Blog

  • Neuron Digital เป็นบริษัทเทคโนโลยีอัจฉริยะแห่งแรกของโลกที่ได้รับเครื่องหมายรับรอง BSI Kitemark™ สำหรับ Digital Twins

    Neuron Digital เป็นบริษัทเทคโนโลยีอัจฉริยะแห่งแรกของโลกที่ได้รับเครื่องหมายรับรอง BSI Kitemark™ สำหรับ Digital Twins

    • Neuron Digital ได้รับเครื่องหมายรับรอง BSI Kitemark™ สำหรับ Digital Twins ซึ่งเป็นการรับรองอิสระสำหรับแบบจำลองดิจิทัล (Digital Twins) ที่น่าเชื่อถือ ปลอดภัย และมุ่งเน้นผลลัพธ์
    • Neuron Digital สร้างบรรทัดฐานใหม่ระดับโลก ในฐานะบริษัทเทคโนโลยีอัจฉริยะแห่งแรกที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน Digital Twins
    • Neuron Digital ยังได้รับการรับรองระบบการจัดการปัญญาประดิษฐ์ (ISO/IEC 42001) และเครื่องหมายรับรอง BSI BIM Software Kitemark™ อีกด้วย

    07 ตุลาคม 2026, ฮ่องกง, ประเทศจีน: ในงานสัมมนาเกี่ยวกับการใช้ Digital Twin, BIM และ AI ในสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้าง (Built Environment) Neuron Digital ได้รับมอบเครื่องหมายรับรอง BSI Kitemark™ สำหรับ Digital Twins ตัวใหม่ ในฐานะบริษัทเทคโนโลยีอัจฉริยะแห่งแรกของโลกที่บรรลุมาตรฐานนี้ ซึ่งเป็นการสร้างบรรทัดฐานสำหรับศักยภาพและการกำกับดูแลแบบจำลองดิจิทัลที่น่าเชื่อถือ

    Neuron Digital ในฐานะ ผู้นำด้านโซลูชันการจัดการสินทรัพย์ด้านสิ่งแวดล้อมโดยการสรรค์สร้างด้วยเทคโนโลยีอัจฉริยะ AI และฐานคลังความรู้ (Ontology) ซึ่งมีสำนักงานใหญ่ในฮ่องกง และเป็นบริษัทพันธมิตรของอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีฮ่องกง (HKSTP) ได้รับมอบใบรับรองอย่างเป็นทางการในสัปดาห์นี้ ซึ่งสอดคล้องกับมาตรฐาน Digital Twin – Maturity Model and Guidance for a Maturity Assessment (ISO/IEC 30186:2025)

    การรับรองนี้ยืนยันถึงระดับความพร้อม (Maturity) ของ Digital Twins ที่ใช้งานจริงของ Neuron รวมถึงระบบที่ใช้กำกับดูแล สร้างความมั่นใจให้กับลูกค้า เจ้าของสินทรัพย์ หน่วยงานกำกับดูแล และพันธมิตรว่า ศักยภาพด้าน Digital Twin ของ Neuron มีความปลอดภัย มีการกำกับดูแลที่ดี และส่งมอบการออกแบบที่เน้นผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง พร้อมมูลค่าทางธุรกิจและการดำเนินงานที่วัดผลได้และเกิดขึ้นได้จริง ศักยภาพนี้มีรากฐานมาจากแนวปฏิบัติด้านวิศวกรรมของ Arup และได้รับการพิสูจน์แล้วในอาคารจริง โดยมีพื้นฐานมาจากคลังความรู้ (Ontology) ภายในของ Neuron ที่หลอมรวมโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM), โมเดลเชิงความหมาย (Semantic Model), ข้อมูลเชิงพื้นที่ และข้อมูลการดำเนินงานจริงจากระบบอาคาร — ส่งผลให้แบบจำลองอัตโนมัติ (Autonomous Twins) สามารถตอบคำถามและให้ข้อเสนอแนะ ไม่ใช่แค่แสดงผลในส่วนสินทรัพย์เท่านั้น

    การเปิดตัว BSI Kitemark™ สำหรับ Digital Twins  พร้อมกับ Neuron Digital ซึ่งเป็นโครงการรับรองแห่งแรกที่พัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้น ในด้าน Digital Twin ที่น่าเชื่อถือ ขยายผลได้ และมุ่งเน้นผลลัพธ์ โดย Kitemark ให้การรับรองทั้งในด้านระดับความพร้อมของ Digital Twin และความสามารถขององค์กรในการปรับใช้ กำกับดูแล และพัฒนาโซลูชัน Digital Twin อย่างต่อเนื่อง เทคโนโลยี Digital Twins กำลังเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐาน การก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ พลังงาน เมืองอัจฉริยะ และภาคส่วนอื่นๆ ที่เน้นการใช้สินทรัพย์สูง โดยมีข้อมูลบ่งชี้ว่าเทคโนโลยี Digital Twin คาดว่าจะกลายเป็นตลาดที่มีมูลค่ามากกว่า 125,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า การสร้างตัวแทนเสมือนจริงแบบไดนามิกของสินทรัพย์ ระบบ และการดำเนินงานจริง ช่วยให้องค์กรสามารถปรับปรุงการตัดสินใจ เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และปลดล็อกนวัตกรรมใหม่ๆ ได้ตลอดวงจรชีวิตของสินทรัพย์ ฮ่องกงนำโด่งการประยุกต์ใช้ Digital Twin อานิสงส์แผนโครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะของเมือง ในฮ่องกง การประยุกต์ใช้ Digital Twin กำลังถูกผนวกเข้ากับยุทธศาสตร์โครงสร้างพื้นฐานอัจฉริยะของเมือง โดยแผนที่ดิจิทัล 3 มิติระดับเขตพื้นที่ของรัฐบาล ครอบคลุมอาคารมากกว่า 210,000 แห่ง และสินทรัพย์โครงสร้างพื้นฐานอีก 5,000 แห่ง เพื่อสนับสนุนการใช้งานเมืองอัจฉริยะและการตัดสินใจที่ขับเคลื่อนด้วย

