Blog

  • Relevant Audience เปิดคลังกรณีศึกษา SEO 6 แบรนด์ พร้อมผลลัพธ์จริงจาก Google Search Console

    Relevant Audience เปิดคลังกรณีศึกษา SEO 6 แบรนด์ พร้อมผลลัพธ์จริงจาก Google Search Console

    Relevant Audience เอเจนซีการตลาดดิจิทัลในกรุงเทพฯ เผยแพร่กรณีศึกษา SEO ของ SolarEdge, Nikon, LIV-24, Novotel Future Park Rangsit, PLUS Property และ MaxLiner ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ ทุกตัวเลขวัดจาก Google Search Console และได้รับการอนุมัติจากลูกค้าแล้ว

    กรุงเทพฯ – Relevant Audience เอเจนซีการตลาดดิจิทัลสายเพอร์ฟอร์แมนซ์ที่มีสำนักงานใหญ่ในกรุงเทพฯ เปิดตัวคลังกรณีศึกษา SEO จำนวน 6 เรื่อง ที่ relevantaudience.com/th/case-study/ แต่ละเรื่องอธิบายว่าทีมทำอะไรให้ลูกค้าบ้าง และแสดงผลลัพธ์ที่วัดจาก Google Search Console โดยตัวเลขทั้งหมดได้รับการอนุมัติจากลูกค้า และมีให้อ่านทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ

    กรณีศึกษาครอบคลุมธุรกิจพลังงานหมุนเวียน กล้องถ่ายภาพ ระบบรักษาความปลอดภัย โรงแรม อสังหาริมทรัพย์ และอีคอมเมิร์ซในยุโรป

    • SolarEdge (พลังงานหมุนเวียน): คีย์เวิร์ดเป้าหมายติดหน้าแรกของ Google ครบ 20 จาก 20 คำ จำนวนคลิกจากการค้นหาเพิ่มขึ้น 80% จาก 4,693 เป็น 8,450 ครั้ง และยอดการแสดงผลเพิ่มขึ้น 273% จาก 135,064 เป็น 504,153 ครั้ง

    • Nikon (กล้องและการถ่ายภาพ): คีย์เวิร์ดเป้าหมายติดหน้าแรกครบ 10 จาก 10 คำ และรักษาตำแหน่งได้ต่อเนื่อง 4 เดือน ยอดการแสดงผลเพิ่มขึ้น 23% และคลิกเพิ่มขึ้น 7% จากฐานที่สูงอยู่แล้ว คือจาก 15,089 เป็น 16,075 ครั้ง

    • LIV-24 (ระบบรักษาความปลอดภัยและ AI): คีย์เวิร์ดเป้าหมายติดหน้าแรกครบ 10 จาก 10 คำ คลิกเพิ่มขึ้น 9% จาก 2,805 เป็น 3,054 ครั้ง ในตลาดที่กลุ่มผู้ซื้อแคบแต่ตั้งใจซื้อสูง

    • Novotel Future Park Rangsit (โรงแรม): คลิกเพิ่มขึ้น 15% ภายในไตรมาสเดียว จาก 2,841 เป็น 3,266 ครั้ง และมีคีย์เวิร์ดเป้าหมาย 12 คำขึ้นสู่หน้าแรก

    • PLUS Property (อสังหาริมทรัพย์): คีย์เวิร์ดเป้าหมายครึ่งหนึ่งติดหน้าแรก และมียอดการแสดงผลมากกว่า 779,000 ครั้ง ในตลาดที่เว็บไซต์ประกาศอสังหาฯ และผู้พัฒนาโครงการรายใหญ่ครองพื้นที่อยู่

    • MaxLiner (อีคอมเมิร์ซ ยุโรป): คลิกเพิ่มขึ้นประมาณ 148% เมื่อเทียบกับปีก่อน (จากราว 3,300 เป็นราว 8,300 ครั้งต่อไตรมาส) ยอดการแสดงผลเพิ่มขึ้นประมาณ 215% และคีย์เวิร์ดเป้าหมายติดหน้าแรก 12 จาก 20 คำ

    ผลลัพธ์ของแต่ละแบรนด์ไม่เท่ากัน และกรณีศึกษาก็บอกไว้ตรงๆ PLUS Property แข่งขันอยู่ในหมวดการค้นหาที่ยากที่สุดหมวดหนึ่งของไทย หน้าเว็บจึงแสดงตัวเลขหน้าแรก 50% แทนที่จะเป็นชัยชนะแบบเต็มร้อย ส่วนการเติบโตของคลิกของ Nikon อยู่ในระดับปานกลางเพราะเริ่มต้นจากตำแหน่งที่แข็งแรงอยู่แล้ว ทุกกรณีศึกษาอธิบายงาน 4 ส่วนเหมือนกัน ได้แก่ การเลือกคีย์เวิร์ดที่มีความตั้งใจซื้อ การปรับแต่งหน้าเว็บ การสร้างเนื้อหาที่ตอบคำถามของผู้ซื้อ และการดูแลเว็บไซต์ด้านเทคนิคพร้อมวัดผลอย่างต่อเนื่อง

    “ลูกค้ามักถามเราว่า SEO จะให้ผลอะไรได้จริง กรณีศึกษาทั้ง 6 เรื่องนี้คือคำตอบของเรา เป็นตัวเลขจริงจาก Search Console ที่แบรนด์อนุมัติเอง รวมถึงกรณีที่ตลาดทำให้งานยากด้วย” แอนโตนิโอ เฟร์นันเดซ (Antonio Fernandez) ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Relevant Audience กล่าว

    คลังกรณีศึกษาเข้าถึงได้จากเมนูหลักและส่วนท้ายของเว็บไซต์ relevantaudience.com รวมถึงจากหน้าบริการ SEO ของเอเจนซี

    ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ได้รับการเผยแพร่บน ด้วยเช่นกัน VRITIMES

  • DCA ในยุคตลาดหุ้นไทยผันผวน กลยุทธ์ที่ช่วยให้นักลงทุนรอดจากจุดต่ำสุด

    DCA ในยุคตลาดหุ้นไทยผันผวน กลยุทธ์ที่ช่วยให้นักลงทุนรอดจากจุดต่ำสุด

    ภาพรวมตลาดหุ้นไทยปี 2569: ผันผวนแต่มีโอกาส

    ตลาดหุ้นไทยในปี 2569 เผชิญกับความท้าทายหลายด้าน ทั้งการชะลอตัวของเศรษฐกิจที่คาดว่าจะเติบโตเพียง 1.6% จากปัจจัยเชิงโครงสร้างและการส่งออกที่อ่อนแอ อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จากหลายสำนักยังคงมีมุมมองเชิงบวก โดยเฉพาะหลังจากที่การเลือกตั้งต้นปีและการจัดตั้งรัฐบาลใหม่เป็นไปอย่างราบรื่น อาจนำไปสู่การ re-rating ของตลาด

    เป้าหมายดัชนี SET สิ้นปี 2569 อยู่ที่ระดับ 1,370-1,388 จุดจากสำนักวิเคราะห์หลายแห่ง ท่ามกลางความไม่แน่นอนนี้ กลยุทธ์ DCA กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยนักลงทุนรายย่อย navigate ตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    บทเรียนจากตลาดจริง: เมื่อ DCA ชนะการเก็งกำไร

    บทความจากเมืองไทยประกันชีวิตได้วิเคราะห์สถานการณ์ตลาดหุ้นไทยในปี 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งแสดงให้เห็นภาพชัดเจนว่า DCA ทำงานอย่างไรในสภาวะผันผวน

