Blog

  • TCL จัดใหญ่ฉลอง 22 ปี เปิดแคมเปญ “TCL 22GETHER” ส่งความสุขแบบคูณ 22 ทุ่มรางวัลกว่า 2.2 ล้านบาท พร้อมภารกิจ 22 ล้านก้าวเพื่อสังคม

    TCL จัดใหญ่ฉลอง 22 ปี เปิดแคมเปญ “TCL 22GETHER” ส่งความสุขแบบคูณ 22 ทุ่มรางวัลกว่า 2.2 ล้านบาท พร้อมภารกิจ 22 ล้านก้าวเพื่อสังคม

    บริษัท ทีซีแอล อิเล็กทรอนิกส์ (ไทยแลนด์) จำกัด ประกาศความสำเร็จ ในการดำเนินธุรกิจครบรอบ 22 ปี จัดแคมเปญยิ่งใหญ่แห่งปี “TCL 22GETHER” Celebrate Every Home, Every Moment เติมเต็มความสุข ทุกบ้าน ทุกช่วงเวลา ส่งมอบสิทธิพิเศษแทนคำขอบคุณผู้บริโภค ผ่าน 3 กลุ่มกิจกรรมหลักที่ครอบคลุม ทั้งการช้อปปิ้ง การสร้างสรรค์คอนเทนต์ และการส่งต่อประโยชน์คืนสู่สังคม รวมมูลค่ารางวัลกว่า 2.2 ล้านบาท พร้อมชวนคนไทยร่วมภารกิจสะสม 22 ล้านก้าวเพื่อสังคม 

    สำหรับแคมเปญ “TCL 22GETHER” ในครั้งนี้ ถือเป็นจุดหมายสำคัญของ TCL ในการตอกย้ำความมุ่งมั่นที่จะเติบโตไปพร้อมกับผู้บริโภคชาวไทย ผ่านการนำเสนอ เทคโนโลยีและเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีคุณภาพ ตลอดจนการส่งมอบประสบการณ์ที่ดีที่สุด ในทุกการเติบโต โดยตั้งใจถ่ายทอดความผูกพันตลอดการเดินทาง 22 ปี ผ่านเลข ‘22’ ที่ร้อยเรียงเป็นพิเศษในทุกกิจกรรม สิทธิประโยชน์ และของรางวัล เพื่อแทนคำขอบคุณและเชิญชวนให้ทุกคนมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งของการเฉลิมฉลอง ก้าวสำคัญไปด้วยกัน

    โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มกิจกรรมหลัก ดังนี้

    BUY & GET ฉลองทุกการซื้อ พร้อมรับสิทธิพิเศษ

    Celebrate Every Purchase: ซื้อผลิตภัณฑ์ TCL ที่ร่วมรายการระหว่างวันที่ 1 ตุลาคม 2569 ถึง 3 มกราคม 2570 รับของขวัญพิเศษจาก TCL โดยสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ ณ จุดขาย

    Celebrate Every Privilege: ซื้อผลิตภัณฑ์ TCL รุ่นใดก็ได้ และสะสมยอดสู่นักช้อป Top Spender ตั้งแต่ 100,000 บาทขึ้นไป จำนวน 22 ท่านแรกเท่านั้น จะได้รับสิทธิ์ Exclusive 22 Club ประกอบด้วย Cashback มูลค่า 22,000 บาทต่อท่าน พร้อมบริการ VIP CARE ติดตั้งเครื่องปรับอากาศ TCL ฟรี 1 ครั้ง ตามเงื่อนไขที่กำหนด ประกาศผลวันที่ 15 มกราคม 2570

    JOIN & CELEBRATE ร่วมสร้างโมเมนต์พิเศษกับ TCL ผ่าน TikTok

    Celebrate Every Moment: ถ่ายคลิปโดยใช้เพลง “TCL” พร้อมติดแฮชแท็ก #TCL22GETHER #22HBDTCL และ #TCLCelebrateEveryMoment เพื่อลุ้นรับของขวัญสุด Exclusive “TCL x Deane Family” จำนวน 22 รางวัล เปิดรับผลงานตั้งแต่วันที่ 25 ตุลาคมถึง 31 ธันวาคม 2569 และประกาศผลวันที่ 15 มกราคม 2570 ตามเงื่อนไขที่กำหนด

    Celebrate Every Home: บอกรัก TCL ผ่านการถ่ายคลิป “TCL Love Story” เล่าความประทับใจที่มีต่อสินค้า TCL ที่ใช้งานจริงภายในบ้าน พร้อมติดแฮชแท็ก #TCL22GETHER #TCLLoveStory22 และ #WeLoveTCL22 ผู้ชนะจำนวน 22 ครอบครัวจะได้รับผลิตภัณฑ์ TCL ฟรี ครอบครัวละ 1 สินค้า เปิดรับผลงานถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2569 และประกาศผลวันที่ 4 ธันวาคม 2569 ตามเงื่อนไขที่กำหนด

    GIVE BACK เพราะทุกก้าวมีความหมายต่อสังคม

    Celebrate Every Step: ชวนคนไทยร่วมสะสมให้ถึงเป้าหมาย 22,000,000 ก้าว ภายใต้แนวคิด “Give a Step Give Back Together” โดยทุก 1,000 ก้าวคิดเป็นเงิน 10 บาท เพื่อส่งเสริมมูลนิธิด้านกีฬาสำหรับผู้พิการ ผู้ที่มียอดก้าวสะสมสูงสุด 22 คน จะได้รับโทรศัพท์ TCL NXTPAPER 70 Pro และหูฟัง TCL Earbuds รุ่น Crystal Clips เปิดสะสมก้าวตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคมถึง 13 ธันวาคม 2569 และประกาศผลวันที่ 18 ธันวาคม 2569

    “TCL 22GETHER” จึงเป็นมากกว่าการฉลองครบรอบ 22 ปี แต่เป็นการส่งต่อความสุข ทุกโมเมนต์แห่งความประทับใจ ไปจนถึงทุกก้าวที่ร่วมสร้างประโยชน์กลับคืนสู่สังคม

    สามารถติดตามรายละเอียด กติกา และช่องทางลงทะเบียนได้ที่ https://www.tcl.com/th/th และ https://www.facebook.com/TCLThailand

    ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ได้รับการเผยแพร่บน ด้วยเช่นกัน VRITIMES

  • ปฏิรูปการจัดซื้อภาครัฐ 4 เสา: เมื่องบประมาณ 10% ของ GDP กลายเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

    ปฏิรูปการจัดซื้อภาครัฐ 4 เสา: เมื่องบประมาณ 10% ของ GDP กลายเป็นเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

    การจัดซื้อภาครัฐของไทยคิดเป็นสัดส่วนประมาณ 10% ของ GDP และในบางประเทศตัวเลขนี้สูงถึง 10–20% ทำให้เป็นหนึ่งในเครื่องมือเชิงนโยบายที่ทรงพลังที่สุดของรัฐบาล เมื่อ 27 เมษายน 2026 รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ประกาศวิสัยทัศน์ที่จะเปลี่ยนระบบจัดซื้อจัดจ้างให้เป็น levers เชิงกลยุทธ์สำหรับการเติบโต โดยมี SMEs สตาร์ทอัพ และความยั่งยืนเป็นแกนกลาง สาระสำคัญคือการย้ายจากปรัชญาที่เน้นราคาต่ำสุดไปสู่การสร้างคุณค่าทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน

    เสาที่หนึ่งคือ e-GP ที่เชื่อมกับระบบธนาคาร แพลตฟอร์ม e-GP จะเป็นศูนย์กลาง และมีนโยบายใหม่เชื่อมโยงโดยตรงกับระบบธนาคาร เพื่อให้ SMEs และวิสาหกิจเพื่อสังคมเข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น ลดอุปสรรคที่ทำให้ธุรกิจเล็กแข่งขันในตลาดภาครัฐได้ยาก เสาที่สองและสามคือจัดซื้อสีเขียวและประตูสำหรับสตาร์ทอัพ รัฐบาลผูกพันที่จะฝังเกณฑ์สิ่งแวดล้อมเข้าไปในการตัดสินใจจัดซื้อจัดจ้าง พร้อมรับมือกับต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น และสร้างอุปสงค์ในประเทศสำหรับสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ขณะที่สตาร์ทอัพไทยจะได้รับช่องทางเฉพาะในระบบจัดซื้อ เพื่อใช้จ่ายภาครัฐเป็นตัวเร่งระบบนิเวศนวัตกรรมในประเทศ

    เสาที่สี่คือคะแนนพิเศษและระบบจัดเกรดผู้รับจ้าง SMEs และวิสาหกิจเพื่อสังคมจะได้รับคะแนนพิเศษในระบบประมูล พร้อมกันนั้นรัฐบาลผลักดัน open data ให้บันทึกการจัดซื้อของกรมบัญชีกลางเข้าถึงได้สาธารณะ และพัฒนาระบบจัดเกรดผู้รับจ้างเพื่อยกระดับความรับผิดชอบและความเร็วในการส่งมอบโครงการ ข้อมูลจากเว็บไซต์ทางการของไทยยังระบุว่า กรมบัญชีกลางได้รับการยอมรับในเวที International Public Procurement Conference 2026 ว่าเป็นต้นแบบระดับภูมิภาคของเอเชียแปซิฟิก