    สำหรับ แถลงการณ์นโยบายประจำปี 2026 (2026 Policy Address) ได้สร้างแรงขับเคลื่อนใหม่ให้แก่วาระนี้ โดยรัฐบาลประกาศแผนจัดตั้งระบบบริหารจัดการเมืองรวมศูนย์ “AI City Brain” ซึ่งช่วยส่งเสริมการพัฒนาเมืองแบบจำลองดิจิทัล (Digital Twin City) BSI Kitemark™ สร้างขึ้นบนมาตรฐาน ISO/IEC 30186 Digital Twin Maturity Model และได้รับการเสริมด้วยข้อกำหนดที่ครอบคลุมการกำกับดูแล สมรรถนะ ความปลอดภัย การบริหารความเสี่ยง และการตระหนักถึงมูลค่า ออกแบบมาเพื่อแก้ไขความเสี่ยงที่การนำไปใช้ และช่วยให้องค์กรสร้างความเชื่อมั่น แสดงศักยภาพ และพิสูจน์ว่าโครงการ Digital Twin ของตนกำลังส่งมอบมูลค่าที่ยั่งยืน ผู้ตรวจสอบบัญชีได้ประเมินศักยภาพของ Neuron ในหลายด้าน ได้แก่ การกำหนดวัตถุประสงค์ การส่งมอบกรณีใช้งาน การกำกับดูแล การตระหนักถึงมูลค่า การบริหารจัดการวงจรชีวิต ความปลอดภัย การบริหารความเสี่ยง และการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง

    ในส่วนหนึ่งของกระบวนการรับรอง Neuron จะต้องผ่านการประเมินติดตามผลรายปี เพื่อยืนยันว่า Digital Twins ที่อยู่ในขอบเขต และระดับความพร้อมที่ได้รับการตรวจสอบแล้ว ยังคงได้รับการดูแลรักษาและปรับปรุงอย่างต่อเนื่องเมื่อเวลาผ่านไป

    นอกเหนือจาก BSI Kitemark™ สำหรับ Digital Twins แล้ว Neuron ยังได้รับการรับรองระบบการจัดการปัญญาประดิษฐ์ (ISO/IEC 42001) และ BSI BIM Software Kitemark™ ซึ่งตอกย้ำถึงความมุ่งมั่นสู่นวัตกรรมที่น่าเชื่อถือ การกำกับดูแล AI อย่างรับผิดชอบ และความเป็นเลิศในการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล

    Andy Butterfield ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้างของ BSI กล่าวว่า:

    “ขอแสดงความยินดีกับทีมงาน Neuron ที่กลายเป็นองค์กรแรกของโลกที่ได้รับเครื่องหมายรับรอง Digital Twin Kitemark™ ของ BSI นี่เป็นความสำเร็จครั้งแรกที่สำคัญของอุตสาหกรรม และเป็นข้อพิสูจน์อันทรงพลังถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นเมื่อนวัตกรรม ข้อมูล และเทคโนโลยีใหม่ๆ ถูกสนับสนุนด้วยการกำกับดูแลที่น่าเชื่อถือและการรับรองที่เป็นอิสระ”

    “Digital twins มีศักยภาพที่จะเปลี่ยนแปลงวิธีที่องค์กรใช้ข้อมูลและ AI ในการบริหารจัดการสินทรัพย์ โครงสร้างพื้นฐาน และการดำเนินงาน ซึ่งช่วยส่งมอบผลลัพธ์ที่ดีขึ้นสำหรับผู้คน สถานที่ และโลก ใบรับรองของ Neuron ฉายแสงให้เห็นเส้นทางข้างหน้า: เส้นทางสำหรับผู้อื่นในการเดินตามเพื่อนำเทคโนโลยี Digital Twin มาใช้ด้วยความมั่นใจ เร่งการปฏิบัติที่ดีที่สุดในระดับโลก และเปลี่ยนความทะเยอทะยานทางเทคโนโลยีให้กลายเป็นผลกระทบที่วัดผลได้”

    Shahm Barhom ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายการรับรองผลิตภัณฑ์ของ BSI กล่าวว่า:

    “การบรรลุเครื่องหมายรับรอง BSI Kitemark™ สำหรับ Digital Twins และ BIM Software ของ Neuron ควบคู่ไปกับการรับรองมาตรฐานระบบการจัดการ AI ถือเป็นหลักหมุดสำคัญในเส้นทางการพัฒนา ความสำเร็จเหล่านี้แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของ Neuronในการส่งมอบโซลูชันดิจิทัลที่น่าเชื่อถือ มีคุณภาพสูง และนวัตกรรมใหม่ ขณะเดียวกันก็ขานรับการใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ อย่างรับผิดชอบ เราภูมิใจที่ได้ร่วมเฉลิมฉลองความสำเร็จนี้กับ Neuron และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในฮ่องกง”