    ช่วงต้นปี 2568: ดัชนีเริ่มย่อตัวลง นักลงทุนที่พยายามจับจังหวะเข้าไปเก็บของถูกส่วนใหญ่ขาดทุน เพราะดัชนีไหลลงต่อกว่า -23%

    ช่วงพฤษภาคม 2568: ตลาดเริ่มฟื้น นักลงทุนหลายคนกลัวตกรถและรีบเข้าซื้อ แต่เดือนมิถุนายนดัชนีกลับไหลลงมาต่ำกว่าเดิม

    ช่วงมิถุนายน 2568: ดัชนีทำจุดต่ำสุดใหม่ นักลงทุนที่ตัดขาดทุนล้างพอร์ตต้องเสียใจ เพราะหลังจากนั้นดัชนีดีดตัวขึ้นยาวถึงสิ้นปี

    ในทางตรงกันข้าม นักลงทุนที่ใช้ DCA ไม่ต้องกังวลกับคำถามว่า “ควรเข้าซื้อตอนนี้หรือยัง” เพราะทยอยลงทุนทุกเดือนอยู่แล้ว ยิ่งราคาต่ำก็ยิ่งได้ซื้อของถูกลง

    หลักฐานทางสถิติ: DCA ลดความผันผวนได้จริง

    ข้อมูลจากสมาคมนักวางแผนการเงินไทย (TFPA) ชี้ให้เห็นว่า ผลตอบแทนจากการซื้อแล้วถือ 10 ปีในตลาดหุ้นไทยมีความผันผวนสูงมาก ตั้งแต่ -3.24% ถึง +18.63% ต่อปี แต่เมื่อใช้ DCA ทุกต้นปี ผลตอบแทนจะอยู่ในช่วงที่แคบกว่าและมีความสม่ำเสมอมากกว่า

    ตัวอย่างที่น่าสนใจคือช่วงปี 2540-2549 ที่การลงทุนครั้งเดียวให้ผลตอบแทนเพียง 0.61% ต่อปี แต่ DCA ให้ผลตอบแทน 10.56% ต่อปี ความแตกต่างนี้เกิดจาก DCA สามารถซื้อหุ้นในราคาที่ถูกลงในช่วงตลาดขาลง ซึ่งช่วยเฉลี่ยต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    กลยุทธ์ DCA ที่ปรับให้เข้ากับตลาดไทยปี 2569

    สำหรับนักลงทุนที่ต้องการใช้ DCA ในตลาดหุ้นไทยปี 2569 มีแนวทางที่ควรพิจารณา:

    กระจายความเสี่ยงข้ามกลุ่มอุตสาหกรรม หุ้นกลุ่มท่องเที่ยวได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยว กลุ่มอุปโภคบริโภคมีความมั่นคง和高ปันผล ส่วนกลุ่ม Data Center และโครงสร้างพื้นฐานเติบโตตามเทคโนโลยีดิจิทัล

    ใช้กองทุนดัชนีเป็นเครื่องมือ สำหรับผู้ที่ไม่มีเวลาเลือกหุ้นรายตัว การ DCA ในกองทุนดัชนี SET50 หรือ SETHD เป็นทางเลือกที่ช่วยกระจายความเสี่ยงได้ดี

    กำหนดระยะเวลาลงทุนอย่างน้อย 3-5 ปี เพื่อให้กลยุทธ์ DCA มีเวลาแสดงผลในระยะยาว

    มุมมองจากนักวิเคราะห์

    บริษัทหลักทรัพย์หลายแห่งแนะนำให้นักลงทุนใช้กลยุทธ์ High Dividend ร่วมกับ DCA โดยเลือกหุ้นที่จ่ายปันผลสม่ำเสมอเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีอยู่ที่ 3% ขึ้นไป แนวทางนี้ช่วยสร้างกระแสเงินสดระหว่างทาง และลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาหุ้น

  • เมื่อข้อมูลคือทางหลวงสายใหม่ เปิดแผน Open Finance ของ ธปท. ที่จะเชื่อมเกาะข้อมูลให้เป็นผืนเดียว

    เมื่อข้อมูลคือทางหลวงสายใหม่ เปิดแผน Open Finance ของ ธปท. ที่จะเชื่อมเกาะข้อมูลให้เป็นผืนเดียว

    เกาะข้อมูลที่ทำให้คนดิจิทัลยังมองไม่เห็น

    นางดารณี แซ่จู ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกลยุทธ์และโครงการพิเศษ ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้กล่าวในงาน Money20/20 Asia 2026 ณ กรุงเทพฯ ว่า ประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสองชั้นที่แข็งแกร่งแล้ว นั่นคือ ตัวตนดิจิทัล (National Digital ID) และ การชำระเงิน (PromptPay) แต่ยังขาดชั้นที่สามซึ่งสำคัญที่สุด นั่นคือ ข้อมูล

    เธอยกตัวอย่างเกษตรกรทุเรียนรายหนึ่งในจังหวัดจันทบุรีที่รับเงินผ่าน PromptPay มีบัตรประชาชนดิจิทัล และรับเงินอุดหนุนภาครัฐผ่านบัญชีธนาคาร แต่เมื่อขอสินเชื่อเพื่อติดตั้งระบบน้ำอัจฉริยะ กลับถูกธนาคารมองว่าเป็น “คนแปลกหน้า” เพราะไม่มีหลักฐานดิจิทัลที่สามารถพกพาได้

    ปัญหานี้เรียกว่า “เกาะข้อมูล” (Data Islands) ที่ข้อมูลถูกเก็บแยกในธนาคาร โทรคมนาคม และแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ โดยไม่มีสถาบันใดเห็นภาพรวมทั้งหมด

    สองโครงการที่ ธปท. กำลังสร้างเป็นทางหลวงข้อมูล

    ธปท. กำลังดำเนินการสองโครงการหลักเพื่อแก้ปัญหานี้:

    โครงการ Your Data เป็นการสร้างมาตรฐานระดับชาติสำหรับระบบนิเวศข้อมูลที่ยึด ความยินยอม เป็นฐาน ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธปท. อธิบายว่าเป็นเหมือน “รีโมทดิจิทัล” ที่ให้ประชาชนควบคุมข้อมูลของตนเอง และส่งต่อไปยังสถาบันที่ตนเลือกได้

    โครงการ Digital-RD เป็นความร่วมมือกับกรมสรรพากร เพื่อให้ผู้ใช้บริการสามารถใช้ประวัติการยื่นภาษีที่ผ่านการรับรองแล้วเป็นหลักฐานทางการเงินแบบดิจิทัล แทนเอกสารกระดาษ ช่วยให้ธนาคารสามารถอนุมัติสินเชื่อได้ภายในไม่กี่นาที

    ข้อมูลที่ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือโอกาส

    ประโยชน์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นไม่จำกัดอยู่แค่การเข้าถึงสินเชื่อ หลักเกณฑ์ Your Data ระบุชัดเจนว่าการแบ่งปันข้อมูลจะช่วย ปรับปรุงการเข้าถึงสินเชื่อในต้นทุนที่เหมาะสม ลดการพึ่งพาสินเชื่อนอกระบบ และอำนวยความสะดวกให้ข้อมูลไหลเวียนไปยังภาคส่วนอื่น เช่น ตลาดทุนและประกันภัย

    สำหรับประชาชนทั่วไป นี่หมายความว่าพฤติกรรมการใช้จ่ายที่เคย “มองไม่เห็น” จะกลายเป็นหลักฐานที่ใช้สร้างโอกาสได้ เช่นเดียวกับเกษตรกรทุเรียนรายนั้นที่ข้อมูลการชำระเงินผ่าน PromptPay จะกลายเป็นเครดิตทางสังคมในระบบการเงิน