    การปฏิรูปนี้ไม่ได้จำกัดอยู่แค่หน่วยงานรัฐ เมื่อ e-GP กลายเป็นมาตรฐานกลางและเปิดข้อมูลมากขึ้น ซัพพลายเออร์ที่ต้องการเข้าร่วมจะต้องปรับระบบข้อมูลคาร์บอน ระบบธุรกรรมดิจิทัล และธรรมาภิบาลให้สอดคล้องตั้งแต่วันนี้ ผู้ประกอบการที่เคยพึ่งพาความสัมพันธ์ส่วนตัวในการประมูลภาครัฐจะต้องหันมาลงทุนในความโปร่งใสและความสามารถในการวัดผลแทน ซึ่งจะส่งแรงกดดันย้อนกลับไปยังห่วงโซ่อุปทานเอกชนที่ป้อนสินค้าและบริการให้ภาครัฐโดยตรง ติดตามข้อมูลทางการได้ที่ https://www.comptroller.go.th

  • Crypto ETF ไทยมีผล 16 ตุลาคม 2026: เปิดทาง Bitcoin-Ethereum แต่คุมเข้มนักลงทุนรายย่อย

    Crypto ETF ไทยมีผล 16 ตุลาคม 2026: เปิดทาง Bitcoin-Ethereum แต่คุมเข้มนักลงทุนรายย่อย

    ทำไม Crypto ETF ถึงเป็นจุดเปลี่ยนของตลาดทุนไทย

    การที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ออกประกาศชุดใหม่ว่าด้วยการจัดตั้งและกรอบกำกับดูแล Crypto Exchange-Traded Fund (Crypto ETF) ถือเป็นการเปลี่ยนสถาปัตยกรรมของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลไทยอย่างมีนัยสำคัญ เพราะนักลงทุนรายย่อยจะสามารถเข้าถึงสินทรัพย์ดิจิทัลผ่านผลิตภัณฑ์ที่ซื้อขายบนตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ได้โดยไม่ต้องเปิดบัญชีกับผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลโดยตรง ประกาศชุดนี้มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 16 ตุลาคม 2026 หลังจาก ก.ล.ต. จัดรับฟังความคิดเห็นสาธารณะสองรอบในช่วงเมษายน–พฤษภาคม และสิงหาคม–กันยายน 2026 โดยผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่สนับสนุนหลักการและร่างประกาศ

    จุดเปลี่ยนนี้ไม่ได้เกี่ยวกับการ “เปิดเสรี” สินทรัพย์ดิจิทัลแบบไม่มีเงื่อนไข แต่เป็นการออกแบบช่องทางลงทุนที่อยู่ภายใต้กรอบคุ้มครองผู้ลงทุนที่ชัดเจนกว่าเดิม ความท้าทายของ ก.ล.ต. คือการทำให้ผลิตภัณฑ์ใหม่เข้าถึงได้โดยไม่ผลักความเสี่ยงที่ซับซ้อนไปให้นักลงทุนรายย่อยโดยตรง

    ห้ากำแพงคุ้มครองผู้ลงทุนในกฎลูกใหม่

    มาตรการคุ้มครองผู้ลงทุนที่ ก.ล.ต. กำหนดมีอย่างน้อยห้าชั้น ชั้นแรกคือความพร้อมของบริษัทจัดการกองทุน (AMC) ที่ต้องแสดงศักยภาพด้านบุคลากร ระบบปฏิบัติการ และข้อตกลงกับผู้ให้บริการที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้กองทุนดำเนินงานได้อย่างปลอดภัยและเป็นระเบียบ ชั้นที่สองคือโครงสร้างการลงทุนแบบ Passive ที่ต้องรักษาสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ดิจิทัลเดียวโดยเฉลี่ยไม่ต่ำกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าทรัพย์สินสุทธิ (NAV) ตลอดปีบัญชี ชั้นที่สามคือการเก็บรักษาทรัพย์สินของกองทุนต้องทำผ่านผู้ดูแลสินทรัพย์ดิจิทัล (DA custodian) ที่อยู่ภายใต้การกำกับของ ก.ล.ต. เท่านั้น ชั้นที่สี่คือการซื้อขายต้องทำบน SET เท่านั้น และชั้นที่ห้าคือบริษัทหลักทรัพย์ต้องให้ความรู้เกี่ยวกับลักษณะและความเสี่ยงของผลิตภัณฑ์ รวมถึงมีกลไกให้นักลงทุนรับทราบและยืนยันความเข้าใจก่อนซื้อขาย

    สินทรัพย์ตั้งต้นแค่ Bitcoin และ Ethereum

    ในระยะเริ่มต้น สินทรัพย์ดิจิทัลที่ Crypto ETF สามารถลงทุนได้จำกัดอยู่ที่ Bitcoin และ Ethereum เท่านั้น การจำกัดขอบเขตเช่นนี้สะท้อนหลักการคัดเลือกสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่อง การยอมรับในวงกว้าง ความปลอดภัยของเครือข่าย และการคุ้มครองผู้ลงทุน เป็นการป้องกันไม่ให้ผลิตภัณฑ์ใหม่กระจายความเสี่ยงไปยังสินทรัพย์ที่มีสภาพคล่องต่ำหรือมีประวัติราคาผันผวนรุนแรงเกินกว่าที่กลไกคุ้มครองจะรองรับได้

    ห้าม Margin Loan และบังคับรับทราบความเสี่ยง

    มาตรการที่เข้มงวดอีกข้อคือบริษัทหลักทรัพย์ไม่ได้รับอนุญาตให้ให้สินเชื่อเพื่อซื้อ Crypto ETF (Margin Loan) ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางกำกับสินทรัพย์ดิจิทัลที่ห้าม lending เพื่อซื้อสินทรัพย์ดิจิทัลอยู่แล้ว การห้ามนี้ตัดวงจรการขยายความเสี่ยงแบบ leveraged ที่อาจทำให้ผู้ลงทุนรายย่อยขาดทุนเกินเงินต้น นอกจากนี้ บริษัทหลักทรัพย์ยังต้องเน้นการจัดสรรสินทรัพย์ที่เหมาะสม หลีกเลี่ยงการลงทุนกระจุกตัวในสินทรัพย์ดิจิทัล และตัดสินใจลงทุนให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ของผู้ลงทุนแต่ละราย

  • แอปกู้เงินเถื่อนกว่า 1,500 แอป: เมื่อเหยื่อกลายเป็นบัญชีม้าโดยไม่รู้ตัว

    แอปกู้เงินเถื่อนกว่า 1,500 แอป: เมื่อเหยื่อกลายเป็นบัญชีม้าโดยไม่รู้ตัว

    ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ 2568 ถึง 20 พฤษภาคม 2569 ธปท. ส่งรายชื่อแอปฯ ให้กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมขอคำสั่งศาลปิดกั้นจำนวน 79 แอปพลิเคชัน และตรวจพบ 57 แอปที่ไม่มีการจดทะเบียน ขณะเดียวกันมีการปิดกั้น URL ที่เกี่ยวข้องกับการเรียกเก็บดอกเบี้ยเกินอัตราไปแล้ว 1,466 URL ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 ถึงพฤษภาคม 2569 ตัวเลขนี้เป็นเพียงส่วนที่มองเห็น เพราะแอปเถื่อนจำนวนมากยังแฝงตัวในสโตร์แอปพลิเคชันและโซเชียลมีเดียด้วยข้อความเชิญชวนซ้ำ ๆ ว่า “กู้ง่าย ได้เร็ว ดอกเบี้ยต่ำ ใช้เอกสารน้อย ไม่ต้องมีหลักประกัน ติดแบล็กลิสต์ก็กู้ได้”

    เมื่อผู้บริโภคหลงเชื่อ กรอกข้อมูลส่วนบุคคล และติดตั้งแอปฯ สิ่งที่ตามมาคือการเข้าถึงรายชื่อผู้ติดต่อ รูปภาพ และข้อความในโทรศัพท์ ซึ่งกลายเป็นเครื่องมือกดดันในภายหลัง ผู้เสียหายรายหนึ่งเริ่มจากความต้องการเงินก้อนเล็ก ๆ หมุนเวียนชีวิต แต่กลับถูกอายัดบัญชีและถูกสอบสวนในคดีฟอกเงิน เพราะบัญชีของตนถูกใช้เป็น “บัญชีม้า” โดยไม่รู้ตัว ขณะที่อีกกรณีหนึ่ง ผู้เสียหายกู้เงิน 50,000 บาท แต่ต้องจ่ายคืนถึง 750,000 บาท ถูกทวงหนี้รายวันผ่านไลน์ SMS และโทรศัพท์ รวมถึงถูกนำภาพจากเฟซบุ๊กมาข่มขู่ครอบครัว