    Thomas Pang รองประธาน Neuron Digital Group กล่าวว่า:

    “การบรรลุเครื่องหมาย BSI Kitemark™ สำหรับ Digital Twins เป็นแห่งแรกของโลกถือเป็นก้าวสำคัญสำหรับทั้ง Neuron และลูกค้าที่เราให้บริการ ในยุคที่การจัดการอาคารกำลังเปลี่ยนผ่านไปสู่ AI, digital twins และเทคโนโลยีเชื่อมต่ออย่างสิ้นเชิง ความไว้วางใจจึงกลายเป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้นวัตกรรม การรับรองเหล่านี้ช่วยยืนยันแนวทางของเราต่อ AI ที่รับผิดชอบและความเชื่อมั่นทางดิจิทัล ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในขณะที่โลกกำลังรุดหน้าไปด้วยการพัฒนา AI การตรึงเทคโนโลยีของเราไว้กับคลังความรู้ (Ontology) บนพื้นฐานวิศวกรรม ช่วยให้อาคารสถานที่ที่ซับซ้อน รวมถึงเจ้าของและผู้ดูแล มีความน่าเชื่อถือและเปี่ยมด้วยนวัตกรรม ในฐานะบริษัทที่ภูมิใจในความเป็นฮ่องกง Neuron พร้อมที่จะสนับสนุนการวางตำแหน่งของเมืองให้เป็นศูนย์กลางชั้นนำด้านความเป็นเลิศในสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้าง เราจะทำงานร่วมกับองค์กรที่มีวิสัยทัศน์ก้าวหน้าอย่าง BSI ต่อไป เพื่อให้นวัตกรรมที่น่าเชื่อถือกลายเป็นเรื่องปกติสำหรับการประยุกต์ใช้ AI ในสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้างทั่วโลก”

    Terry Wong ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ HKSTP กล่าวในงานสัมมนา “Digital Transformation, Shaping the Next Decade” ว่า:

    “การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลเทคโนโลยีมักจะพร้อมอยู่แล้ว แต่ความท้าทายที่แท้จริงคือการพิสูจน์ว่ามันทำงานได้อย่างสม่ำเสมอ น่าเชื่อถือ และรองรับการขยายผลได้ในโลกจริง ด้วยแถลงการณ์นโยบายที่ให้ความสำคัญกับการประยุกต์ใช้ Digital Twin ในอาคารและโครงสร้างพื้นฐานวิกฤต ฮ่องกงจึงมีโอกาสชัดเจนที่จะเป็นผู้นำ HKSTP คือห้องปฏิบัติการที่มีชีวิต (Living Lab) ของฮ่องกงสำหรับโซลูชันเมืองอัจฉริยะยุคใหม่ — มอบโอกาสให้นวัตกรเข้าถึงสินทรัพย์จริง สภาพแวดล้อมการทำงานจริง และข้อเสนอแนะจริง เมื่อ Digital Twins และ AI เคลื่อนจากนวัตกรรมไปสู่การนำไปใช้งานจริง การกำกับดูแลที่น่าเชื่อถือและการพิสูจน์ยืนยันในโลกจริงจึงเป็นสิ่งจำเป็นในการเปลี่ยนความทะเยอทะยานทางเทคโนโลยีให้เกิดผลกระทบที่วัดผลได้ หากมันทำงานได้ในห้องปฏิบัติการที่มีชีวิตอย่าง Hong Kong Science Park มันก็สามารถขยายผลไปได้ทุกที่ในโลก”

    เกี่ยวกับ BSI Kitemark™ สำหรับ Digital Twins

    BSI Kitemark™ สำหรับ Digital Twins เป็นโครงการรับรองแห่งแรกของโลกที่ออกแบบมาเพื่อมอบการรับรองอิสระด้านศักยภาพ การกำกับดูแล และมูลค่าทางธุรกิจของ Digital Twin ตามมาตรฐาน ISO/IEC 30186 และข้อกำหนดเพิ่มเติมที่ครอบคลุมการกำกับดูแล สมรรถนะ ความปลอดภัย การบริหารความเสี่ยง และการตระหนักถึงมูลค่า Kitemark ช่วยให้องค์กรแสดงให้เห็นว่าศักยภาพ Digital Twin ของตนได้รับความไว้วางใจ ขยายผลได้ และส่งมอบผลลัพธ์ที่วัดผลได้สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ทางธุรกิจ องค์กรที่ได้รับการรับรองสามารถสร้างความมั่นใจให้แก่ลูกค้า นักลงทุน หน่วยงานกำกับดูแล และพันธมิตรในห่วงโซ่อุปทาน ว่าศักยภาพ Digital Twin ของตนได้รับการประเมินอย่างเป็นอิสระเทียบกับแนวปฏิบัติที่ดีที่สุดในระดับสากล อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่นี่: https://www.bsigroup.com/en-GB/insights-and-media/insights/blogs/digital-twins-are-moving-from-inno…