    ความท้าทายที่ยังรออยู่

    อย่างไรก็ตาม รายงานจาก CGAP ชี้ว่ายังมีช่องว่างสำคัญสองประการ ประการแรก อำนาจของ ธปท. จำกัดอยู่แค่ผู้ให้บริการทางการเงินภายใต้การกำกับ ทำให้การเข้าถึงข้อมูลทางเลือก เช่น ข้อมูลภาษี ค่าน้ำค่าไฟ และอีคอมเมิร์ซ ยังต้องอาศัยกฎหมายเฉพาะหรือข้อตกลงทวิภาคี ประการที่สอง หน่วยงานรัฐและผู้ถือข้อมูลภาคเอกชนยังขาดมาตรฐานร่วมและโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการแลกเปลี่ยนข้อมูลอัตโนมัติ

    นั่นหมายความว่า แม้ทางหลวงสายใหม่จะเริ่มสร้างแล้ว แต่ยังต้องรอให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมกำหนด “กฎจราจร” ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันก่อน

  • FOURDIGIT ลงนาม MOU ร่วมกับ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มุ่งยกระดับการศึกษาด้าน Service Design

    FOURDIGIT ลงนาม MOU ร่วมกับ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มุ่งยกระดับการศึกษาด้าน Service Design

    มุ่งหน้าขยายความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ครอบคลุมแล้ว 10 สถาบันพาร์ทเนอร์ และมีผู้เข้าร่วมรวม 520 คนจนถึงปัจจุบัน

    วันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ.2569 บริษัท FOURDIGIT ได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ร่วมกับคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการศึกษาการออกแบบบริการ (Service Design) โดยพิธีลงนามจัดขึ้น ณ ศูนย์มนุษยศาสตร์ดิจิทัล (Center for Digital Humanities) ภายในคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ความเป็นมา

    นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2567 เป็นต้นมา FOURDIGIT ได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาต่างๆ ทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย เพื่อพัฒนาบุคลากรรุ่นใหม่ผ่านการศึกษาด้านการออกแบบบริการ (Service Design)

    FOURDIGIT และคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ร่วมกันจัดกิจกรรม Service Design Bootcamp สำหรับนิสิตมาแล้ว 2 ครั้ง ในปี พ.ศ.2568 และ  พ.ศ.2569 จากความร่วมมือที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งสองฝ่ายจึงได้ตกลงเข้าทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อขยายกรอบความร่วมมือด้านการศึกษาการออกแบบบริการให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น

    โครงการ Service Design Bootcamp ครั้งที่ 2 ซึ่งจัดขึ้นในปี พ.ศ.2569 ได้รับการอนุมัติให้เป็นหลักสูตรที่ได้รับการสนับสนุนจาก Association for Overseas Technical Cooperation and Sustainable Partnerships (AOTS) โดยเป็นโปรแกรมระยะเวลา 4 วัน จัดขึ้นเมื่อวันที่ 15, 16, 22 และ 23 สิงหาคม พ.ศ.2569 มีนิสิตจากคณะอักษรศาสตร์เข้าร่วมจำนวน 41 คน

    ตลอดระยะเวลาของโครงการ นิสิตได้รับประสบการณ์ตรงจากการลงมือปฏิบัติจริงในกระบวนการพื้นฐานของ Service Design ได้แก่ การสังเกตและรับฟังผู้คน การระบุโจทย์ การทำความเข้าใจความต้องการของผู้ใช้ และการนำข้อมูลเชิงลึกเหล่านั้นมาใช้ในการจินตนาการและออกแบบบริการที่ดีขึ้น

    ความร่วมมือในอนาคต

    ภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) นี้ FOURDIGIT และคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะร่วมกันวางแผนและดำเนินโปรแกรมการฝึกอบรม เวิร์กช็อป และกิจกรรมอื่นๆ ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างทักษะด้าน Service Design ให้แก่นิสิต คณาจารย์ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอื่นๆ

    นอกจากนี้ ความร่วมมือดังกล่าวยังเปิดโอกาสให้นิสิตได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์จริงผ่านการฝึกงาน ซึ่งรวมถึงการเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงานจริงในโปรแกรมการฝึกอบรม การเป็นกระบวนกร (Facilitation) และการบริหารจัดการกิจกรรมต่างๆ

    ยิ่งไปกว่านั้น ทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันแบ่งปันองค์ความรู้ เครื่องมือ ระเบียบวิธีปฏิบัติ แนวปฏิบัติที่ดีที่สุด (Best Practices) รวมถึงผลงานวิจัย โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับกิจกรรมการศึกษาและการวิจัยร่วมกันให้มีความเข้มข้นยิ่งขึ้น

    ผ่านข้อตกลงและกิจกรรมเหล่านี้ FOURDIGIT และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะร่วมกันสร้างเครือข่ายด้าน Service Design ที่เข้มแข็งและยั่งยืน พร้อมทั้งสร้างโอกาสใหม่ๆ ในการเติบโตและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั้งในประเทศไทยและในระดับนานาชาติ

    ความมุ่งมั่นของ FOURDIGIT ต่อการศึกษาด้าน Service Design

    ท่ามกลางการเติบโตอย่างต่อเนื่องของเศรษฐกิจดิจิทัลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความต้องการบุคลากรที่มีความสามารถในการจินตนาการและออกแบบบริการที่ก้าวข้ามพรมแดนระหว่างธุรกิจ เทคโนโลยี และการออกแบบ จึงมีเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก ในขณะเดียวกัน โอกาสในการเรียนรู้และฝึกปฏิบัติจริงด้าน Service Design ในบริบทของสถาบันการศึกษายังคงมีอยู่อย่างจำกัด

    เพื่อนำความรู้และความเชี่ยวชาญที่สั่งสมจากการทำงานจริงด้าน Service Design กลับคืนสู่ภาคการศึกษาและการพัฒนาบุคลากร FOURDIGIT จึงได้เดินหน้าสร้างพันธมิตรกับมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2567

    การลงนาม MOU ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในครั้งนี้ ส่งผลให้จำนวนมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาที่เป็นพาร์ทเนอร์ของ FOURDIGIT เพิ่มขึ้นเป็น 10 แห่ง ณ เดือนกันยายน พ.ศ.2569

    นอกจากนี้ จำนวนผู้เข้าร่วมสะสมในโปรแกรมการศึกษาด้าน Service Design ของ FOURDIGIT ทั้งในประเทศไทย มาเลเซีย และญี่ปุ่น ได้บรรลุยอดรวม 520 คนแล้ว

    ในอนาคต FOURDIGIT จะยังคงมุ่งมั่นร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาต่างๆ ต่อไป เพื่อขยายโอกาสในการเรียนรู้และลงมือปฏิบัติจริงด้าน Service Design ให้แก่นิสิตและบุคลากรรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง

    ข้อมูลองค์กร

    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกและเป็นหนึ่งในสถาบันอุดมศึกษาที่มีชื่อเสียงที่สุดของประเทศไทย ได้รับการยอมรับให้เป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของประเทศไทยจากการจัดอันดับมหาวิทยาลัยระดับโลกหลักๆ 3 สำนัก ได้แก่ World University Rankings 2025, QS World University Rankings 2025 และ Asian University Rankings 2024

    ในการจัดอันดับ QS World University Rankings 2025 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้รับการจัดให้อยู่ในอันดับที่ 277 ของโลก และอันดับที่ 43 ของเอเชีย โดยสามารถรักษาตำแหน่งมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของประเทศไทยติดต่อกันเป็นปีที่ 16

    ・ที่อยู่ : ถนนพญาไท แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330 ประเทศไทย