    ในทางกฎหมาย การกระทำเหล่านี้เข้าข่ายผิดพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 มาตรา 22 ที่ห้ามโฆษณาเท็จหรือเกินจริง โดยมีโทษตามมาตรา 47 และผู้ให้บริการที่ปล่อยกู้โดยไม่ได้รับอนุญาตต้องรับโทษตามกฎหมายว่าด้วยสินเชื่อส่วนบุคคล แต่ปัญหาที่ลึกกว่าคือช่องว่างเชิงสถาบัน สภาผู้บริโภคชี้ว่า ธปท. มีอำนาจกำกับ “ธุรกิจสินเชื่อ” แต่ไม่มีอำนาจควบคุม “ตัวแอปพลิเคชัน” โดยตรง ทำให้แอปฯ ที่ไม่ได้รับอนุญาตยังเข้าถึงผู้บริโภคได้ การปิดกั้นจึงต้องอาศัยความร่วมมือหลายหน่วยงาน ทั้งดีอี ตำรวจ และศาล ซึ่งใช้เวลาและไม่ทันต่อการเกิดเหยื่อรายใหม่

    กรณีเหล่านี้ชี้ว่าการคุ้มครองผู้บริโภคในสินเชื่อดิจิทัลต้องแก้ที่ช่องทางการเข้าถึง ไม่ใช่เพียงปิดแอปทีละแอป หากไม่มีกลไกตรวจสอบแอปตั้งแต่ต้นทางและไม่มีทางเลือกสินเชื่อในระบบสำหรับกลุ่มที่ไม่มีหลักประกัน ปัญหาบัญชีม้าและดอกเบี้ยโหดจะกลับมาในชื่อแอปใหม่เสมอ

  • TELECOMS WORLD ASIA 2026 กลับมาอีกครั้งอย่างยิ่งใหญ่ ณ กรุงเทพมหานคร ท่ามกลางความท้าทายครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมเอเชีย

    TELECOMS WORLD ASIA 2026 กลับมาอีกครั้งอย่างยิ่งใหญ่ ณ กรุงเทพมหานคร ท่ามกลางความท้าทายครั้งสำคัญของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมเอเชีย

    เวทีชั้นนำด้านโทรคมนาคมของเอเชียรวบรวมผู้เชี่ยวชาญกว่า 1,500 คน ผู้สนับสนุนและบริษัทผู้ร่วมแสดงสินค้ากว่า 120 ราย และวิทยากรกว่า 130 คน เพื่อร่วมรับมือกับการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรม จากการมุ่งขยายขนาดธุรกิจสู่การสร้างผลกำไรอย่างยั่งยืน

    กรุงเทพฯ ประเทศไทย – ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมโทรคมนาคมในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมุ่งเน้นการขยายโครงข่าย เพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการ และพัฒนาเทคโนโลยีเครือข่ายอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ในวันที่อุตสาหกรรมกำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การขยายธุรกิจเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพออีกต่อไป ผู้ประกอบการจำเป็นต้องมองหาแนวทางในการสร้างผลกำไร ควบคู่ไปกับการรักษาความสามารถในการแข่งขันและการเติบโตอย่างยั่งยืน 

    ท่ามกลางความท้าทายดังกล่าว Telecoms World Asia 2026 เตรียมกลับมาจัดงานที่กรุงเทพฯ ระหว่างวันที่ 27–28 ตุลาคม 2569 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร โดยตลอดระยะเวลา 2 วัน งานจะรวบรวมผู้บริหารระดับสูงกว่า 1,500 ท่านจากผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ (MNOs) ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เสมือน (MVNOs) ผู้ให้บริการโครงข่ายและบริการโทรคมนาคมแบบขายส่ง หน่วยงานกำกับดูแล และบริษัทเทคโนโลยีชั้นนำ เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและหาแนวทางรับมือกับโจทย์สำคัญของอุตสาหกรรมในปัจจุบัน นั่นคือ การเปลี่ยนการเติบโตของธุรกิจให้เป็นผลกำไร พร้อมสร้างความแข็งแกร่งและความยั่งยืนในระยะยาว 

    พอล คลาร์ก กรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาคเอเชีย บริษัท เทอร์ราพินน์ จำกัด กล่าวว่า “อุตสาหกรรมโทรคมนาคมในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญ ผู้ให้บริการเครือข่าย หน่วยงานกำกับดูแล และผู้นำด้านเทคโนโลยีที่มารวมตัวกันในกรุงเทพฯ ในครั้งนี้ ต่างตระหนักถึงความท้าทายดังกล่าวเป็นอย่างดี และ Telecoms World Asia 2026 คือเวทีที่ผู้นำระดับสูงของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมในเอเชียจะได้ก้าวข้ามการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ไปสู่การลงมือดำเนินการอย่างเป็นรูปธรรม”  

    กำหนดการประชุมประจำปี 2026 มีเนื้อหาครอบคลุมและหลากหลายที่สุดเท่าที่เคยจัดมา โดยแบ่งการประชุมออกเป็นหลายหัวข้อสำคัญ ได้แก่ Networks, The CX Lab, Wholesale, Digital Inclusion และ Strategy พร้อมรวบรวมผู้นำในอุตสาหกรรมกว่า 130 คน เพื่อร่วมวิเคราะห์และแลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับแรงกดดันและความเปลี่ยนแปลงที่กำลังส่งผลต่อรูปแบบธุรกิจของอุตสาหกรรมโทรคมนาคมในเอเชียอย่างต่อเนื่อง ติดตามรายชื่อวิทยากรและรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ รายชื่อวิทยากร Telecoms World Asia 2026 

    วันแรกของงาน เปิดเวทีด้วยการเสวนาที่ท้าทายมุมมองต่อกระแสความคาดหวังเกี่ยวกับปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งกำลังมีบทบาทสำคัญต่อทิศทางของอุตสาหกรรมโทรคมนาคม โดยการเสวนาในหัวข้อ GenAI จะมุ่งตอบคำถามที่สำคัญยิ่งกว่าการพิจารณาว่าเทคโนโลยีนี้จะพลิกโฉมธุรกิจโทรคมนาคมได้หรือไม่ นั่นคือ ผู้ให้บริการจะสามารถเปลี่ยนศักยภาพของ AI ให้กลายเป็นผลตอบแทนทางธุรกิจที่เป็นรูปธรรมได้อย่างไร ร่วมเจาะลึกประเด็นดังกล่าวกับ Amar Huzaimi Md Deris ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บริษัท Telekom Malaysia, Rajeev Sethi ประธานกรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร XLSMART, Sanjay Kaul ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายรายได้ Circles.Life และ Hamza Khokhar ประธานเจ้าหน้าที่ด้าน AI บริษัท Jazz โดยมี Jayanth Nagarajan ผู้อำนวยการ EQator ทำหน้าที่ผู้ดำเนินรายการ 

    ต่อเนื่องด้วย Bhupinder Singh ประธาน Vodafone Business International ที่จะนำเสนอทิศทางการพัฒนาเทคโนโลยีโทรคมนาคมจาก 5G สู่ 5G-Advanced (5G-A) และ 6G พร้อมวิเคราะห์เป้าหมายที่อุตสาหกรรมกำลังมุ่งไป ความท้าทายในการนำเทคโนโลยีไปใช้งานจริง และสิ่งที่ผู้ให้บริการควรเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับเครือข่ายแห่งอนาคต 

    สำหรับวันที่สองของงาน เริ่มต้นด้วยการเสวนาสุดเข้มข้นภายใต้หัวข้อ “Man + Machine” ซึ่งจะสำรวจว่าองค์กรโทรคมนาคมควรปรับบทบาทผู้นำและรูปแบบการดำเนินงานอย่างไร เพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงในยุคที่ AI เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อธุรกิจ โดยมี Asif Muhammad Iqbal ที่ปรึกษากลุ่ม AI บริษัท Globe Telecom, Tarit Nimmanwudipong หัวหน้าฝ่ายกลยุทธ์องค์กร บริษัท True Corporation, Melvin Jeffrey Chan รองประธานอาวุโสและหัวหน้าฝ่าย IoT และ Big Data บริษัท Indosat Business ภายใต้ Indosat Ooredoo Hutchison (IOH) และ George Aprane กรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาคเอเชีย บริษัท Deutsche Telekom ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง โดยมี Sean Bergin ผู้ร่วมก่อตั้งและประธาน APTelecom ทำหน้าที่ผู้ดำเนินรายการ 

    จากนั้น Xinhua Shao วิศวกรใหญ่จากบริษัท China Telecom จะขึ้นเวทีเพื่อเจาะลึกอีกหนึ่งโจทย์สำคัญที่จะกำหนดอนาคตของอุตสาหกรรม นั่นคือ การพัฒนาโครงข่ายที่ไม่เพียงทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ยังสามารถเรียนรู้ ปรับตัว และพัฒนาการทำงานได้โดยอัตโนมัติในวงกว้าง ซึ่งจะเป็นก้าวสำคัญสู่โครงข่ายโทรคมนาคมอัจฉริยะที่รองรับความต้องการของยุคดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