    เกี่ยวกับกิจกรรม

    พิธีมอบใบรับรองของ Neuron จัดขึ้นภายในงาน Digital Transformation, Shaping the Next Decade ซึ่งเป็นกิจกรรมอุตสาหกรรมเฉพาะผู้ได้รับเชิญ จัดโดย BSI ในวันพุธที่ 7 ตุลาคม 2026 ณ Centre for Future Construction, Hong Kong Institute of Construction วิทยาเขต Kowloon Bay งานนี้มีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียระดับสูงประมาณ 120 คนจากทั่วภาคส่วนสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้างเข้าร่วม รวมถึงเจ้าของสินทรัพย์ นักพัฒนา ที่ปรึกษา ผู้รับเหมา ผู้ให้บริการเทคโนโลยี ตัวแทนรัฐบาล และสถาบันในอุตสาหกรรม เพื่อสำรวจว่า Digital Twins, การบูรณาการ AI และการเสริมสร้างศักยภาพทางวิชาชีพ จะช่วยเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัลของภาคส่วนนี้ได้อย่างไร กำหนดการประกอบด้วยการกล่าวสุนทรพจน์หลัก การเสวนา และพิธีมอบใบรับรอง

    เกี่ยวกับ Neuron Digital

    Neuron Digital ร่วมกับ Arup ส่งมอบโซลูชันดิจิทัลที่เน้น AI เป็นหลักสำหรับสิ่งแวดล้อมสรรค์สร้าง ด้วยการรวมการเชื่อมต่อ IoT เข้ากับระบบการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning), การวิเคราะห์เชิงคาดการณ์ (Predictive Analytics) และผู้ช่วยโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) เพื่อการคัดกรองปัญหาและรายงานผลที่รวดเร็วยิ่งขึ้น Neuron ช่วยให้ทีมงานสามารถปรับปรุงประสิทธิภาพของอาคาร การใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า และสุขภาวะของผู้ใช้อาคาร ผ่านข้อมูลเชิงลึกที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลและนำไปปฏิบัติได้จริง Neuron คือพันธมิตร AI ที่คุณไว้วางใจได้

    เว็บไซต์อย่างเป็นทางการ: https://www.neuroncloud.ai/

    ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ได้รับการเผยแพร่บน ด้วยเช่นกัน VRITIMES

  • การปฏิวัติระบบอัตโนมัติใน Shared Service Center ประเทศไทย: RPA และ AI เปลี่ยนวิธีทำงาน Back-Office

    การปฏิวัติระบบอัตโนมัติใน Shared Service Center ประเทศไทย: RPA และ AI เปลี่ยนวิธีทำงาน Back-Office

    ณ ใจกลางกรุงเทพฯ การเปลี่ยนแปลงอันเงียบงันกำลังเกิดขึ้นบนชั้นปฏิบัติการของ Shared Service Center Robotic Process Automation (RPA) และปัญญาประดิษฐ์ไม่ใช่โครงการนำร่องอีกต่อไป ทั้งสองได้กลายเป็นกระดูกสันหลังของการดำเนินงาน อย่างไรก็ตาม ความคาดหวังได้เปลี่ยนไปอย่างมาก AI ต้องพิสูจน์ผลตอบแทนการลงทุนภายในปีงบประมาณเดียวกัน ไม่ใช่แค่การสาธิตเทคโนโลยี

    Shared Service Center ของ CPF กลายเป็นห้องปฏิบัติการที่มีชีวิตสำหรับการเปลี่ยนแปลงนี้ ระบบ RPA ที่นำมาใช้สามารถเพิ่มความแม่นยำและความเร็วในการประมวลผลข้อมูลได้อย่างมาก แดชบอร์ดอัจฉริยะที่มีการแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์กลายเป็นกุญแจสำคัญในการจัดการข้อมูลขนาดใหญ่ในยุคดิจิทัล ความสำเร็จนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ รางวัล SSON Impact Award 2025 สาขา Customer Centricity ที่ CPF ได้รับพิสูจน์ว่า SSC ไทยสามารถแข่งขันในระดับโลกได้

    หลักฐานเชิงปริมาณจากระดับสากลแสดงให้เห็นผลกระทบที่ชัดเจนของระบบอัตโนมัติใน SSC ตัวอย่างเช่น Fugro สามารถลดเวลาการประมวลผลใบแจ้งหนี้จากสองนาทีเหลือ 35 วินาทีต่อเอกสาร ด้วยปริมาณ 300,000 ใบแจ้งหนี้ต่อปี การปรับปรุงในระดับนี้เปลี่ยนโครงสร้างต้นทุนของกระบวนการอย่างมีนัยสำคัญ

    อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ทุกการนำ AI มาใช้จะประสบความสำเร็จ Deloitte Digital Transformation Survey 2026 ระบุว่า 81% ขององค์กรยังติดอยู่ในช่วงนำร่อง กุญแจสำคัญคือการกำหนดเส้นฐานที่ชัดเจนก่อนการติดตั้ง ไม่ว่าจะเป็นอัตราข้อผิดพลาดปัจจุบัน ต้นทุนต่อเอกสาร และเวลาในการประมวลผลเฉลี่ย จะต้องถูกจัดทำเอกสารและอนุมัติก่อนที่จะนำระบบอัตโนมัติมาใช้

    ระบบอัตโนมัติไม่ได้หมายถึงการกำจัดงาน แต่เป็นการเปลี่ยนบทบาท พนักงาน SSC กำลังเปลี่ยนจากผู้ประมวลผลธุรกรรมเป็นผู้ควบคุมระบบและนักวิเคราะห์ข้อมูล ในประเทศไทยที่อัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงานเริ่มลดลงเนื่องจากสังคมสูงวัย การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็น