    ・เว็บไซต์ : https://www.chula.ac.th/en/

    ・ก่อตั้ง : พ.ศ. 2460

    ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ได้รับการเผยแพร่บน ด้วยเช่นกัน VRITIMES

  • TCL ส่งต่อความห่วงใยในโอกาสครบรอบ 22 ปี ร่วมกับ ททบ.5 และอีจัน พร้อมบริการตรวจเช็กถึงบ้านและค่าแรงซ่อมฟรี ลดค่าอะไหล่ 50% ช่วยฟื้นฟูเครื่องใช้ไฟฟ้าหลังน้ำลด

    TCL ส่งต่อความห่วงใยในโอกาสครบรอบ 22 ปี ร่วมกับ ททบ.5 และอีจัน พร้อมบริการตรวจเช็กถึงบ้านและค่าแรงซ่อมฟรี ลดค่าอะไหล่ 50% ช่วยฟื้นฟูเครื่องใช้ไฟฟ้าหลังน้ำลด

    เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2569 บริษัท ทีซีแอล อิเล็กทรอนิกส์ (ไทยแลนด์) จำกัด   ส่งต่อความห่วงใยเนื่องในโอกาสครบรอบ 22 ปี ร่วมกับสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 (ททบ.5) บริจาคอาหาร น้ำดื่ม พร้อมอุปกรณ์และน้ำยาทำความสะอาดบ้าน เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมทั้งในช่วงประสบภัยและการฟื้นฟูบ้านหลังน้ำลด โดยได้รับความร่วมมือจากแม็คโคร (Makro) ในการจัดเตรียมสิ่งของ พร้อมร่วมบริจาคน้ำดื่มผ่านอีจัน เพื่อส่งต่อความช่วยเหลือแก่ผู้ได้รับผลกระทบอีกช่องทางหนึ่ง

    TCL ตั้งใจให้โอกาสครบรอบ 22 ปีเป็นส่วนหนึ่งของการส่งต่อสิ่งดี ๆ ให้แก่สังคม ด้วยการสนับสนุนสิ่งของที่ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในช่วงภัยพิบัติ ควบคู่กับการเตรียมความพร้อมสำหรับการฟื้นฟูที่อยู่อาศัยเมื่อระดับน้ำลดลง เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของผู้ประสบภัยและเป็นกำลังใจให้ทุกครอบครัวผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบาก

    สำหรับการช่วยเหลือร่วมกับ ททบ.5 ทาง TCL ได้ส่งมอบอาหารและน้ำดื่ม รวมถึงอุปกรณ์และน้ำยาทำความสะอาดบ้าน โดยมีแม็คโครช่วยจัดเตรียมสิ่งของ และ 

    ททบ.5 เป็นผู้ส่งต่อความช่วยเหลือไปยังผู้ประสบภัย การบริจาคจึงครอบคลุมทั้งสิ่งจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตในช่วงน้ำท่วม และสิ่งของสำหรับทำความสะอาดบ้านหลังน้ำลด ซึ่งเป็นอีกขั้นตอนสำคัญในการกลับมาใช้ชีวิตประจำวัน

    ขณะเดียวกัน TCL ได้ร่วมบริจาคน้ำดื่มผ่านอีจัน เพื่อสนับสนุนการช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยหวังว่าการร่วมแรงร่วมใจของทุกภาคส่วนจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและส่งต่อกำลังใจไปยังครอบครัวที่ได้รับผลกระทบ

    นอกจากนี้ TCL ยังช่วยลดภาระค่าซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เสียหายจากน้ำท่วม ด้วย บริการตรวจเช็กถึงบ้านฟรี ค่าแรงซ่อมฟรี และส่วนลดค่าอะไหล่ 50% สำหรับผลิตภัณฑ์ TCL ทุกประเภทในพื้นที่กรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม สมุทรปราการ สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม ระหว่างวันที่ 3–31 ตุลาคม 2569 สำหรับลูกค้าที่ผ่านเกณฑ์การตรวจสอบจากช่างผู้เชี่ยวชาญ

    แจ้งซ่อมผ่าน LINE: @tclservicecenter เวลา 09.00–21.00 น. หรือ โทร. 02-026-6286 กด 4 เวลา 09.00–18.00 น. ทุกวัน เว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์

    TCL ขอขอบคุณแม็คโครที่ช่วยจัดเตรียมสิ่งของ ตลอดจน ททบ.5 และอีจันที่ร่วมส่งต่อความช่วยเหลือ พร้อมส่งความห่วงใยถึงผู้ประสบภัย เจ้าหน้าที่ และอาสาสมัครทุกคน ขอให้ทุกครอบครัวปลอดภัย และผ่านพ้นช่วงเวลานี้ไปด้วยกัน

    #ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม #TCL #TCLThailand #TCL22Years #Makro #ททบ5 #อีจัน

    ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ได้รับการเผยแพร่บน ด้วยเช่นกัน VRITIMES

  • Onboarding ที่ดีคือจุดเริ่มต้นของการรักษาพนักงาน: บทเรียนจากองค์กรไทยปี 2569

    Onboarding ที่ดีคือจุดเริ่มต้นของการรักษาพนักงาน: บทเรียนจากองค์กรไทยปี 2569

    เกินครึ่งของพนักงานไทยไม่ประทับใจ Onboarding

    ข้อมูลจาก Robert Walters ประเทศไทย เปิดเผยว่าเพียง 15% ของผู้เชี่ยวชาญในไทยให้คะแนนประสบการณ์ Onboarding ว่า “ยอดเยี่ยม” ขณะที่ 35% บอกว่าอยู่ในระดับ “ปานกลาง” และ 16% ระบุว่า “แย่หรือแย่มาก” ตัวเลขนี้ชี้ว่าองค์กรไทยยังมีช่องว่างอีกมากในการปรับปรุงกระบวนการต้อนรับและผสานพนักงานใหม่เข้าสู่องค์กร

    ความเชื่อมโยงที่มองข้าม: Onboarding กับอัตราการลาออก

    ที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือมีเพียง 29% ของพนักงานที่บอกว่าประสบการณ์ Onboarding ทำให้พวกเขามีแนวโน้มที่จะอยู่กับองค์กรต่อไป ช่องว่างระหว่างการสนับสนุนจากหัวหน้างานโดยตรง (71% รู้สึกได้รับการสนับสนุน) กับความผูกพันระยะยาว (29% เท่านั้น) สะท้อนว่าองค์กรยังไม่สามารถเปลี่ยน Onboarding ให้เป็นเครื่องมือสร้างความผูกพันที่แท้จริง

    ทำไม Onboarding จึงล้มเหลว: มองลึกลงไปที่สาเหตุ

    กับดักของ “งานธุรการที่ต้องทำให้เสร็จ”

    Punyanuch Sirisawadwattana ผู้จัดการประจำประเทศไทยของ Robert Walters ชี้ว่าบริษัทหลายแห่งยังคงมองว่า Onboarding เป็นกระบวนการที่ต้องทำให้เสร็จ มากกว่าจะเป็นส่วนสำคัญของการนำบุคลากรใหม่เข้าสู่องค์กร ทัศนคตินี้ทำให้ Onboarding กลายเป็นเพียงการกรอกเอกสาร แนะนำกฎระเบียบ และส่งต่อให้หัวหน้างาน โดยขาดการออกแบบประสบการณ์ที่น่าจดจำ