    ผนึกกำลังผู้นำโทรคมนาคมระดับภูมิภาคและระดับโลก ร่วมถ่ายทอดวิสัยทัศน์และเจาะลึกทิศทางอุตสาหกรรม อาทิ 

    – Raymond Ho กรรมการบริหารและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Hutchison Telecommunications Hong Kong Holdings Limited 

    – Nguyễn Hiền Phương ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Vietnamobile 

    – Asif Naimur Rashid ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรกิจ Grameenphone 

    – Pepijn Kok ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศและหัวหน้าฝ่ายความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ AIS 

    – Erik Kvarvåg ที่ปรึกษาประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงปลอดภัยสารสนเทศและสถาปนิกด้านความมั่นคงปลอดภัย True Corporation 

    – Ayomal Gunasekera หัวหน้าฝ่ายประสบการณ์ลูกค้าระดับกลุ่ม Dialog Axiata 

    – Ziad Shatara กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Robi Axiata 

    – Hiroki Kuriyama ประธานและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร NTT DOCOMO GLOBAL 

    – Roderick Santiago ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายเทคโนโลยี กลุ่มธุรกิจองค์กร PLDT 

    นอกจากเวทีประชุมที่อัดแน่นด้วยเนื้อหาและมุมมองจากผู้บริหารระดับแนวหน้าแล้ว ภายในงานยังมี พื้นที่จัดแสดงเทคโนโลยีและโซลูชันจากบริษัทชั้นนำกว่า 120 ราย เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมงานได้สัมผัสนวัตกรรม แพลตฟอร์ม และโซลูชันโครงสร้างพื้นฐานที่พร้อมสนับสนุนผู้ให้บริการโทรคมนาคมในการปรับตัวและต่อยอดธุรกิจให้เติบโตท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม 

    ผู้สนับสนุนและบริษัทผู้ร่วมจัดแสดงสินค้าชั้นนำประกอบด้วย China Telecom ในฐานะผู้สนับสนุนหลักพร้อมด้วยผู้สนับสนุนระดับ Gold ได้แก่ CommScope, China Mobile International, Equinix, NTT DATA, Plume, Tejas Networks และ Yango Tech รวมถึง China Unicom Global ผู้สนับสนุนสายคล้องบัตร และบริษัทชั้นนำอีกมากมาย นอกจากนี้ กิจกรรม Roundtable และ TWA Skyline Sundowners ยังเปิดพื้นที่ให้ผู้เข้าร่วมงานได้ต่อยอดบทสนทนา แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางธุรกิจอย่างใกล้ชิด 

    Telecoms World Asia 2026 เวทีระดับนานาชาติที่เชื่อมโยงผู้ให้บริการโทรคมนาคมจากทั่วโลก โดยรวบรวมผู้ประกอบการจากทั่วภูมิภาคเอเชีย อาทิ บังกลาเทศ กัมพูชา อินเดีย อินโดนีเซีย ญี่ปุ่น ลาว มาเลเซีย เมียนมา ปากีสถาน ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ ศรีลังกา ไต้หวัน และไทย พร้อมด้วยผู้ให้บริการเครือข่ายระดับนานาชาติจากสหราชอาณาจักร สหรัฐอเมริกา เยอรมนี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ โอมาน และอีกหลายประเทศทั่วโลก เพื่อเปิดโอกาสในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ มุมมองทางธุรกิจ และสร้างเครือข่ายความร่วมมือในอุตสาหกรรมโทรคมนาคม 

    การรวมตัวของผู้ให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ (MNOs) ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เสมือน (MVNOs) และหน่วยงานภาครัฐจากหลากหลายประเทศ นับเป็นโอกาสสำคัญในการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และมุมมองทางธุรกิจ ตลอดจนสร้างเครือข่ายความร่วมมือและต่อยอดพันธมิตรทางธุรกิจในระดับนานาชาติ ทั้งนี้ ผู้ให้บริการ MNOs, MVNOs และหน่วยงานภาครัฐสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงานได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ภายใต้เงื่อนไขการลงทะเบียนที่ผู้จัดงานกำหนด 

    ดูรายละเอียดงานและกำหนดการประชุมฉบับเต็มได้ที่: https://www.terrapinn.com/Telecoms-World-Asia-26-event 

     

    เกี่ยวกับ Telecoms World Asia 

    Telecoms World Asia เป็นเวทีธุรกิจโทรคมนาคมชั้นนำที่มุ่งเน้นอุตสาหกรรมโทรคมนาคมในเอเชียโดยเฉพาะ พัฒนารูปแบบงานให้สอดคล้องกับบริบทของภูมิภาค ทั้งมุมมองของผู้ให้บริการโทรคมนาคม โครงข่าย เทคโนโลยี พฤติกรรมผู้บริโภค และความท้าทายทางธุรกิจที่เกิดขึ้นจริง โดยในปีนี้ งานก้าวเข้าสู่ปีที่ 20 พร้อมตอกย้ำบทบาทการเป็นจุดนัดพบประจำปีของผู้บริหารระดับสูงและผู้นำในอุตสาหกรรมโทรคมนาคมจากทั่วเอเชีย ณ กรุงเทพมหานคร เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนวิสัยทัศน์ ประสบการณ์ และแนวทางขับเคลื่อนธุรกิจ ผ่านเวทีประชุม การจัดแสดงเทคโนโลยีและโซลูชัน ตลอดจนกิจกรรมสร้างเครือข่ายทางธุรกิจตลอด 2 วัน 

    ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ https://www.terrapinn.com/Telecoms-World-Asia-26-event 

    ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ได้รับการเผยแพร่บน ด้วยเช่นกัน VRITIMES

  • CU-i Accelerate กับเส้นทาง Spin-off จากรั้วจุฬาฯ สู่ตลาดเชิงพาณิชย์

    CU-i Accelerate กับเส้นทาง Spin-off จากรั้วจุฬาฯ สู่ตลาดเชิงพาณิชย์

    Demo Day ที่ไม่ใช่แค่การนำเสนอ

    วันที่ 18 กันยายน 2569 ณ SCBX Next Tech ชั้น 4 สยามพารากอน ศูนย์กลางนวัตกรรมแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (CU Innovation Hub) ได้เปิดตัว Chula Demo Day 2026 ซึ่งเป็นการเปิดตัวต่อสาธารณะครั้งแรกของ 10 ทีมสตาร์ทอัพภายใต้โครงการ CU-i Accelerate รุ่นที่ 1

    สิ่งที่ทำให้ Demo Day ครั้งนี้แตกต่างคือ 7 ใน 10 ทีมเป็น Research-backed ซึ่งพัฒนาต่อยอดจากสิทธิบัตรและทรัพย์สินทางปัญญาของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ครอบคลุมกลุ่มเทคโนโลยี DeepTech, ClimateTech, HealthTech, BeautyTech, FoodTech และ AgriTech

    M.O.Y. กับ 13 สิทธิบัตรที่กำลังเจรจา Licensing กับบริษัทเกาหลีใต้

    หนึ่งในทีมที่โดดเด่นที่สุดคือ M.O.Y. ผู้พัฒนาแพลตฟอร์มนำส่งสารสำคัญเข้าสู่ผิว ซึ่งถือครองสิทธิบัตรถึง 13 ฉบับ และอยู่ระหว่างการเจรจาให้สิทธิ์การใช้เทคโนโลยี (Licensing) แก่บริษัทเภสัชภัณฑ์จากประเทศเกาหลีใต้

    กรณีนี้สะท้อนให้เห็นว่า การบริหารจัดการทรัพย์สินทางปัญญา (IP Management) เป็นหัวใจสำคัญของการเปลี่ยนงานวิจัยให้เป็นรายได้ โครงการ CU-i Accelerate ดำเนินงานต่อเนื่องใน 4 ขั้นตอน ได้แก่ การค้นหาทรัพย์สินทางปัญญา (IP Discovery), การจับคู่ผู้ร่วมก่อตั้ง (Co-founder Matching), การบ่มเพาะธุรกิจ (Build) และการนำเสนอผลงานต่อสาธารณะ (Demo Day)

    Nabsolute: เส้นทางจาก Spin-off สู่ Exit

    ไฮไลต์สำคัญของงานคือ Fireside Chat หัวข้อ “เส้นทางจาก Spin-off สู่ Exit” โดยผู้ร่วมก่อตั้งบริษัท แนบโซลูท จำกัด (Nabsolute) ซึ่งเป็นสตาร์ทอัพไบโอเทคจากคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาฯ ที่ผ่านการบ่มเพาะโดย CU Innovation Hub, CU Enterprise และ CU Pharmacy Enterprise และประกาศผนึกกำลังเข้ากลุ่ม Dr.PONG เพื่อต่อยอดระบบนำส่งสารสำคัญสู่ผู้บริโภคในวงกว้าง