    ด้วยการนำเทคโนโลยีมาใช้อย่างจริงจังและการสนับสนุนนโยบายจากภาครัฐ ประเทศไทยกำลังวางตำแหน่งตัวเองไม่เพียงแต่เป็นสถานที่ตั้ง SSC ที่มีต้นทุนต่ำ แต่เป็นศูนย์กลางนวัตกรรมบริการร่วมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับแนวโน้มการเปลี่ยนผ่านดิจิทัลสามารถดูได้ที่ https://www.deloitte.com/th

  •  รู้ทัน “กับดักรายได้โตแต่เงินหาย” วิธีบริหารวงจรเงินสดให้ SME ไทยอยู่รอดปี 2569

     รู้ทัน “กับดักรายได้โตแต่เงินหาย” วิธีบริหารวงจรเงินสดให้ SME ไทยอยู่รอดปี 2569

    ปรากฏการณ์ “ยอดขายพุ่งแต่เงินหาย” กำลังกลายเป็นโรคระบาดเงียบที่กัดกิน SME ไทยทั่วประเทศ เจ้าของธุรกิจหลายรายพบว่ายอดขายเพิ่มขึ้นทุกเดือน แต่กลับไม่มีเงินจ่ายพนักงาน ไม่มีเงินซื้อวัตถุดิบ และไม่มีเงินลงทุนในสิ่งที่จำเป็น นี่ไม่ใช่ความล้มเหลวของยอดขาย แต่เป็นความล้มเหลวของการบริหาร “ความเร็วของเงิน”

    วงจรเงินสด: หัวใจที่ถูกมองข้าม

    วงจรเงินสด (Cash Cycle) คือระยะเวลาตั้งแต่วันที่ธุรกิจจ่ายเงินซื้อวัตถุดิบหรือสินค้า จนถึงวันที่ได้รับเงินจากการขายสินค้าหรือบริการนั้นคืนมา ยิ่งวงจรนี้ยาวนานเท่าไร เงินสดของธุรกิจก็ยิ่งถูก “ขัง” อยู่ในระบบนานขึ้นเท่านั้น

    สำหรับ SME ไทยที่ส่วนใหญ่มีเงินทุนสำรองจำกัด วงจรเงินสดที่ยาวขึ้นเพียงเล็กน้อยสามารถสร้างความเสียหายร้ายแรงได้ จากการสำรวจของ UTCC ในไตรมาสที่ 2 ปี 2569 พบว่าดัชนีความสามารถในการแข่งขันของ SME อยู่ที่ 45.1 จุด ลดลง 0.8 จุดจากไตรมาสก่อน และยังคงต่ำกว่าเกณฑ์ 50 จุดที่บ่งชี้ถึงภาวะหดตัวของภาคธุรกิจ โดยธุรกิจขนาดเล็ก (Micro SME) ได้รับผลกระทบหนักที่สุดด้วยดัชนีเพียง 38.5 จุด

    ปัจจัยที่ทำให้วงจรเงินสดยาวขึ้นมีสามประการหลัก ประการแรกคือลูกค้าชำระเงินช้าลง ประการที่สองคือสต็อกสินค้าหมุนช้า และประการที่สามคือซัพพลายเออร์เรียกเก็บเงินเร็วขึ้น ธุรกิจที่ประสบปัญหาทั้งสามด้านพร้อมกันจะเผชิญภาวะ “เงินออกเร็วกว่าเงินเข้า” อย่างรุนแรง

    3 จุดเปราะบางที่ทำให้เงินสดรั่วไหล

    จากการวิเคราะห์ของ TCP พบว่า SME จำนวนมากมี “จุดเปราะบาง” สามด้านที่ทำให้เงินสดรั่วไหลโดยไม่รู้ตัว

    จุดแรก: การขาดข้อมูลที่แม่นยำ เมื่อเจ้าของธุรกิจไม่มีข้อมูลต้นทุน-กำไรที่ชัดเจน การตัดสินใจจึงกลายเป็นการเดา ส่งผลให้กระบวนการทำงานล่าช้า สินค้าหมุนเวียนช้า และเงินสดจมอยู่ในสต็อก

    จุดที่สอง: ทีมงานที่ไม่เข้าใจเป้าหมายทางการเงิน เมื่อพนักงานมองไม่เห็นภาพรวมของธุรกิจ พวกเขาจะทำงานแบบ “ทำเสร็จ” มากกว่า “ทำให้สำเร็จ” การแก้ปัญหาจึงต้องเริ่มจากการเปิดข้อมูลและสร้างความเข้าใจร่วม

    จุดที่สาม: การกระจุกตัวของอำนาจตัดสินใจ เมื่อเจ้าของเป็นคนตัดสินใจทุกอย่าง กระบวนการจะช้าและเกิดคอขวด การกระจายอำนาจพร้อมระบบตรวจสอบที่เหมาะสมจะช่วยให้เงินสดหมุนเวียนได้เร็วขึ้น

    กลยุทธ์เร่งวงจรเงินสดให้สั้นลง

    ลดระยะเวลาการเก็บเงินจากลูกค้า การใช้ระบบใบแจ้งหนี้อิเล็กทรอนิกส์ การให้ส่วนลดสำหรับการชำระเร็ว และการติดตามลูกหนี้อย่างเป็นระบบ จะช่วยลดวันเก็บเงิน (Days Sales Outstanding) ได้อย่างมีนัยสำคัญ

    จัดการสต็อกอย่างมีวิทยาศาสตร์ การใช้ข้อมูลยอดขายย้อนหลังเพื่อพยากรณ์ความต้องการ และการนำระบบ Just-in-Time มาใช้ในส่วนที่เหมาะสม จะช่วยลดเงินจมในสต็อก

