academics and industry experts, including Asst. Prof. Dr. Thanet Weerasiri, the
    Council of Engineers, the Chonburi Occupational Safety Officers Club, and the
    Association of Lifting, Crane and Heavy Machinery Engineering.

    Licensed
    professional engineers registered with the Council of Engineers can earn
    Continuing Professional Development (CPD) credits upon completion of eligible
    training sessions.

    Business
    Opportunities and B2B Matchmaking

    Beyond technology showcases and
    educational programmes, BCT Expo 2026 will feature a dedicated Business Matching
    Programme, providing buyers, decision-makers and industry professionals with
    opportunities to arrange one-on-one business meetings, identify potential
    partners and expand their business networks across the region.

    Visitors can register
    to attend the exhibition:

    Visitor Registration https://evcnx.co/HTbBv

    ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ได้รับการเผยแพร่บน ด้วยเช่นกัน VRITIMES

  • มากกว่าแรงจูงใจ: ยุทธศาสตร์การทูตดิจิทัลของไทยผลักดันสตาร์ทอัพเกมท้องถิ่นสู่เวทีโลก

    มากกว่าแรงจูงใจ: ยุทธศาสตร์การทูตดิจิทัลของไทยผลักดันสตาร์ทอัพเกมท้องถิ่นสู่เวทีโลก

    กรุงเทพฯ, 2026 – เมื่อพูดถึงการเติบโตของอุตสาหกรรมเกม ความสนใจมักมุ่งไปที่นวัตกรรมเทคโนโลยี แต่เบื้องหลังรัฐบาลไทยมีบทบาทสำคัญในฐานะ “มือที่มองไม่เห็น” ที่คอยประคับประคองนักพัฒนารุ่นใหม่ไม่ให้ต่อสู้เพียงลำพัง ปี 2026 เป็นช่วงเวลาที่กลยุทธ์การทูตดิจิทัลและกฎระเบียบที่ยืดหยุ่นเริ่มออกดอกออกผล

    สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (DEPA) เปิดตัวโครงการ Thailand Game Accelerator รุ่นที่ 5 อย่างเป็นทางการในปีนี้ โครงการนี้ไม่ใช่แค่ให้เงินทุนสนับสนุน แต่ยังจับคู่นักพัฒนากับผู้ให้บริการจากเกาหลีใต้และญี่ปุ่น ข้อมูลจากเว็บไซต์ทางการของ DEPA ระบุว่าศิษย์เก่าของโครงการสามารถเพิ่มรายได้เฉลี่ยถึง 300% หลังผ่านการบ่มเพาะหนึ่งปี

    ลดขั้นตอนราชการเพื่อความคิดสร้างสรรค์

    อุปสรรคคลาสสิกของสตาร์ทอัพคือเรื่องกฎหมาย เพื่อแก้ปัญหานี้ รัฐบาลโดยสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้บังคับใช้มาตรการ regulatory sandbox เฉพาะสำหรับธุรกรรมไมโครทรานแซกชันและระบบกาชา มาตรการนี้ช่วยให้ผู้พัฒนาทดสอบโมเดลธุรกิจใหม่โดยไม่ต้องกลัวละเมิดกฎการพนันที่เข้มงวดของไทย ตราบใดที่ปฏิบัติตามมาตรฐานความโปร่งใส

    แนวทางนี้ถือว่ากล้าหาญและแตกต่างจากประเทศเพื่อนบ้าน เมื่อมีความแน่นอนทางกฎหมาย ผู้พัฒนาจึงกล้าทดลองฟีเจอร์ battle pass และ NFT ที่ก่อนหน้านี้มีความคลุมเครือทางกฎหมาย สิ่งนี้เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผลิตภัณฑ์ไทยในตลาดโลกซึ่งต้องการนวัตกรรมการสร้างรายได้

    ส่งออกวัฒนธรรมผ่านพิกเซล

    รัฐบาลไทยโดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬายังสนับสนุนโครงการเกมที่นำเสนอวัฒนธรรมท้องถิ่น เช่น มวยไทย หรืออาหารริมทาง พวกเขามองว่าเกมคือเครื่องมือ soft power ที่ทรงพลัง ตัวอย่างเช่น เกม “Street Food Tycoon” ที่พัฒนาโดยสตาร์ทอัพจากเชียงใหม่สามารถดึงดูดความสนใจสื่อต่างประเทศและถูกโปรโมตในงานแสดงสินค้าการท่องเที่ยวนานาชาติ