    เส้นทางของ Nabsolute แสดงให้เห็นว่า Exit สำหรับ Deep Tech Startup ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ IPO แต่การควบรวมกิจการ (M&A) กับบริษัทที่มีช่องทางจำหน่ายอยู่แล้วก็เป็นทางเลือกที่สร้างมูลค่าได้อย่างรวดเร็ว

    การเสวนา “สิ่งที่ผู้ซื้อมองหาในสตาร์ทอัพ Spin-off จากมหาวิทยาลัย”

    งานนี้ยังมีการเสวนาโดยนิสิตเก่าจุฬาฯ เจ้าของธุรกิจ SME และ Fireside Chat หัวข้อ “สิ่งที่ผู้ซื้อมองหาในสตาร์ทอัพ Spin-off จากมหาวิทยาลัย” ซึ่งให้มุมมองจากฝั่งผู้ซื้อที่ต้องการ ความชัดเจนของทรัพย์สินทางปัญญา, ทีมที่มีความสามารถทางธุรกิจ และหลักฐานการพิสูจน์แนวคิด (Proof of Concept)

    รุ่นที่ 2 (Cohort 2) ของ CU-i Accelerate จะเปิดรับสมัครในช่วงต้นปี 2570 ซึ่งคาดว่าจะดึงดูดทีมวิจัยที่มีศักยภาพเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    บทเรียนสำหรับมหาวิทยาลัยอื่น

    ความสำเร็จของ CU-i Accelerate ชี้ให้เห็นว่า มหาวิทยาลัยไม่ควรเป็นเพียงแหล่งผลิตงานวิจัย แต่ต้องเป็นผู้เล่นในตลาดทุนด้วย การมีบริษัทโฮลดิ้งของมหาวิทยาลัยที่พร้อมลงทุนและบริหาร IP เป็นเครื่องมือที่ขาดไม่ได้ และการสร้างเครือข่ายกับนักลงทุนและบริษัทเภสัชภัณฑ์จากต่างประเทศตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จะช่วยเปิดประตูสู่ตลาดโลกได้เร็วกว่าการรอให้เทคโนโลยีพร้อมสมบูรณ์

  • Neuron Digital เป็นบริษัทเทคโนโลยีอัจฉริยะแห่งแรกของโลกที่ได้รับเครื่องหมายรับรอง BSI Kitemark™ สำหรับ Digital Twins

    Neuron Digital เป็นบริษัทเทคโนโลยีอัจฉริยะแห่งแรกของโลกที่ได้รับเครื่องหมายรับรอง BSI Kitemark™ สำหรับ Digital Twins

    • Neuron Digital ได้รับเครื่องหมายรับรอง BSI Kitemark™ สำหรับ Digital Twins ซึ่งเป็นการรับรองอิสระสำหรับแบบจำลองดิจิทัล (Digital Twins) ที่น่าเชื่อถือ ปลอดภัย และมุ่งเน้นผลลัพธ์
    • Neuron Digital สร้างบรรทัดฐานใหม่ระดับโลก ในฐานะบริษัทเทคโนโลยีอัจฉริยะแห่งแรกที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน Digital Twins
    • Neuron Digital ยังได้รับการรับรองระบบการจัดการปัญญาประดิษฐ์ (ISO/IEC 42001) และเครื่องหมายรับรอง BSI BIM Software Kitemark™ อีกด้วย

    07 ตุลาคม 2026, ฮ่องกง, ประเทศจีน: ในงานสัมมนาเกี่ยวกับการใช้ Digital Twin, BIM และ AI ในสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้าง (Built Environment) Neuron Digital ได้รับมอบเครื่องหมายรับรอง BSI Kitemark™ สำหรับ Digital Twins ตัวใหม่ ในฐานะบริษัทเทคโนโลยีอัจฉริยะแห่งแรกของโลกที่บรรลุมาตรฐานนี้ ซึ่งเป็นการสร้างบรรทัดฐานสำหรับศักยภาพและการกำกับดูแลแบบจำลองดิจิทัลที่น่าเชื่อถือ

    Neuron Digital ในฐานะ ผู้นำด้านโซลูชันการจัดการสินทรัพย์ด้านสิ่งแวดล้อมโดยการสรรค์สร้างด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ AI และฐานคลังความรู้ (Ontology) ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในฮ่องกง และเป็นบริษัทพันธมิตรของอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีฮ่องกง (HKSTP) ได้รับมอบใบรับรองอย่างเป็นทางการในสัปดาห์นี้ ซึ่งสอดคล้องกับมาตรฐาน Digital Twin – Maturity Model and Guidance for a Maturity Assessment (ISO/IEC 30186:2025)

    การรับรองนี้ยืนยันถึงระดับความพร้อม (Maturity) ของ Digital Twins ที่ใช้งานจริงของ Neuron รวมถึงระบบที่ใช้กำกับดูแล สร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า เจ้าของสินทรัพย์ หน่วยงานกำกับดูแล และพันธมิตรว่า ศักยภาพด้าน Digital Twin ของ Neuron มีความปลอดภัย มีการกำกับดูแลที่ดี และส่งมอบการออกแบบที่เน้นผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง พร้อมมูลค่าทางธุรกิจและการดำเนินงานที่วัดผลได้และเกิดขึ้นได้จริง ศักยภาพนี้มีรากฐานมาจากแนวปฏิบัติด้านวิศวกรรมของ Arup และได้รับการพิสูจน์แล้วในอาคารจริง โดยมีพื้นฐานมาจากคลังความรู้ (Ontology) ภายในของ Neuron ที่หลอมรวมโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM), โมเดลเชิงความหมาย (Semantic Model), ข้อมูลเชิงพื้นที่ และข้อมูลการดำเนินงานจริงจากระบบอาคาร — ส่งผลให้แบบจำลองอัตโนมัติ (Autonomous Twins) สามารถตอบคำถามและให้ข้อเสนอแนะ ไม่ใช่แค่แสดงผลในส่วนสินทรัพย์เท่านั้น

    การเปิดตัว BSI Kitemark™ สำหรับ Digital Twins  พร้อมกับ Neuron Digital ซึ่งเป็นโครงการรับรองแห่งแรกที่พัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้น ในด้าน Digital Twin ที่น่าเชื่อถือ ขยายผลได้ และมุ่งเน้นผลลัพธ์ โดย Kitemark ให้การรับรองทั้งในด้านระดับความพร้อมของ Digital Twin และความสามารถขององค์กรในการปรับใช้ กำกับดูแล และพัฒนาโซลูชัน Digital Twin อย่างต่อเนื่อง เทคโนโลยี Digital Twins กำลังเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐาน การก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ พลังงาน เมืองอัจฉริยะ และภาคส่วนอื่นๆ ที่เน้นการใช้สินทรัพย์สูง โดยมีข้อมูลบ่งชี้ว่าเทคโนโลยี Digital Twin คาดว่าจะกลายเป็นตลาดที่มีมูลค่ามากกว่า 125,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า การสร้างตัวแทนเสมือนจริงแบบไดนามิกของสินทรัพย์ ระบบ และการดำเนินงานจริง ช่วยให้องค์กรสามารถปรับปรุงการตัดสินใจ เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และปลดล็อกนวัตกรรมใหม่ๆ ได้ตลอดวงจรชีวิตของสินทรัพย์ ฮ่องกงนำโด่งการประยุกต์ใช้ Digital Twin อานิสงส์แผนโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะของเมือง ในฮ่องกง การประยุกต์ใช้ Digital Twin กำลังถูกผนวกเข้ากับยุทธศาสตร์โครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะของเมือง โดยแผนที่ดิจิทัล 3 มิติระดับเขตพื้นที่ของรัฐบาล ครอบคลุมอาคารมากกว่า 210,000 แห่ง และสินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐานอีก 5,000 แห่ง เพื่อสนับสนุนการใช้งานเมืองอัจฉริยะและการตัดสินใจที่ขับเคลื่อนด้วย

    สำหรับ แถลงการณ์นโยบายประจำปี 2026 (2026 Policy Address) ได้สร้างแรงขับเคลื่อนใหม่ให้แก่วาระนี้ โดยรัฐบาลประกาศแผนจัดตั้งระบบบริหารจัดการเมืองรวมศูนย์ “AI City Brain” ซึ่งช่วยส่งเสริมการพัฒนาเมืองแบบจำลองดิจิทัล (Digital Twin City) BSI Kitemark™ สร้างขึ้นบนมาตรฐาน ISO/IEC 30186 Digital Twin Maturity Model และได้รับการเสริมด้วยข้อกำหนดที่ครอบคลุมการกำกับดูแล สมรรถนะ ความปลอดภัย การบริหารความเสี่ยง และการตระหนักถึงมูลค่า ออกแบบมาเพื่อแก้ไขความเสี่ยงที่การนำไปใช้ และช่วยให้องค์กรสร้างความเชื่อมั่น แสดงศักยภาพ และพิสูจน์ว่าโครงการ Digital Twin ของตนกำลังส่งมอบมูลค่าที่ยั่งยืน ผู้ตรวจสอบบัญชีได้ประเมินศักยภาพของ Neuron ในหลายด้าน ได้แก่ การกำหนดวัตถุประสงค์ การส่งมอบกรณีใช้งาน การกำกับดูแล การตระหนักถึงมูลค่า การบริหารจัดการวงจรชีวิต ความปลอดภัย การบริหารความเสี่ยง และการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง

    ในส่วนหนึ่งของกระบวนการรับรอง Neuron จะต้องผ่านการประเมินติดตามผลรายปี เพื่อยืนยันว่า Digital Twins ที่อยู่ในขอบเขต และระดับความพร้อมที่ได้รับการตรวจสอบแล้ว ยังคงได้รับการดูแลรักษาและปรับปรุงอย่างต่อเนื่องเมื่อเวลาผ่านไป

    นอกเหนือจาก BSI Kitemark™ สำหรับ Digital Twins แล้ว Neuron ยังได้รับการรับรองระบบการจัดการปัญญาประดิษฐ์ (ISO/IEC 42001) และ BSI BIM Software Kitemark™ ซึ่งตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นสู่นวัตกรรมที่น่าเชื่อถือ การกำกับดูแล AI อย่างรับผิดชอบ และความเป็นเลิศในการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล

    Andy Butterfield ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้างของ BSI กล่าวว่า:

    “ขอแสดงความยินดีกับทีมงาน Neuron ที่กลายเป็นองค์กรแรกของโลกที่ได้รับเครื่องหมายรับรอง Digital Twin Kitemark™ ของ BSI นี่เป็นความสำเร็จครั้งแรกที่สำคัญของอุตสาหกรรม และเป็นข้อพิสูจน์อันทรงพลังถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นเมื่อนวัตกรรม ข้อมูล และเทคโนโลยีใหม่ๆ ถูกสนับสนุนด้วยการกำกับดูแลที่น่าเชื่อถือและการรับรองที่เป็นอิสระ”

    “Digital twins มีศักยภาพที่จะเปลี่ยนแปลงวิธีที่องค์กรใช้ข้อมูลและ AI ในการบริหารจัดการสินทรัพย์ โครงสร้างพื้นฐาน และการดำเนินงาน ซึ่งช่วยส่งมอบผลลัพธ์ที่ดีขึ้นสำหรับผู้คน สถานที่ และโลก ใบรับรองของ Neuron ฉายแสงให้เห็นเส้นทางข้างหน้า: เส้นทางสำหรับผู้อื่นในการเดินตามเพื่อนำเทคโนโลยี Digital Twin มาใช้ด้วยความมั่นใจ เร่งการปฏิบัติที่ดีที่สุดในระดับโลก และเปลี่ยนความทะเยอทะยานทางเทคโนโลยีให้กลายเป็นผลกระทบที่วัดผลได้”

    Shahm Barhom ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายการรับรองผลิตภัณฑ์ของ BSI กล่าวว่า:

    “การบรรลุเครื่องหมายรับรอง BSI Kitemark™ สำหรับ Digital Twins และ BIM Software ของ Neuron ควบคู่ไปกับการรับรองมาตรฐานระบบการจัดการ AI ถือเป็นหลักหมุดสำคัญในเส้นทางการพัฒนา ความสำเร็จเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ Neuronในการส่งมอบโซลูชันดิจิทัลที่น่าเชื่อถือ มีคุณภาพสูง และนวัตกรรมใหม่ ขณะเดียวกันก็ขานรับการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างรับผิดชอบ เราภูมิใจที่ได้ร่วมเฉลิมฉลองความสำเร็จนี้กับ Neuron และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในฮ่องกง”

    Thomas Pang รองประธาน Neuron Digital Group กล่าวว่า:

    “การบรรลุเครื่องหมาย BSI Kitemark™ สำหรับ Digital Twins เป็นแห่งแรกของโลกถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับทั้ง Neuron และลูกค้าที่เราให้บริการ ในยุคที่การจัดการอาคารกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่ AI, digital twins และเทคโนโลยีเชื่อมต่ออย่างสิ้นเชิง ความไว้วางใจจึงกลายเป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้นวัตกรรม การรับรองเหล่านี้ช่วยยืนยันแนวทางของเราต่อ AI ที่รับผิดชอบและความเชื่อมั่นทางดิจิทัล ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในขณะที่โลกกำลังรุดหน้าไปด้วยการพัฒนา AI การตรึงเทคโนโลยีของเราไว้กับคลังความรู้ (Ontology) บนพื้นฐานวิศวกรรม ช่วยให้อาคารสถานที่ที่ซับซ้อน รวมถึงเจ้าของและผู้ดูแล มีความน่าเชื่อถือและเปี่ยมด้วยนวัตกรรม ในฐานะบริษัทที่ภูมิใจในความเป็นฮ่องกง Neuron พร้อมที่จะสนับสนุนการวางตำแหน่งของเมืองให้เป็นศูนย์กลางชั้นนำด้านความเป็นเลิศในสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้าง เราจะทำงานร่วมกับองค์กรที่มีวิสัยทัศน์ก้าวหน้าอย่าง BSI ต่อไป เพื่อให้นวัตกรรมที่น่าเชื่อถือกลายเป็นเรื่องปกติสำหรับการประยุกต์ใช้ AI ในสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้างทั่วโลก”

    Terry Wong ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ HKSTP กล่าวในงานสัมมนา “Digital Transformation, Shaping the Next Decade” ว่า:

    “การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลเทคโนโลยีมักจะพร้อมอยู่แล้ว แต่ความท้าทายที่แท้จริงคือการพิสูจน์ว่ามันทำงานได้อย่างสม่ำเสมอ น่าเชื่อถือ และรองรับการขยายผลได้ในโลกจริง ด้วยแถลงการณ์นโยบายที่ให้ความสำคัญกับการประยุกต์ใช้ Digital Twin ในอาคารและโครงสร้างพื้นฐานวิกฤต ฮ่องกงจึงมีโอกาสชัดเจนที่จะเป็นผู้นำ HKSTP คือห้องปฏิบัติการที่มีชีวิต (Living Lab) ของฮ่องกงสำหรับโซลูชันเมืองอัจฉริยะยุคใหม่ — มอบโอกาสให้นวัตกรเข้าถึงสินทรัพย์จริง สภาพแวดล้อมการทำงานจริง และข้อเสนอแนะจริง เมื่อ Digital Twins และ AI เคลื่อนจากนวัตกรรมไปสู่การนำไปใช้งานจริง การกำกับดูแลที่น่าเชื่อถือและการพิสูจน์ยืนยันในโลกจริงจึงเป็นสิ่งจำเป็นในการเปลี่ยนความทะเยอทะยานทางเทคโนโลยีให้เกิดผลกระทบที่วัดผลได้ หากมันทำงานได้ในห้องปฏิบัติการที่มีชีวิตอย่าง Hong Kong Science Park มันก็สามารถขยายผลไปได้ทุกที่ในโลก”

    เกี่ยวกับ BSI Kitemark™ สำหรับ Digital Twins

    BSI Kitemark™ สำหรับ Digital Twins เป็นโครงการรับรองแห่งแรกของโลกที่ออกแบบมาเพื่อมอบการรับรองอิสระด้านศักยภาพ การกำกับดูแล และมูลค่าทางธุรกิจของ Digital Twin ตามมาตรฐาน ISO/IEC 30186 และข้อกำหนดเพิ่มเติมที่ครอบคลุมการกำกับดูแล สมรรถนะ ความปลอดภัย การบริหารความเสี่ยง และการตระหนักถึงมูลค่า Kitemark ช่วยให้องค์กรแสดงให้เห็นว่าศักยภาพ Digital Twin ของตนได้รับความไว้วางใจ ขยายผลได้ และส่งมอบผลลัพธ์ที่วัดผลได้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ทางธุรกิจ องค์กรที่ได้รับการรับรองสามารถสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้า นักลงทุน หน่วยงานกำกับดูแล และพันธมิตรในห่วงโซ่อุปทาน ว่าศักยภาพ Digital Twin ของตนได้รับการประเมินอย่างเป็นอิสระเทียบกับแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดในระดับสากล อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่: https://www.bsigroup.com/en-GB/insights-and-media/insights/blogs/digital-twins-are-moving-from-inno…

    เกี่ยวกับกิจกรรม

    พิธีมอบใบรับรองของ Neuron จัดขึ้นภายในงาน Digital Transformation, Shaping the Next Decade ซึ่งเป็นกิจกรรมอุตสาหกรรมเฉพาะผู้ได้รับเชิญ จัดโดย BSI ในวันพุธที่ 7 ตุลาคม 2026 ณ Centre for Future Construction, Hong Kong Institute of Construction วิทยาเขต Kowloon Bay งานนี้มีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียระดับสูงประมาณ 120 คนจากทั่วภาคส่วนสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้างเข้าร่วม รวมถึงเจ้าของสินทรัพย์ นักพัฒนา ที่ปรึกษา ผู้รับเหมา ผู้ให้บริการเทคโนโลยี ตัวแทนรัฐบาล และสถาบันในอุตสาหกรรม เพื่อสำรวจว่า Digital Twins, การบูรณาการ AI และการเสริมสร้างศักยภาพทางวิชาชีพ จะช่วยเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลของภาคส่วนนี้ได้อย่างไร กำหนดการประกอบด้วยการกล่าวสุนทรพจน์หลัก การเสวนา และพิธีมอบใบรับรอง