    ช่องว่างที่ใหญ่ที่สุด: การสนับสนุนจากหัวหน้างาน

    “หนึ่งในช่องว่างที่ใหญ่ที่สุดคือการสนับสนุนจากหัวหน้างาน” Punyanuch กล่าว โดยเน้นว่าหัวหน้างานโดยตรงมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้พนักงานใหม่ปรับตัวและสร้างความมั่นใจ หัวหน้างานต้องรับผิดชอบกระบวนการ Onboarding มากขึ้น ด้วยการให้การฝึกอบรมที่เหมาะสม กำหนดความคาดหวังที่ชัดเจน และจัดประชุมกับพนักงานใหม่อย่างสม่ำเสมอ

    แนวทางที่องค์กรชั้นนำใช้เพื่อพลิกเกม Onboarding

    สร้างความชัดเจนตั้งแต่วันแรก

    พนักงานใหม่ต้องเข้าใจว่าสิ่งใดถูกคาดหวังจากพวกเขา ลำดับความสำคัญคืออะไร และความสำเร็จในบทบาทของพวกเขาหน้าตาเป็นอย่างไร ความชัดเจนนี้ช่วยลดความไม่แน่นอนและช่วยให้พนักงานมีประสิทธิภาพเร็วขึ้น

    ขยายกรอบเวลาจาก 90 วันสู่การดูแลระยะยาว

    Robert Walters แนะนำให้องค์กรขยายมุมมอง Onboarding จากวันแรกๆ ไปสู่กระบวนการระยะยาว โดย 90 วันแรกมีความสำคัญเป็นพิเศษ แม้ว่ากฎหมายแรงงานไทยจะอนุญาตให้มีระยะทดลองงานได้ถึง 119 วันก็ตาม การช่วยให้พนักงานเปลี่ยนจากช่วงเรียนรู้และสร้างความสัมพันธ์ ไปสู่การมีส่วนร่วมและทำงานได้อย่างอิสระใน 90 วันแรก เป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง

    ใช้เทคโนโลยีเป็นตัวช่วย ไม่ใช่ตัวแทนของมนุษย์

    เทคโนโลยีและ AI สามารถทำให้ Onboarding มีประสิทธิภาพและรวดเร็วขึ้น แต่ควรเป็นตัวสนับสนุน ไม่ใช่ตัวแทนของการมีปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ พนักงานต้องการรู้สึกเชื่อมโยงกับทีมและหัวหน้างานเพื่อให้รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าและประสบความสำเร็จในบทบาทของตน

    กรณีศึกษาจากแนวปฏิบัติที่ดี

    การสร้างความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งตั้งแต่วันแรก

    มาตรการง่ายๆ เช่น ข้อความต้อนรับเฉพาะบุคคล การแนะนำพนักงานใหม่ให้รู้จักเพื่อนร่วมงานและผู้นำอาวุโส และการติดตามอย่างสม่ำเสมอว่าพวกเขาปรับตัวได้อย่างไร สามารถช่วยเสริมสร้างความผูกพันและการรักษาพนักงานได้ มาตรการเหล่านี้ไม่ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล แต่ต้องมีความตั้งใจและความสม่ำเสมอ

    การยอมรับว่าเวลาที่ใช้ในการพัฒนาไม่ใช่การสูญเสียผลิตภาพ

    การสำรวจพบว่าประมาณหนึ่งในสี่ของพนักงานบอกว่าพวกเขาต้องใช้เวลา 3-6 เดือนกว่าจะทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพในบทบาทใหม่ สำหรับพนักงานระดับอาวุโสหรือระดับผู้นำอาจต้องใช้เวลา 6-9 เดือน องค์กรควรมองว่านี่เป็นกระบวนการลงทุน ไม่ใช่การสูญเสียผลิตภาพ

    Onboarding ที่ดีไม่ใช่แค่การต้อนรับที่อบอุ่นในวันแรก แต่เป็นการออกแบบประสบการณ์ที่ทำให้พนักงานใหม่รู้สึกว่าพวกเขาเลือกถูกที่และต้องการอยู่ต่อ องค์กรที่ลงทุนในกระบวนการนี้จะเห็นผลตอบแทนในรูปของอัตราการลาออกที่ลดลงและความผูกพันที่เพิ่มขึ้น

  • ระบบบัญชีออนไลน์กับสงครามชิงตลาด SME ไทยที่ร้อนแรงที่สุดในปี 2026

    ระบบบัญชีออนไลน์กับสงครามชิงตลาด SME ไทยที่ร้อนแรงที่สุดในปี 2026

    สนามรบใหม่ของแพลตฟอร์มบัญชี

    ตลาดซอฟต์แวร์บัญชีในประเทศไทยกำลังเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดจะแตะ 215 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 และเพิ่มขึ้นเป็น 245 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2032 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ย 1.9% ต่อปี ตัวเลขเหล่านี้อาจดูไม่หวือหวา แต่เบื้องหลังคือการแข่งขันที่ดุเดือดระหว่างแพลตฟอร์มท้องถิ่นและระดับโลกที่ต้องการครองใจ SME ไทยกว่า 3 ล้านราย

    FlowAccount: เจ้าตลาดที่ไม่มีใครมองข้าม

    FlowAccount เป็นแพลตฟอร์มบัญชีคลาวด์สัญชาติไทยที่มีฐานผู้ใช้งานกว่า 130,000 บริษัท และมีเครือข่ายสำนักงานบัญชีพันธมิตรกว่า 5,000 แห่งทั่วประเทศ ความสำเร็จนี้ไม่ได้มาจากการเป็นแค่ซอฟต์แวร์บันทึกบัญชี แต่มาจากการสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมโยงนักบัญชี เจ้าของธุรกิจ และสถาบันการเงินเข้าด้วยกัน ในงาน Digital Accounting Conference 2026 ที่ FlowAccount จัดขึ้นเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา มีการถกเถียงในหัวข้อที่ว่า AI จะเป็นวิกฤติหรือโอกาสของนักบัญชีไทย ซึ่งสะท้อนว่าการแข่งขันไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องฟีเจอร์ แต่รวมถึงการกำหนดทิศทางของวิชาชีพในอนาคต

    PEAK: พันธมิตรธนาคารที่เปลี่ยนเกม

    PEAK เป็นอีกหนึ่งผู้เล่นสำคัญที่สร้างความแตกต่างด้วยการจับมือกับธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ ทั้งความร่วมมือกับ UOB ที่เปิดให้ SME ที่ใช้ระบบ PEAK ยื่นขอสินเชื่อได้โดยใช้ข้อมูลบัญชีดิจิทัลแทนหลักทรัพย์ค้ำประกัน และความร่วมมือกับ SCB ที่พัฒนาระบบเชื่อมต่อธนาคารโดยตรง ลดขั้นตอนการทำงานซ้ำซ้อนได้ถึง 12 เท่า

    ความร่วมมือระหว่าง PEAK และ SCB ในเดือนมีนาคม 2026 เปิดตัวฟีเจอร์ที่ช่วยให้ธุรกิจรับเงินผ่าน QR Payment และข้อมูลถูกบันทึกเข้าสู่ระบบบัญชีอัตโนมัติ ลดขั้นตอนจาก 3 ขั้นตอนเหลือเพียง 1 ขั้นตอน ขณะที่การอัปโหลดไฟล์ Payroll เพื่อตัดจ่ายเงินเดือนช่วยลดงานได้ถึง 10 เท่าเมื่อเทียบกับการคีย์ทีละรายการ

    Odoo: อาวุธของ SME ที่ต้องการครบวงจร

    Odoo เป็น ERP ระดับโลกที่ปรับแต่งสำหรับตลาดไทยโดยเฉพาะ ด้วยการรองรับภาษาไทยและ Thai Localization ที่ครบถ้วน รวมถึง VAT 30 รายงาน ภาษีหัก ณ ที่จ่าย e-Tax Invoice & e-Receipt และการเชื่อมต่อกับ PromptPay และ Mobile Banking จุดแข็งของ Odoo คือการเป็นระบบเดียวที่ครอบคลุมทั้งบัญชี การขาย สต็อก และทรัพยากรบุคคล เหมาะสำหรับ SME ที่ต้องการขยายธุรกิจโดยไม่ต้องเปลี่ยนระบบหลายรอบ