    ยืดระยะเวลาการจ่ายซัพพลายเออร์อย่างมีจริยธรรม การเจรจาเงื่อนไขเครดิตที่ยาวขึ้นพร้อมรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับซัพพลายเออร์เป็นศิลปะที่ SME ต้องฝึกฝน

    ใช้เครื่องมือดิจิทัลเชื่อมโยงข้อมูล แพลตฟอร์มการชำระเงินดิจิทัลและระบบบัญชีออนไลน์ช่วยให้เห็นสถานะเงินสดแบบเรียลไทม์ ลดเวลาที่ใช้ในการกระทบยอดและทำให้ตัดสินใจได้เร็วขึ้น

    บทเรียนจากตลาดอีคอมเมิร์ซ: เมื่อยอดขายออนไลน์ไม่เท่ากับกำไร

    ตลาดอีคอมเมิร์ซไทยในปี 2569 มีมูลค่าคาดการณ์สูงถึง 847,000 ล้านบาท และกว่า 52% ของยอดขายมาจาก SME แต่ปัญหาที่ตามมาคือค่าธรรมเนียมแพลตฟอร์มที่สูงถึง 40% ทำให้ผู้ประกอบการ “ขายได้มากขึ้นแต่เหลือกำไรน้อยลง” นี่คือตัวอย่างชัดเจนว่าการเติบโตของยอดขายไม่ได้แปลว่าเงินสดจะไหลเข้าเสมอไป หากโครงสร้างต้นทุนและค่าธรรมเนียมไม่ได้รับการบริหารอย่างรอบคอบ

    การบริหารวงจรเงินสดจึงไม่ใช่แค่เรื่องของบัญชี แต่เป็นกลยุทธ์ระดับองค์กรที่ต้องอาศัยข้อมูล ทีมงาน และเทคโนโลยีประกอบกัน ธุรกิจที่เข้าใจ “ความเร็วของเงิน” จะมีความได้เปรียบเหนือคู่แข่งที่ไม่สนใจเรื่องนี้อย่างชัดเจน

  • Relevant Audience เปิดคลังกรณีศึกษา SEO 6 แบรนด์ พร้อมผลลัพธ์จริงจาก Google Search Console

    Relevant Audience เปิดคลังกรณีศึกษา SEO 6 แบรนด์ พร้อมผลลัพธ์จริงจาก Google Search Console

    Relevant Audience เอเจนซีการตลาดดิจิทัลในกรุงเทพฯ เผยแพร่กรณีศึกษา SEO ของ SolarEdge, Nikon, LIV-24, Novotel Future Park Rangsit, PLUS Property และ MaxLiner ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ ทุกตัวเลขวัดจาก Google Search Console และได้รับการอนุมัติจากลูกค้าแล้ว

    กรุงเทพฯ – Relevant Audience เอเจนซีการตลาดดิจิทัลสายเพอร์ฟอร์แมนซ์ที่มีสำนักงานใหญ่ในกรุงเทพฯ เปิดตัวคลังกรณีศึกษา SEO จำนวน 6 เรื่อง ที่ relevantaudience.com/th/case-study/ แต่ละเรื่องอธิบายว่าทีมทำอะไรให้ลูกค้าบ้าง และแสดงผลลัพธ์ที่วัดจาก Google Search Console โดยตัวเลขทั้งหมดได้รับการอนุมัติจากลูกค้า และมีให้อ่านทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ

    กรณีศึกษาครอบคลุมธุรกิจพลังงานหมุนเวียน กล้องถ่ายภาพ ระบบรักษาความปลอดภัย โรงแรม อสังหาริมทรัพย์ และอีคอมเมิร์ซในยุโรป

    • SolarEdge (พลังงานหมุนเวียน): คีย์เวิร์ดเป้าหมายติดหน้าแรกของ Google ครบ 20 จาก 20 คำ จำนวนคลิกจากการค้นหาเพิ่มขึ้น 80% จาก 4,693 เป็น 8,450 ครั้ง และยอดการแสดงผลเพิ่มขึ้น 273% จาก 135,064 เป็น 504,153 ครั้ง

    • Nikon (กล้องและการถ่ายภาพ): คีย์เวิร์ดเป้าหมายติดหน้าแรกครบ 10 จาก 10 คำ และรักษาตำแหน่งได้ต่อเนื่อง 4 เดือน ยอดการแสดงผลเพิ่มขึ้น 23% และคลิกเพิ่มขึ้น 7% จากฐานที่สูงอยู่แล้ว คือจาก 15,089 เป็น 16,075 ครั้ง

    • LIV-24 (ระบบรักษาความปลอดภัยและ AI): คีย์เวิร์ดเป้าหมายติดหน้าแรกครบ 10 จาก 10 คำ คลิกเพิ่มขึ้น 9% จาก 2,805 เป็น 3,054 ครั้ง ในตลาดที่กลุ่มผู้ซื้อแคบแต่ตั้งใจซื้อสูง

    • Novotel Future Park Rangsit (โรงแรม): คลิกเพิ่มขึ้น 15% ภายในไตรมาสเดียว จาก 2,841 เป็น 3,266 ครั้ง และมีคีย์เวิร์ดเป้าหมาย 12 คำขึ้นสู่หน้าแรก