    รายงานที่เชื่อถือได้จาก BOI เมื่อต้นปี 2026 เน้นย้ำว่าภาคคอนเทนต์ดิจิทัลรวมถึงเกมกำลังสร้างรายได้จากการส่งออกอย่างมีนัยสำคัญ แรงจูงใจทางภาษีสำหรับสตูดิโอที่โปรโมตวัฒนธรรมไทยในต่างประเทศพิสูจน์แล้วว่าช่วยเพิ่มจำนวนเกมธีมท้องถิ่น อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: BOI Thailand – Digital Content Industry Report 2026

    ความร่วมมือข้ามกระทรวง

    ไม่เพียงแต่ DEPA และ BOI กระทรวงศึกษาธิการยังเข้ามามีบทบาทด้วยการบรรจุวิชาการเขียนโปรแกรมและการออกแบบเกมลงในหลักสูตรอาชีวศึกษา นี่คือการลงทุนระยะยาวเพื่อรับประกันว่าอุปทานแรงงานฝีมือจะไม่ขาดตอน

    แนวทางแบบองค์รวมจากภาครัฐเช่นนี้สร้างบรรยากาศการทำธุรกิจที่ดี การแข่งขันระหว่างสตูดิโอท้องถิ่นเปลี่ยนจากการตัดราคาค่าจ้างรับจ้างผลิตมาเป็นการแข่งขันด้านคุณภาพการออกแบบเกมเพลย์และความคิดริเริ่มของเนื้อเรื่อง นี่เป็นสัญญาณชัดเจนว่าไทยไม่ต้องการเป็นเพียงผู้บริโภคอีกต่อไป แต่ต้องการเป็นผู้ผลิตคอนเทนต์อินเทอร์แอกทีฟรายใหญ่ของเอเชีย

  • PaM++ ผนึก Image Shining เปิดตัว “Brand Image Training” เชื่อมกลยุทธ์แบรนด์ ภาพลักษณ์ และการสื่อสารของบุคลากรให้เป็นทิศทางเดียวกัน

    PaM++ ผนึก Image Shining เปิดตัว “Brand Image Training” เชื่อมกลยุทธ์แบรนด์ ภาพลักษณ์ และการสื่อสารของบุคลากรให้เป็นทิศทางเดียวกัน

    PaM++ ร่วมกับ Image Shining เปิดตัวหลักสูตร “Brand Image Training” ครั้งแรก เพื่อเชื่อมกลยุทธ์แบรนด์เข้ากับภาพลักษณ์และพฤติกรรมของบุคลากร แก้ไขปัญหาการทำงานแยกส่วน เพื่อสะท้อนผ่านตัวตนพนักงานอย่างสง่างามและเหมาะสม เริ่มจัดอบรมกันยายน 2569 นี้

    กรุงเทพฯ – 2 กันยายน 2569
    – PaM++ ที่ปรึกษาด้านกลยุทธ์แบรนด์และการตลาด
    ร่วมกับ Image Shining ผู้เชี่ยวชาญด้าน Image Coaching และ Professional Presence เปิดตัวหลักสูตร “Brand Image Training” โปรแกรมฝึกอบรมรูปแบบใหม่สำหรับองค์กร
    ที่ออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหาการทำงานแยกส่วนกันระหว่างแบรนดิ้งและการพัฒนาบุคลากร
    โดยโปรแกรมนี้จะเริ่มเปิดให้อบรมสำหรับองค์กรต่างๆ ตั้งแต่เดือนกันยายน 2569
    เป็นต้นไป