    ตลาดที่ยังมีช่องว่างให้เติม

    แม้การแข่งขันจะร้อนแรง แต่ข้อมูลจากงานวิจัยพบว่าปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกใช้โปรแกรมบัญชีของสถานประกอบการขนาดเล็กในเขตปทุมธานีให้ความสำคัญกับความสามารถในการทำงาน (ค่าเฉลี่ย 4.52) ลักษณะการใช้งาน (4.35) และความไม่ซับซ้อนของโปรแกรม ซึ่งหมายความว่ายังมีช่องว่างสำหรับผู้เล่นรายใหม่ที่สามารถตอบโจทย์ความเรียบง่ายและใช้งานง่ายได้ดีกว่าผู้เล่นรายเดิม

  • IMAGO Technologies เปิดตัว PaperSmart แท็บเล็ตนวัตกรรม 2 โหมดการทำงาน พลิกโฉมประสบการณ์การเรียนรู้ด้วยพลัง AI จาก EdPrep.ai

    IMAGO Technologies เปิดตัว PaperSmart แท็บเล็ตนวัตกรรม 2 โหมดการทำงาน พลิกโฉมประสบการณ์การเรียนรู้ด้วยพลัง AI จาก EdPrep.ai

    ผสานการเรียนการสอนในห้องเรียน
    การอ่านทบทวนด้วยตนเอง และระบบประเมินผลไว้ในเครื่องเดียว พร้อมผู้ช่วย AI ที่ปรับการเรียนรู้ให้เหมาะกับผู้เรียนแต่ละบุคคล

    กรุงเทพฯ, 6 ตุลาคม 2569 — IMAGO Technologies ประกาศเปิดตัว
    PaperSmart แท็บเล็ตนวัตกรรมใหม่ที่มาพร้อม 2 โหมดการทำงาน
    ผสานแพลตฟอร์มการเรียนรู้ส่วนบุคคล EdPrep.ai
    เข้ากับชุดเครื่องมือการสอนในชั้นเรียน ระบบประเมินผลดิจิทัล
    และระบบบริหารจัดการอุปกรณ์ไว้อย่างครบวงจรในอุปกรณ์เดียว

    PaperSmart ได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์รูปแบบการเรียนการสอนยุคใหม่
    โดยรวบรวมทุกกิจกรรมการเรียนรู้ไว้บนหน้าจอเดียว ผู้เรียนสามารถอ่านตำรา
    ทบทวนบทเรียน จดบันทึกด้วยลายมือ และฝึกทำแบบฝึกหัดได้อย่างเป็นขั้นตอน
    ขณะที่สถาบันการศึกษาสามารถดูแลและบริหารจัดการอุปกรณ์ของนักเรียนทั่วทั้งโรงเรียนได้อย่างปลอดภัยผ่านระบบบริหารจัดการส่วนกลาง

     

    ติวเตอร์ AI ส่วนบุคคล
    ยกระดับการอ่านทบทวนและการเรียนรู้ด้วยตนเอง
     

    หัวใจสำคัญของ PaperSmart คือ EdPrep.ai แพลตฟอร์ม AI เพื่อการเรียนรู้เฉพาะบุคคล
    ที่มุ่งช่วยให้ผู้เรียนเข้าใจเนื้อหาอย่างลึกซึ้ง มองเห็นโครงสร้างความคิด
    แก้ไขจุดที่มักเกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน
    และเตรียมความพร้อมสำหรับการสอบได้อย่างมีทิศทาง  เพราะความท้าทายสำคัญของนักเรียนในปัจจุบันไม่ใช่การค้นหาข้อมูล
    แต่คือการไม่รู้ว่าควรเรียนรู้อะไรต่อไป ไม่เข้าใจสาเหตุที่ตอบคำถามผิด
    และไม่สามารถเปลี่ยนคำแนะนำให้กลายเป็นพัฒนาการที่จับต้องได้

    EdPrep.ai จึงทำหน้าที่เสมือน “สมองที่สอง” (Second Brain) คอยช่วยอธิบายเนื้อหา
    แนะนำแบบฝึกหัด และกระตุ้นกระบวนการคิดอย่างเป็นขั้นตอนผ่านผู้ช่วย AI บนหน้าจอ โดยทำงานร่วมกับระบบ Smart Learning Memory ที่ประมวลผลประวัติการเรียน
    ผลการสอบ และพัฒนาการของผู้เรียนอย่างต่อเนื่อง
    เพื่อวิเคราะห์จุดแข็งและประเด็นที่ควรได้รับการเสริมทักษะเพิ่มเติมได้อย่างแม่นยำและเป็นระบบในทุกครั้งที่เปิดใช้งาน

    EdPrep.ai รองรับการเตรียมสอบวัดระดับมาตรฐานสากล อาทิ IGCSE, IELTS, TOEFL และ SAT พร้อมแบบฝึกหัดที่ครอบคลุมทั้งข้อสอบปรนัย
    การคำนวณ การเขียนเรียงความ (Essay) และการสอบพูด  ในด้านผู้สอน
    เครื่องมือนี้ยังช่วยเชื่อมโยงการเรียนการสอนในห้องเรียนเข้ากับการอ่านทบทวนและการเรียนรู้ด้วยตนเองนอกเวลาเรียนของนักเรียนได้อย่างไร้รอยต่อ

    “เราตั้งใจนำ PaperSmart และ EdPrep.ai เข้าสู่ตลาดเพื่อยกระดับการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการศึกษา
    นี่ไม่ใช่เพียงการเปิดตัวฮาร์ดแวร์ทั่วไป
    แต่เป็นการผสานฮาร์ดแวร์เฉพาะทางเข้ากับซอฟต์แวร์ AI ที่สามารถปรับตัวตามผู้เรียน
    เพื่อยกระดับมาตรฐานการเรียนการสอนไปอีกขั้น”  Rob Hughes ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายรายได้ (Chief Revenue Officer) ของ IMAGO Technologies กล่าว

     

    ปรับเปลี่ยนได้ 2 โหมด
    ตอบโจทย์ทุกสไตล์การใช้งาน
     

    ผู้ใช้สามารถสลับรูปแบบการแสดงผลของ PaperSmart ได้ทันทีเพียงแตะหน้าจอสองครั้ง
    (Double Tap) โดยมี 2 โหมดให้เลือกใช้งาน ได้แก่

    * Standard Mode: หน้าจอสีสันสดใส คมชัดสมจริง
    เหมาะสำหรับสื่อการเรียนรู้แบบอินเทอร์แอคทีฟ วิดีโอ และงานกราฟิก

    * Paper Mode: หน้าจอโทนสบายตาที่จำลองประสบการณ์การอ่านบนกระดาษ
    เหมาะสำหรับการอ่านหนังสือเป็นเวลานานและการเขียนจดบันทึก

    การสลับโหมดทำได้อย่างราบรื่นโดยไม่รบกวนงานที่กำลังดำเนินอยู่
    ไม่ว่าจะเป็นแอปพลิเคชัน หน้าเอกสาร หรือบันทึกที่เขียนค้างไว้
    ทุกอย่างยังคงอยู่ในตำแหน่งเดิม พร้อมให้ผู้ใช้ทำงานต่อได้ทันทีโดยไม่ต้องเปิดใหม่