    • PLUS Property (อสังหาริมทรัพย์): คีย์เวิร์ดเป้าหมายครึ่งหนึ่งติดหน้าแรก และมียอดการแสดงผลมากกว่า 779,000 ครั้ง ในตลาดที่เว็บไซต์ประกาศอสังหาฯ และผู้พัฒนาโครงการรายใหญ่ครองพื้นที่อยู่

    • MaxLiner (อีคอมเมิร์ซ ยุโรป): คลิกเพิ่มขึ้นประมาณ 148% เมื่อเทียบกับปีก่อน (จากราว 3,300 เป็นราว 8,300 ครั้งต่อไตรมาส) ยอดการแสดงผลเพิ่มขึ้นประมาณ 215% และคีย์เวิร์ดเป้าหมายติดหน้าแรก 12 จาก 20 คำ

    ผลลัพธ์ของแต่ละแบรนด์ไม่เท่ากัน และกรณีศึกษาก็บอกไว้ตรงๆ PLUS Property แข่งขันอยู่ในหมวดการค้นหาที่ยากที่สุดหมวดหนึ่งของไทย หน้าเว็บจึงแสดงตัวเลขหน้าแรก 50% แทนที่จะเป็นชัยชนะแบบเต็มร้อย ส่วนการเติบโตของคลิกของ Nikon อยู่ในระดับปานกลางเพราะเริ่มต้นจากตำแหน่งที่แข็งแรงอยู่แล้ว ทุกกรณีศึกษาอธิบายงาน 4 ส่วนเหมือนกัน ได้แก่ การเลือกคีย์เวิร์ดที่มีความตั้งใจซื้อ การปรับแต่งหน้าเว็บ การสร้างเนื้อหาที่ตอบคำถามของผู้ซื้อ และการดูแลเว็บไซต์ด้านเทคนิคพร้อมวัดผลอย่างต่อเนื่อง

    “ลูกค้ามักถามเราว่า SEO จะให้ผลอะไรได้จริง กรณีศึกษาทั้ง 6 เรื่องนี้คือคำตอบของเรา เป็นตัวเลขจริงจาก Search Console ที่แบรนด์อนุมัติเอง รวมถึงกรณีที่ตลาดทำให้งานยากด้วย” แอนโตนิโอ เฟร์นันเดซ (Antonio Fernandez) ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Relevant Audience กล่าว

    คลังกรณีศึกษาเข้าถึงได้จากเมนูหลักและส่วนท้ายของเว็บไซต์ relevantaudience.com รวมถึงจากหน้าบริการ SEO ของเอเจนซี

    ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ได้รับการเผยแพร่บน ด้วยเช่นกัน VRITIMES

  • DCA ในยุคตลาดหุ้นไทยผันผวน กลยุทธ์ที่ช่วยให้นักลงทุนรอดจากจุดต่ำสุด

    DCA ในยุคตลาดหุ้นไทยผันผวน กลยุทธ์ที่ช่วยให้นักลงทุนรอดจากจุดต่ำสุด

    ภาพรวมตลาดหุ้นไทยปี 2569: ผันผวนแต่มีโอกาส

    ตลาดหุ้นไทยในปี 2569 เผชิญกับความท้าทายหลายด้าน ทั้งการชะลอตัวของเศรษฐกิจที่คาดว่าจะเติบโตเพียง 1.6% จากปัจจัยเชิงโครงสร้างและการส่งออกที่อ่อนแอ อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์จากหลายสำนักยังคงมีมุมมองเชิงบวก โดยเฉพาะหลังจากที่การเลือกตั้งต้นปีและการจัดตั้งรัฐบาลใหม่เป็นไปอย่างราบรื่น อาจนำไปสู่การ re-rating ของตลาด

    เป้าหมายดัชนี SET สิ้นปี 2569 อยู่ที่ระดับ 1,370-1,388 จุดจากสำนักวิเคราะห์หลายแห่ง ท่ามกลางความไม่แน่นอนนี้ กลยุทธ์ DCA กลายเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยนักลงทุนรายย่อย navigate ตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    บทเรียนจากตลาดจริง: เมื่อ DCA ชนะการเก็งกำไร

    บทความจากเมืองไทยประกันชีวิตได้วิเคราะห์สถานการณ์ตลาดหุ้นไทยในปี 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งแสดงให้เห็นภาพชัดเจนว่า DCA ทำงานอย่างไรในสภาวะผันผวน

    ช่วงต้นปี 2568: ดัชนีเริ่มย่อตัวลง นักลงทุนที่พยายามจับจังหวะเข้าไปเก็บของถูกส่วนใหญ่ขาดทุน เพราะดัชนีไหลลงต่อกว่า -23%

    ช่วงพฤษภาคม 2568: ตลาดเริ่มฟื้น นักลงทุนหลายคนกลัวตกรถและรีบเข้าซื้อ แต่เดือนมิถุนายนดัชนีกลับไหลลงมาต่ำกว่าเดิม

    ช่วงมิถุนายน 2568: ดัชนีทำจุดต่ำสุดใหม่ นักลงทุนที่ตัดขาดทุนล้างพอร์ตต้องเสียใจ เพราะหลังจากนั้นดัชนีดีดตัวขึ้นยาวถึงสิ้นปี

    ในทางตรงกันข้าม นักลงทุนที่ใช้ DCA ไม่ต้องกังวลกับคำถามว่า “ควรเข้าซื้อตอนนี้หรือยัง” เพราะทยอยลงทุนทุกเดือนอยู่แล้ว ยิ่งราคาต่ำก็ยิ่งได้ซื้อของถูกลง