    เกี่ยวกับ Neuron Digital

    Neuron Digital ร่วมกับ Arup ส่งมอบโซลูชันดิจิทัลที่เน้น AI เป็นหลักสำหรับสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้าง ด้วยการรวมการเชื่อมต่อ IoT เข้ากับระบบการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning), การวิเคราะห์เชิงคาดการณ์ (Predictive Analytics) และผู้ช่วยโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) เพื่อการคัดกรองปัญหาและรายงานผลที่รวดเร็วยิ่งขึ้น Neuron ช่วยให้ทีมงานสามารถปรับปรุงประสิทธิภาพของอาคาร การใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า และสุขภาวะของผู้ใช้อาคาร ผ่านข้อมูลเชิงลึกที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและนำไปปฏิบัติได้จริง Neuron คือพันธมิตร AI ที่คุณไว้วางใจได้

    เว็บไซต์อย่างเป็นทางการ: https://www.neuroncloud.ai/

    ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ได้รับการเผยแพร่บน ด้วยเช่นกัน VRITIMES

  • การปฏิวัติระบบอัตโนมัติใน Shared Service Center ประเทศไทย: RPA และ AI เปลี่ยนวิธีทำงาน Back-Office

    การปฏิวัติระบบอัตโนมัติใน Shared Service Center ประเทศไทย: RPA และ AI เปลี่ยนวิธีทำงาน Back-Office

    ณ ใจกลางกรุงเทพฯ การเปลี่ยนแปลงอันเงียบงันกำลังเกิดขึ้นบนชั้นปฏิบัติการของ Shared Service Center Robotic Process Automation (RPA) และปัญญาประดิษฐ์ไม่ใช่โครงการนำร่องอีกต่อไป ทั้งสองได้กลายเป็นกระดูกสันหลังของการดำเนินงาน อย่างไรก็ตาม ความคาดหวังได้เปลี่ยนไปอย่างมาก AI ต้องพิสูจน์ผลตอบแทนการลงทุนภายในปีงบประมาณเดียวกัน ไม่ใช่แค่การสาธิตเทคโนโลยี

    Shared Service Center ของ CPF กลายเป็นห้องปฏิบัติการที่มีชีวิตสำหรับการเปลี่ยนแปลงนี้ ระบบ RPA ที่นำมาใช้สามารถเพิ่มความแม่นยำและความเร็วในการประมวลผลข้อมูลได้อย่างมาก แดชบอร์ดอัจฉริยะที่มีการแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์กลายเป็นกุญแจสำคัญในการจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ในยุคดิจิทัล ความสำเร็จนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ รางวัล SSON Impact Award 2025 สาขา Customer Centricity ที่ CPF ได้รับพิสูจน์ว่า SSC ไทยสามารถแข่งขันในระดับโลกได้

    หลักฐานเชิงปริมาณจากระดับสากลแสดงให้เห็นผลกระทบที่ชัดเจนของระบบอัตโนมัติใน SSC ตัวอย่างเช่น Fugro สามารถลดเวลาการประมวลผลใบแจ้งหนี้จากสองนาทีเหลือ 35 วินาทีต่อเอกสาร ด้วยปริมาณ 300,000 ใบแจ้งหนี้ต่อปี การปรับปรุงในระดับนี้เปลี่ยนโครงสร้างต้นทุนของกระบวนการอย่างมีนัยสำคัญ

    อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกการนำ AI มาใช้จะประสบความสำเร็จ Deloitte Digital Transformation Survey 2026 ระบุว่า 81% ขององค์กรยังติดอยู่ในช่วงนำร่อง กุญแจสำคัญคือการกำหนดเส้นฐานที่ชัดเจนก่อนการติดตั้ง ไม่ว่าจะเป็นอัตราข้อผิดพลาดปัจจุบัน ต้นทุนต่อเอกสาร และเวลาในการประมวลผลเฉลี่ย จะต้องถูกจัดทำเอกสารและอนุมัติก่อนที่จะนำระบบอัตโนมัติมาใช้

    ระบบอัตโนมัติไม่ได้หมายถึงการกำจัดงาน แต่เป็นการเปลี่ยนบทบาท พนักงาน SSC กำลังเปลี่ยนจากผู้ประมวลผลธุรกรรมเป็นผู้ควบคุมระบบและนักวิเคราะห์ข้อมูล ในประเทศไทยที่อัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงานเริ่มลดลงเนื่องจากสังคมสูงวัย การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็น

    ด้วยการนำเทคโนโลยีมาใช้อย่างจริงจังและการสนับสนุนนโยบายจากภาครัฐ ประเทศไทยกำลังวางตำแหน่งตัวเองไม่เพียงแต่เป็นสถานที่ตั้ง SSC ที่มีต้นทุนต่ำ แต่เป็นศูนย์กลางนวัตกรรมบริการร่วมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวโน้มการเปลี่ยนผ่านดิจิทัลสามารถดูได้ที่ https://www.deloitte.com/th

  •  รู้ทัน “กับดักรายได้โตแต่เงินหาย” วิธีบริหารวงจรเงินสดให้ SME ไทยอยู่รอดปี 2569

     รู้ทัน “กับดักรายได้โตแต่เงินหาย” วิธีบริหารวงจรเงินสดให้ SME ไทยอยู่รอดปี 2569

    ปรากฏการณ์ “ยอดขายพุ่งแต่เงินหาย” กำลังกลายเป็นโรคระบาดเงียบที่กัดกิน SME ไทยทั่วประเทศ เจ้าของธุรกิจหลายรายพบว่ายอดขายเพิ่มขึ้นทุกเดือน แต่กลับไม่มีเงินจ่ายพนักงาน ไม่มีเงินซื้อวัตถุดิบ และไม่มีเงินลงทุนในสิ่งที่จำเป็น นี่ไม่ใช่ความล้มเหลวของยอดขาย แต่เป็นความล้มเหลวของการบริหาร “ความเร็วของเงิน”

    วงจรเงินสด: หัวใจที่ถูกมองข้าม

    วงจรเงินสด (Cash Cycle) คือระยะเวลาตั้งแต่วันที่ธุรกิจจ่ายเงินซื้อวัตถุดิบหรือสินค้า จนถึงวันที่ได้รับเงินจากการขายสินค้าหรือบริการนั้นคืนมา ยิ่งวงจรนี้ยาวนานเท่าไร เงินสดของธุรกิจก็ยิ่งถูก “ขัง” อยู่ในระบบนานขึ้นเท่านั้น

    สำหรับ SME ไทยที่ส่วนใหญ่มีเงินทุนสำรองจำกัด วงจรเงินสดที่ยาวขึ้นเพียงเล็กน้อยสามารถสร้างความเสียหายร้ายแรงได้ จากการสำรวจของ UTCC ในไตรมาสที่ 2 ปี 2569 พบว่าดัชนีความสามารถในการแข่งขันของ SME อยู่ที่ 45.1 จุด ลดลง 0.8 จุดจากไตรมาสก่อน และยังคงต่ำกว่าเกณฑ์ 50 จุดที่บ่งชี้ถึงภาวะหดตัวของภาคธุรกิจ โดยธุรกิจขนาดเล็ก (Micro SME) ได้รับผลกระทบหนักที่สุดด้วยดัชนีเพียง 38.5 จุด

    ปัจจัยที่ทำให้วงจรเงินสดยาวขึ้นมีสามประการหลัก ประการแรกคือลูกค้าชำระเงินช้าลง ประการที่สองคือสต็อกสินค้าหมุนช้า และประการที่สามคือซัพพลายเออร์เรียกเก็บเงินเร็วขึ้น ธุรกิจที่ประสบปัญหาทั้งสามด้านพร้อมกันจะเผชิญภาวะ “เงินออกเร็วกว่าเงินเข้า” อย่างรุนแรง

    3 จุดเปราะบางที่ทำให้เงินสดรั่วไหล

    จากการวิเคราะห์ของ TCP พบว่า SME จำนวนมากมี “จุดเปราะบาง” สามด้านที่ทำให้เงินสดรั่วไหลโดยไม่รู้ตัว

    จุดแรก: การขาดข้อมูลที่แม่นยำ เมื่อเจ้าของธุรกิจไม่มีข้อมูลต้นทุน-กำไรที่ชัดเจน การตัดสินใจจึงกลายเป็นการเดา ส่งผลให้กระบวนการทำงานล่าช้า สินค้าหมุนเวียนช้า และเงินสดจมอยู่ในสต็อก

    จุดที่สอง: ทีมงานที่ไม่เข้าใจเป้าหมายทางการเงิน เมื่อพนักงานมองไม่เห็นภาพรวมของธุรกิจ พวกเขาจะทำงานแบบ “ทำเสร็จ” มากกว่า “ทำให้สำเร็จ” การแก้ปัญหาจึงต้องเริ่มจากการเปิดข้อมูลและสร้างความเข้าใจร่วม