    PaperSmart ยังมาพร้อม  IMAGO Collab กระดานทำงานอัจฉริยะ
    เชื่อมต่อการเรียนรู้และการทำงานร่วมกัน   IMAGO Collab ซึ่งติดตั้งมาในตัวเครื่อง
    ได้รวมฟังก์ชันไวท์บอร์ดอัจฉริยะและสมุดบันทึกดิจิทัลไว้ด้วยกัน
    ช่วยให้ครูและนักเรียนสามารถเขียน วาดภาพ จดบันทึกข้อความ
    และทำงานร่วมกันได้แบบเรียลไทม์ พร้อมเทมเพลตสำเร็จรูปและรองรับการเชื่อมต่อกับ Google Workspace

    นอกจากนี้ ยังมาพร้อมฟังก์ชัน Meeting Mind สำหรับบันทึกเสียงการบรรยาย
    การประชุม หรือการอภิปรายกลุ่มแบบออฟไลน์
    พร้อมระบบถอดเสียงและสรุปเนื้อหาโดยอัตโนมัติ
    ช่วยเปลี่ยนบทสนทนาให้กลายเป็นเอกสารสรุปบทเรียนและรายการสิ่งที่ต้องดำเนินการได้ทันที

     

    เครื่องมือบริหารจัดการอุปกรณ์และควบคุมการสอบสำหรับสถาบันการศึกษา

    ทีม IT ของโรงเรียนและมหาวิทยาลัยสามารถลงทะเบียน
    กำหนดนโยบาย และดูแลความปลอดภัยของ PaperSmart
    ทุกเครื่องจากระยะไกลผ่านระบบ Mobile Device Management

    มีโหมด Proctor Mode สำหรับการสอบดิจิทัล
    ช่วยจำกัดการเข้าถึงแอปพลิเคชันและฟังก์ชันที่ไม่เกี่ยวข้องกับการสอบ
    เพื่อป้องกันการทุจริตและสร้างสภาพแวดล้อมการสอบที่มีความน่าเชื่อถือ

     

    การจัดจำหน่ายและโปรโมชันเปิดตัว

    IMAGO Technologies เปิดรับลงทะเบียนสำหรับสถาบันการศึกษาและองค์กรที่สนใจนำ
    PaperSmart ไปใช้งาน พร้อมมอบสิทธิพิเศษในช่วงเปิดตัว
    ทั้งราคาพิเศษสำหรับการสั่งซื้อในระดับองค์กร และแพ็กเกจจัดชุดสุดคุ้ม

    ผู้สนใจสามารถศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมและลงทะเบียนได้ที่
    imago.us/paper-smart-tablet/

     

    เกี่ยวกับ IMAGO Technologies 

    IMAGO Technologies เป็นผู้นำระดับโลกด้านโซลูชันห้องเรียนอัจฉริยะแบบครบวงจร (Unified Smart Classroom) และพื้นที่ทำงานร่วมกัน
    โดยมุ่งสนับสนุนสถาบันการศึกษาและองค์กรธุรกิจทั่วโลกให้สามารถจัดการเรียนการสอน
    การเรียนรู้ และการทำงานร่วมกันได้อย่างไร้รอยต่อ  IMAGO มุ่งมั่นลดช่องว่างระหว่างประสิทธิภาพของฮาร์ดแวร์ ซอฟต์แวร์ SaaS อัจฉริยะ
    และระบบบริหารจัดการส่วนกลางระดับสถาบัน
    เพื่อสร้างประสบการณ์การใช้งานเทคโนโลยีที่เชื่อมโยงกันอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถหาข้อมูลเพิ่มเติม
    ได้ที่  imago.us

     

    ข้อมูลติดต่อสำหรับสื่อมวลชล

    IMAGO Technologies 
    อีเมล: hello@imago.us 
    เว็บไซต์: imago.us

    ติดตาม IMAGO Technologies ได้ทาง LinkedIn, Facebook, Instagram และ YouTube

    ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ได้รับการเผยแพร่บน ด้วยเช่นกัน VRITIMES

  • พลวัตการเติบโตของ Thai ESG Fund – วิเคราะห์ผลการดำเนินงานและประมาณการตลาดทุนไทย 2026

    พลวัตการเติบโตของ Thai ESG Fund – วิเคราะห์ผลการดำเนินงานและประมาณการตลาดทุนไทย 2026

    ยุคใหม่ของการลงทุนอย่างมีความรับผิดชอบ

    อุตสาหกรรมกองทุนรวมไทยกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงพื้นฐานในภูมิทัศน์การลงทุนอย่างยั่งยืน กองทุน Thai ESG (Thailand ESG Fund) ได้เกินความคาดหมายเริ่มต้น ไม่เพียงแต่เป็นเครื่องมือระดมทุน แต่ยังเป็นกลไกขับเคลื่อนการปฏิรูปการกำกับดูแลกิจการในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย การเติบโตแบบทวีคูณที่บันทึกไว้ตลอดปี 2025 จนถึงครึ่งแรกของปี 2026 ส่งสัญญาณชัดเจนว่านักลงทุนไทยมีความ成熟มากขึ้นในการพิจารณาปัจจัยสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) ในการตัดสินใจลงทุน

    ผลการดำเนินงานเชิงปริมาณ: ข้อมูลและตัวเลขล่าสุด

    การเติบโตของ NAV และจำนวนผลิตภัณฑ์

    ณ วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2026 ระบบนิเวศของกองทุน Thai ESG ประกอบด้วย 77 ผลิตภัณฑ์ที่บริหารโดยบริษัทจัดการสินทรัพย์ 19 แห่ง โดยมี NAV รวม 104,107 ล้านบาท—เติบโต 252% จากตำแหน่งสิ้นปี 2024 ตัวเลขนี้ไม่เพียงสะท้อนความชอบของนักลงทุน แต่ยังแสดงถึงการตอบสนองเชิงบวกของตลาดต่อมาตรการจูงใจทางการคลังและการปรับปรุงกรอบกฎระเบียบ

    ผลการดำเนินงานของดัชนี SETESG

    ดัชนี SETESG ซึ่งเป็นเกณฑ์มาตรฐานหลักสำหรับผลการดำเนินงานการลงทุนอย่างยั่งยืน บันทึกผลตอบแทนรวม 23.40% สำหรับระยะเวลาหนึ่งปีจนถึงเดือนพฤษภาคม 2026 แม้ว่าในอดีตดัชนีนี้จะไม่สามารถเอาชนะ SET TRI ได้อย่างสม่ำเสมอในทุกช่วงเวลา แต่โมเมนตัมการฟื้นตัวหลังวิกฤตโควิดแสดงให้เห็นว่าบริษัทที่มีแนวปฏิบัติ ESG ที่เหนือกว่ามีแนวโน้มที่จะยืดหยุ่นต่อแรงกระแทกของตลาดมากกว่า

    ปัจจัยขับเคลื่อนการเติบโต: ระหว่างกฎระเบียบและความชอบของนักลงทุน

    บทบาทของมาตรการจูงใจทางภาษีในการกระตุ้นการมีส่วนร่วม

    นโยบายลดหย่อนภาษีสูงสุด 300,000 บาทต่อปี โดยมีระยะเวลาถือครอง 5 ปี ได้เปลี่ยนการคำนวณการลงทุนสำหรับนักลงทุนรายย่อยไทย ด้วยอัตราภาษีส่วนเพิ่มสูงสุดถึง 35% มาตรการจูงใจนี้ให้การประหยัดภาษีที่มีนัยสำคัญซึ่งเพิ่มผลตอบแทนสุทธิของนักลงทุนอย่างมีประสิทธิผล

    การกระจายผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมเครื่องมือ

    บริษัทจัดการสินทรัพย์ยังคงสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์รูปแบบต่างๆ ที่เหมาะกับโปรไฟล์ความเสี่ยงที่แตกต่างกัน ตั้งแต่กองทุนดัชนี SET50 ไปจนถึงกองทุนผสม กลุ่มผลิตภัณฑ์ Thai ESG Fund ในปัจจุบันครอบคลุมกลยุทธ์การลงทุนที่หลากหลาย รวมถึงผลิตภัณฑ์ Thai ESGX ที่ให้ความยืดหยุ่นในการจัดสรรสินทรัพย์มากขึ้น

    ความท้าทายและโอกาสท่ามกลางความไม่แน่นอนของโลก

    ความเสี่ยงจากการกระจุกตัวและสภาพคล่อง

    แม้จะมีการเติบโตอย่างรวดเร็ว อุตสาหกรรมต้องเผชิญความท้าทายเกี่ยวกับการกระจุกตัวของพอร์ตโฟลิโอในบางภาคส่วน บริษัทที่ผ่านเกณฑ์ ESG ที่เข้มงวดยังมีจำนวนจำกัด ทำให้ผู้จัดการการลงทุนต้องสร้างสมดุลระหว่างคุณภาพ ESG และการกระจายความเสี่ยง ซึ่งมีความเกี่ยวข้องเนื่องจากมีเพียงสองบริษัทจดทะเบียนไทยในปัจจุบันที่ผ่านเกณฑ์เข้มงวดสำหรับโปรแกรม Corporate Value-Up ของ ก.ล.ต.

    โอกาสขยายสู่ตลาดภูมิภาค

    การรวมตัวของตลาดทุนอาเซียนเปิดโอกาสให้กองทุน Thai ESG ลงทุนในสินทรัพย์อย่างยั่งยืนข้ามประเทศ กรอบกฎระเบียบของ ก.ล.ต. ไทยที่อนุญาตให้ลงทุนในกองทุนต่างประเทศที่มีเกณฑ์ ESG บางประการให้พื้นที่การเติบโตเพิ่มเติม

  • HydroNeo และ Algaeba: การปฏิวัติ IoT และ AI ในการเลี้ยงกุ้งของไทย

    HydroNeo และ Algaeba: การปฏิวัติ IoT และ AI ในการเลี้ยงกุ้งของไทย

    เมื่อเกษตรกรกุ้งเปลี่ยนสู่ข้อมูลเรียลไทม์

    ประเทศไทยเป็นหนึ่งในผู้ผลิตกุ้งรายใหญ่ที่สุดของโลก แต่อุตสาหกรรมนี้เผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้างอย่างรุนแรง อัตราการตายของกุ้งสูงถึง 30-80% จากการจัดการคุณภาพน้ำล้มเหลว การระบาดของโรค และผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเลี้ยงกุ้งส่วนใหญ่ในไทยดำเนินการโดยเกษตรกรรายย่อยที่ต้องพึ่งพาวิธีดั้งเดิม การสังเกตด้วยตาและการประมาณการด้วยมือ ซึ่งเสี่ยงต่อข้อผิดพลาดและไม่สม่ำเสมอ

    HydroNeo สตาร์ทอัพฐานในประเทศไทย นำเสนอระบบ Smart Farm Management System บนพื้นฐาน Internet of Things (IoT) ที่ช่วยให้เกษตรกรกุ้งติดตามพารามิเตอร์คุณภาพน้ำแบบเรียลไทม์ รวมถึงออกซิเจนละลาย pH และอุณหภูมิ ระบบนี้ไม่เพียงแจ้งเตือนล่วงหน้าต่อสภาวะอันตราย แต่ยังทำให้การทำงานเป็นอัตโนมัติ เช่น การเติมอากาศและการให้อาหาร ซึ่งลดต้นทุนค่าไฟได้ถึง 30% และย่นรอบเก็บเกี่ยวได้ถึง 10 วัน

    ผลกระทบที่วัดได้สำหรับเกษตรกรรายย่อย

    การศึกษาของกระทรวงเกษตรไทยในปี 2023 พบว่าเกษตรกรที่ใช้ HydroNeo เพิ่มผลิตภาพได้ 13% ผ่านอัตราการรอดชีวิตที่ดีขึ้นและการเจริญเติบโตที่แข็งแรง ด้วยการสนับสนุนจาก GSMA Innovation Fund HydroNeo ขยายแอปพลิเคชันเกษตรดิจิทัลด้วยฟีเจอร์ติดตามขนาดกุ้ง ดัชนีราคา ตรวจจับโรค และสมุดบันทึกเกษตรกร

    ที่สำคัญกว่านั้น แอปพลิเคชันนี้ยังใช้ได้กับเกษตรกรที่ไม่ได้ใช้ฮาร์ดแวร์ IoT ของ HydroNeo ทำให้การเข้าถึงกว้างขึ้น เกษตรกรกุ้งกว่า 1,000 รายในภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ของไทยได้รับประโยชน์โดยตรง โดย 79% รายงานว่าฟีเจอร์สมุดบันทึกเกษตรช่วยเพิ่มความสามารถในการติดตามกิจกรรมและเฝ้าระวังสภาพบ่อ ดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ https://www.hydroneo.com/

    SeaThru: การให้อาหารแม่นยำด้วย AI จาก Algaeba

    ขณะที่ HydroNeo เน้นการจัดการคุณภาพน้ำ Algaeba สตาร์ทอัพจากนนทบุรี พัฒนา SeaThru CURRENT และ SeaThru VISION ซึ่งเป็นระบบให้อาหารแม่นยำด้วย AI ที่เปลี่ยนวิธีปฏิบัติแบบดั้งเดิมให้เป็นการตัดสินใจบนฐานข้อมูล SeaThru VISION เป็นระบบตรวจสอบถาดอัตโนมัติที่ยกถาดเป็นระยะ จับภาพอาหารและกุ้ง ตรวจจับอาหารเหลือ และปรับตรรกะเครื่องให้อาหาร โดยไม่ต้องมีมนุษย์แทรกแซง

    ผลลัพธ์ชัดเจน: ลดต้นทุนอาหารได้ถึง 17% (ประหยัดได้ถึง 40,000 บาทต่อเดือนต่อบ่อ) กุ้งโตเร็วขึ้นถึง 15% และปรับปรุงอัตราการเปลี่ยนอาหาร (FCR) 17% เทคโนโลยีนี้ผ่านการทดสอบอย่างเข้มงวดตั้งแต่ปี 2021 และในเดือนตุลาคม 2025 ได้รับอนุญาตเทคโนโลยีจาก NECTEC หน่วยงานวิจัยแห่งชาติไทย

    อนาคตการเลี้ยงกุ้งที่ขับเคลื่อนด้วยดิจิทัล

    การรวมกันของ HydroNeo และ Algaeba สะท้อนภูมิทัศน์ใหม่ของการเลี้ยงกุ้งไทย: อุตสาหกรรมที่เปลี่ยนจากความเชี่ยวชาญเฉพาะบุคคลไปสู่ระบบมาตรฐาน วัดผลได้ และทำซ้ำได้ ความท้าทายข้างหน้าคือการขยายการยอมรับให้ทั่วถึง โดยเฉพาะเกษตรกรรายย่อยที่มีข้อจำกัดด้านทุน แต่เมื่อเทคโนโลยีมีราคาจับต้องได้มากขึ้นและระบบนิเวศสตาร์ทอัพเติบโต วิสัยทัศน์การเลี้ยงกุ้งแม่นยำในไทยก็ใกล้ความจริงมากขึ้น ข้อมูลเพิ่มเติมที่ https://www.algaeba.com/