    โปรแกรมนี้พัฒนาขึ้นจากจุดเจ็บปวด (Pain Point) ที่พบได้บ่อยในองค์กรยุคปัจจุบัน
    เมื่อฝ่ายการตลาด ฝ่ายพัฒนาบุคลากร ฝ่ายบริการ
    และฝ่ายจัดอบรมด้านภาพลักษณ์ถูกจัดการแยกส่วนกันอย่างสิ้นเชิง
    ทั้งที่ในมุมมองของลูกค้า
    สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นองค์ประกอบของประสบการณ์เดียวกันในการปฏิสัมพันธ์กับองค์กร
    หลักสูตร Brand Image Training จึงถูกออกแบบมาให้ทุกภาคส่วนเริ่มต้นจากความเข้าใจในแบรนด์ที่เป็นหนึ่งเดียวกัน
    ก่อนจะถ่ายทอดสิ่งเหล่านั้นออกมาเป็นภาพลักษณ์ บุคลิกภาพ พฤติกรรม
    ตลอดจนรูปแบบการสื่อสารของบุคลากรอย่างกลมกลืน

     

    จากกลยุทธ์แบรนด์ สู่การนำเสนอภาพลักษณ์ที่ลูกค้าสัมผัสได้จริง

    หลักสูตร “Brand Image Training” เริ่มต้นจากการทำให้บุคลากรภายในองค์กรทำความเข้าใจในแบรนด์อย่างลึกซึ้ง
    มากกว่าเพียงแค่จดจำโลโก้ สีประจำแบรนด์ หรือคีย์เวิร์ดที่ใช้ในการทำโฆษณา
    แต่เป็นการสร้างความเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าแบรนด์ยืนอยู่ตรงจุดไหน (Brand
    Positioning) มีดีเอ็นเอและบุคลิกภาพแบบใด (Brand DNA
    & Personality) และแบรนด์ต้องการสร้างประสบการณ์หรือความรู้สึกอย่างไรให้เกิดขึ้นกับผู้บริโภค

    ในกระบวนการฝึกอบรม ทาง PaM++ จะรับหน้าที่ช่วยถ่ายทอดหลักการเชิงกลยุทธ์เพื่อให้ผู้เข้าอบรมเห็นภาพเดียวกันอย่างชัดเจน
    จากนั้น Image Shining จะนำรากฐานความเข้าใจในแบรนด์ดังกล่าวมาต่อยอดสู่ตัวบุคคลในระดับปฏิบัติ
    ตั้งแต่ด้านภาพลักษณ์ การแต่งกายและการดูแลตนเอง (Grooming) บุคลิกภาพ ท่าทาง ภาษากาย การวางตัว
    ตลอดจนมารยาททางสังคมและการทำธุรกิจ
    เพื่อสร้างความเป็นมืออาชีพที่สะท้อนถึงแบรนด์ที่บุคลากรเหล่านั้นกำลังเป็นตัวแทนได้อย่างเหมาะสมและสง่างาม

    คุณปนัสพร (แพม) นพศรี Managing Director ของ PaM++ เปิดเผยว่า “หลายองค์กรมี Brand Book และลงทุนด้านการตลาดอย่างจริงจัง
    แต่ลูกค้าไม่ได้มาเห็น Brand Book พวกเขาสัมผัสแบรนด์ผ่านคนที่เป็นตัวแทนขององค์กร
    บุคลากรจึงต้องเข้าใจก่อนว่าแบรนด์ยืนอยู่บนอะไร
    และต้องการสร้างความรู้สึกแบบใดให้ลูกค้า
    แล้วจึงแปลงความเข้าใจนั้นเป็นการกระทำที่ไปในทิศทางเดียวกัน”

    ขณะที่ Coach Nat ชนัดดา เจริญศิริพันธ์ Founder
    ของ Image Shining ได้ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า “การดูเป็นมืออาชีพอย่างเดียวไม่พอ
    หากสิ่งที่แสดงออกยังไม่สอดคล้องกับแบรนด์ สิ่งสำคัญคือการทำให้ภาพลักษณ์ บุคลิก
    การวางตัว และการสื่อสาร สะท้อนตัวตนขององค์กรได้อย่างเหมาะสมและเป็นธรรมชาติ”

    สามแกนหลักในการขับเคลื่อนโปรแกรม
    Brand
    Image Training”

    เพื่อให้บรรลุผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและยั่งยืน
    โครงสร้างการอบรมของโปรแกรมนี้จึงถูกกำหนดไว้ภายใต้สามส่วนที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ
    ดังนี้