    จุดที่สาม: การกระจุกตัวของอำนาจตัดสินใจ เมื่อเจ้าของเป็นคนตัดสินใจทุกอย่าง กระบวนการจะช้าและเกิดคอขวด การกระจายอำนาจพร้อมระบบตรวจสอบที่เหมาะสมจะช่วยให้เงินสดหมุนเวียนได้เร็วขึ้น

    กลยุทธ์เร่งวงจรเงินสดให้สั้นลง

    ลดระยะเวลาการเก็บเงินจากลูกค้า การใช้ระบบใบแจ้งหนี้อิเล็กทรอนิกส์ การให้ส่วนลดสำหรับการชำระเร็ว และการติดตามลูกหนี้อย่างเป็นระบบ จะช่วยลดวันเก็บเงิน (Days Sales Outstanding) ได้อย่างมีนัยสำคัญ

    จัดการสต็อกอย่างมีวิทยาศาสตร์ การใช้ข้อมูลยอดขายย้อนหลังเพื่อพยากรณ์ความต้องการ และการนำระบบ Just-in-Time มาใช้ในส่วนที่เหมาะสม จะช่วยลดเงินจมในสต็อก

    ยืดระยะเวลาการจ่ายซัพพลายเออร์อย่างมีจริยธรรม การเจรจาเงื่อนไขเครดิตที่ยาวขึ้นพร้อมรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับซัพพลายเออร์เป็นศิลปะที่ SME ต้องฝึกฝน

    ใช้เครื่องมือดิจิทัลเชื่อมโยงข้อมูล แพลตฟอร์มการชำระเงินดิจิทัลและระบบบัญชีออนไลน์ช่วยให้เห็นสถานะเงินสดแบบเรียลไทม์ ลดเวลาที่ใช้ในการกระทบยอดและทำให้ตัดสินใจได้เร็วขึ้น

    บทเรียนจากตลาดอีคอมเมิร์ซ: เมื่อยอดขายออนไลน์ไม่เท่ากับกำไร

    ตลาดอีคอมเมิร์ซไทยในปี 2569 มีมูลค่าคาดการณ์สูงถึง 847,000 ล้านบาท และกว่า 52% ของยอดขายมาจาก SME แต่ปัญหาที่ตามมาคือค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มที่สูงถึง 40% ทำให้ผู้ประกอบการ “ขายได้มากขึ้นแต่เหลือกำไรน้อยลง” นี่คือตัวอย่างชัดเจนว่าการเติบโตของยอดขายไม่ได้แปลว่าเงินสดจะไหลเข้าเสมอไป หากโครงสร้างต้นทุนและค่าธรรมเนียมไม่ได้รับการบริหารอย่างรอบคอบ

    การบริหารวงจรเงินสดจึงไม่ใช่แค่เรื่องของบัญชี แต่เป็นกลยุทธ์ระดับองค์กรที่ต้องอาศัยข้อมูล ทีมงาน และเทคโนโลยีประกอบกัน ธุรกิจที่เข้าใจ “ความเร็วของเงิน” จะมีความได้เปรียบเหนือคู่แข่งที่ไม่สนใจเรื่องนี้อย่างชัดเจน

  • Relevant Audience เปิดคลังกรณีศึกษา SEO 6 แบรนด์ พร้อมผลลัพธ์จริงจาก Google Search Console

    Relevant Audience เปิดคลังกรณีศึกษา SEO 6 แบรนด์ พร้อมผลลัพธ์จริงจาก Google Search Console

    Relevant Audience เอเจนซีการตลาดดิจิทัลในกรุงเทพฯ เผยแพร่กรณีศึกษา SEO ของ SolarEdge, Nikon, LIV-24, Novotel Future Park Rangsit, PLUS Property และ MaxLiner ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ ทุกตัวเลขวัดจาก Google Search Console และได้รับการอนุมัติจากลูกค้าแล้ว

    กรุงเทพฯ – Relevant Audience เอเจนซีการตลาดดิจิทัลสายเพอร์ฟอร์แมนซ์ที่มีสำนักงานใหญ่ในกรุงเทพฯ เปิดตัวคลังกรณีศึกษา SEO จำนวน 6 เรื่อง ที่ relevantaudience.com/th/case-study/ แต่ละเรื่องอธิบายว่าทีมทำอะไรให้ลูกค้าบ้าง และแสดงผลลัพธ์ที่วัดจาก Google Search Console โดยตัวเลขทั้งหมดได้รับการอนุมัติจากลูกค้า และมีให้อ่านทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ

    กรณีศึกษาครอบคลุมธุรกิจพลังงานหมุนเวียน กล้องถ่ายภาพ ระบบรักษาความปลอดภัย โรงแรม อสังหาริมทรัพย์ และอีคอมเมิร์ซในยุโรป

    • SolarEdge (พลังงานหมุนเวียน): คีย์เวิร์ดเป้าหมายติดหน้าแรกของ Google ครบ 20 จาก 20 คำ จำนวนคลิกจากการค้นหาเพิ่มขึ้น 80% จาก 4,693 เป็น 8,450 ครั้ง และยอดการแสดงผลเพิ่มขึ้น 273% จาก 135,064 เป็น 504,153 ครั้ง

    • Nikon (กล้องและการถ่ายภาพ): คีย์เวิร์ดเป้าหมายติดหน้าแรกครบ 10 จาก 10 คำ และรักษาตำแหน่งได้ต่อเนื่อง 4 เดือน ยอดการแสดงผลเพิ่มขึ้น 23% และคลิกเพิ่มขึ้น 7% จากฐานที่สูงอยู่แล้ว คือจาก 15,089 เป็น 16,075 ครั้ง

    • LIV-24 (ระบบรักษาความปลอดภัยและ AI): คีย์เวิร์ดเป้าหมายติดหน้าแรกครบ 10 จาก 10 คำ คลิกเพิ่มขึ้น 9% จาก 2,805 เป็น 3,054 ครั้ง ในตลาดที่กลุ่มผู้ซื้อแคบแต่ตั้งใจซื้อสูง

    • Novotel Future Park Rangsit (โรงแรม): คลิกเพิ่มขึ้น 15% ภายในไตรมาสเดียว จาก 2,841 เป็น 3,266 ครั้ง และมีคีย์เวิร์ดเป้าหมาย 12 คำขึ้นสู่หน้าแรก

    • PLUS Property (อสังหาริมทรัพย์): คีย์เวิร์ดเป้าหมายครึ่งหนึ่งติดหน้าแรก และมียอดการแสดงผลมากกว่า 779,000 ครั้ง ในตลาดที่เว็บไซต์ประกาศอสังหาฯ และผู้พัฒนาโครงการรายใหญ่ครองพื้นที่อยู่

    • MaxLiner (อีคอมเมิร์ซ ยุโรป): คลิกเพิ่มขึ้นประมาณ 148% เมื่อเทียบกับปีก่อน (จากราว 3,300 เป็นราว 8,300 ครั้งต่อไตรมาส) ยอดการแสดงผลเพิ่มขึ้นประมาณ 215% และคีย์เวิร์ดเป้าหมายติดหน้าแรก 12 จาก 20 คำ

    ผลลัพธ์ของแต่ละแบรนด์ไม่เท่ากัน และกรณีศึกษาก็บอกไว้ตรงๆ PLUS Property แข่งขันอยู่ในหมวดการค้นหาที่ยากที่สุดหมวดหนึ่งของไทย หน้าเว็บจึงแสดงตัวเลขหน้าแรก 50% แทนที่จะเป็นชัยชนะแบบเต็มร้อย ส่วนการเติบโตของคลิกของ Nikon อยู่ในระดับปานกลางเพราะเริ่มต้นจากตำแหน่งที่แข็งแรงอยู่แล้ว ทุกกรณีศึกษาอธิบายงาน 4 ส่วนเหมือนกัน ได้แก่ การเลือกคีย์เวิร์ดที่มีความตั้งใจซื้อ การปรับแต่งหน้าเว็บ การสร้างเนื้อหาที่ตอบคำถามของผู้ซื้อ และการดูแลเว็บไซต์ด้านเทคนิคพร้อมวัดผลอย่างต่อเนื่อง

    “ลูกค้ามักถามเราว่า SEO จะให้ผลอะไรได้จริง กรณีศึกษาทั้ง 6 เรื่องนี้คือคำตอบของเรา เป็นตัวเลขจริงจาก Search Console ที่แบรนด์อนุมัติเอง รวมถึงกรณีที่ตลาดทำให้งานยากด้วย” แอนโตนิโอ เฟร์นันเดซ (Antonio Fernandez) ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Relevant Audience กล่าว

    คลังกรณีศึกษาเข้าถึงได้จากเมนูหลักและส่วนท้ายของเว็บไซต์ relevantaudience.com รวมถึงจากหน้าบริการ SEO ของเอเจนซี

    ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ได้รับการเผยแพร่บน ด้วยเช่นกัน VRITIMES