    • Brand Understanding: การทำความเข้าใจอัตลักษณ์ วิสัยทัศน์ คุณค่า จุดยืน
    ตลอดจนบุคลิกภาพและวิธีการสื่อสาร
    เพื่อให้พนักงานไม่เพียงแค่รับรู้ว่าแบรนด์คืออะไร
    แต่สามารถมองภาพการสื่อสารและประสบการณ์ที่องค์กรต้องการส่งมอบได้อย่างชัดเจนร่วมกัน

    • Image Alignment: การนำตัวตนของแบรนด์มาแปลงสู่แนวทางเชิงปฏิบัติของบุคคล อาทิ
    ความประทับใจแรกพบ (First Impression) ความเป็นมืออาชีพ (Professional
    Presence) มาตรฐานการแต่งกาย โทนสี ท่าทาง ภาษากาย
    และมารยาททางสังคมที่เหมาะสมสอดคล้องกับบทบาทหน้าที่ของบุคลากรและบริบทองค์กร

    • Brand Communication: การนำโทนเสียงของแบรนด์ (Brand Tone of Voice) มาใช้จริงในชีวิตประจำวันและการทำงาน ครอบคลุมตั้งแต่การคัดเลือกถ้อยคำ
    การใช้น้ำเสียง การถ่ายทอดอารมณ์ความรู้สึก
    ไปจนถึงวิธีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานและลูกค้า
    เพื่อสร้างมาตรฐานความสม่ำเสมอในทุกๆ จุดสัมผัสบริการ (Touchpoints)

     

    การผสมผสานสองศาสตร์ที่ออกแบบเฉพาะสำหรับแต่ละองค์กร

    จุดเด่นที่สำคัญอีกประการของหลักสูตร Brand Image Training คือ
    การจัดหลักสูตรแบบ Tailor-made ที่ได้รับการพัฒนาและปรับแต่งเนื้อหา
    รวมถึงกระบวนการทำกิจกรรมเชิงปฏิบัติการ (Workshop) ให้สอดคล้องเฉพาะตัวตามตำแหน่งทางการตลาด
    ดีเอ็นเอ กลุ่มเป้าหมาย ตลอดจนโจทย์ความท้าทายจริงในธุรกิจของแต่ละองค์กร
    นับเป็นการเชื่อมโยงระหว่างสองศาสตร์ผู้เชี่ยวชาญทั้งแบรนดิ้งและการโค้ชภาพลักษณ์ส่วนบุคคลเข้าด้วยกันอย่างสมบูรณ์แบบ
    แตกต่างจากในอดีตที่ธุรกิจมักจะพัฒนาทักษะด้านเหล่านี้แยกออกจากกันอย่างสิ้นเชิง

    โปรแกรมนี้เหมาะเป็นอย่างยิ่งสำหรับองค์กรที่มีพนักงานด่านหน้า
    (Frontline Staff) หรือบุคลากรที่มีบทบาทสำคัญในการพบปะ
    สื่อสาร หรือให้บริการลูกค้าโดยตรง
    ตลอดจนองค์กรที่ต้องการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมพนักงาน
    หรือองค์กรที่กำลังก้าวผ่านสถานการณ์การรีแบรนด์ (Rebranding) การเปิดตัวแบรนด์ใหม่ (Relaunch) การขยายกลุ่มธุรกิจ หรือองค์กรบริการในหลากหลายภาคธุรกิจ อาทิ
    การท่องเที่ยวและการบริการ (Hospitality)
    การบิน
    ค้าปลีก บริการสุขภาพ บริการความงามและเวลเนส
    ตลอดจนสถาบันการเงินและบริการระดับพรีเมียม

    ข้อมูลการติดต่อและเกี่ยวกับการสมัครเข้าอบรม

    องค์กรที่สนใจจองหลักสูตรหรือต้องการปรับแต่งโปรแกรมให้สอดคล้องกับธุรกิจ
    สามารถศึกษารายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์ www.pamplusplus.com/brand-image-training หรือติดต่อสอบถามโดยตรงกับผู้จัดหลักสูตรได้ผ่านทางช่องทางต่างๆ ดังนี้

    • โทรศัพท์: 089-244-5588
    • LINE: @pamplusplus
    • อีเมล: answers@pamplusplus.com (หรือ pam@pamplusplus.com)

    ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ได้รับการเผยแพร่บน ด้วยเช่นกัน VRITIMES