    หลักฐานทางสถิติ: DCA ลดความผันผวนได้จริง

    ข้อมูลจากสมาคมนักวางแผนการเงินไทย (TFPA) ชี้ให้เห็นว่า ผลตอบแทนจากการซื้อแล้วถือ 10 ปีในตลาดหุ้นไทยมีความผันผวนสูงมาก ตั้งแต่ -3.24% ถึง +18.63% ต่อปี แต่เมื่อใช้ DCA ทุกต้นปี ผลตอบแทนจะอยู่ในช่วงที่แคบกว่าและมีความสม่ำเสมอมากกว่า

    ตัวอย่างที่น่าสนใจคือช่วงปี 2540-2549 ที่การลงทุนครั้งเดียวให้ผลตอบแทนเพียง 0.61% ต่อปี แต่ DCA ให้ผลตอบแทน 10.56% ต่อปี ความแตกต่างนี้เกิดจาก DCA สามารถซื้อหุ้นในราคาที่ถูกลงในช่วงตลาดขาลง ซึ่งช่วยเฉลี่ยต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    กลยุทธ์ DCA ที่ปรับให้เข้ากับตลาดไทยปี 2569

    สำหรับนักลงทุนที่ต้องการใช้ DCA ในตลาดหุ้นไทยปี 2569 มีแนวทางที่ควรพิจารณา:

    กระจายความเสี่ยงข้ามกลุ่มอุตสาหกรรม หุ้นกลุ่มท่องเที่ยวได้ประโยชน์จากการฟื้นตัวของนักท่องเที่ยว กลุ่มอุปโภคบริโภคมีความมั่นคง和高ปันผล ส่วนกลุ่ม Data Center และโครงสร้างพื้นฐานเติบโตตามเทคโนโลยีดิจิทัล

    ใช้กองทุนดัชนีเป็นเครื่องมือ สำหรับผู้ที่ไม่มีเวลาเลือกหุ้นรายตัว การ DCA ในกองทุนดัชนี SET50 หรือ SETHD เป็นทางเลือกที่ช่วยกระจายความเสี่ยงได้ดี

    กำหนดระยะเวลาลงทุนอย่างน้อย 3-5 ปี เพื่อให้กลยุทธ์ DCA มีเวลาแสดงผลในระยะยาว

    มุมมองจากนักวิเคราะห์

    บริษัทหลักทรัพย์หลายแห่งแนะนำให้นักลงทุนใช้กลยุทธ์ High Dividend ร่วมกับ DCA โดยเลือกหุ้นที่จ่ายปันผลสม่ำเสมอเฉลี่ยย้อนหลัง 5 ปีอยู่ที่ 3% ขึ้นไป แนวทางนี้ช่วยสร้างกระแสเงินสดระหว่างทาง และลดผลกระทบจากความผันผวนของราคาหุ้น

  • เมื่อข้อมูลคือทางหลวงสายใหม่ เปิดแผน Open Finance ของ ธปท. ที่จะเชื่อมเกาะข้อมูลให้เป็นผืนเดียว

    เมื่อข้อมูลคือทางหลวงสายใหม่ เปิดแผน Open Finance ของ ธปท. ที่จะเชื่อมเกาะข้อมูลให้เป็นผืนเดียว

    เกาะข้อมูลที่ทำให้คนดิจิทัลยังมองไม่เห็น

    นางดารณี แซ่จู ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกลยุทธ์และโครงการพิเศษ ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้กล่าวในงาน Money20/20 Asia 2026 ณ กรุงเทพฯ ว่า ประเทศไทยมีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลสองชั้นที่แข็งแกร่งแล้ว นั่นคือ ตัวตนดิจิทัล (National Digital ID) และ การชำระเงิน (PromptPay) แต่ยังขาดชั้นที่สามซึ่งสำคัญที่สุด นั่นคือ ข้อมูล

    เธอยกตัวอย่างเกษตรกรทุเรียนรายหนึ่งในจังหวัดจันทบุรีที่รับเงินผ่าน PromptPay มีบัตรประชาชนดิจิทัล และรับเงินอุดหนุนภาครัฐผ่านบัญชีธนาคาร แต่เมื่อขอสินเชื่อเพื่อติดตั้งระบบน้ำอัจฉริยะ กลับถูกธนาคารมองว่าเป็น “คนแปลกหน้า” เพราะไม่มีหลักฐานดิจิทัลที่สามารถพกพาได้

    ปัญหานี้เรียกว่า “เกาะข้อมูล” (Data Islands) ที่ข้อมูลถูกเก็บแยกในธนาคาร โทรคมนาคม และแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซ โดยไม่มีสถาบันใดเห็นภาพรวมทั้งหมด

    สองโครงการที่ ธปท. กำลังสร้างเป็นทางหลวงข้อมูล

    ธปท. กำลังดำเนินการสองโครงการหลักเพื่อแก้ปัญหานี้:

    โครงการ Your Data เป็นการสร้างมาตรฐานระดับชาติสำหรับระบบนิเวศข้อมูลที่ยึด ความยินยอม เป็นฐาน ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธปท. อธิบายว่าเป็นเหมือน “รีโมทดิจิทัล” ที่ให้ประชาชนควบคุมข้อมูลของตนเอง และส่งต่อไปยังสถาบันที่ตนเลือกได้

    โครงการ Digital-RD เป็นความร่วมมือกับกรมสรรพากร เพื่อให้ผู้ใช้บริการสามารถใช้ประวัติการยื่นภาษีที่ผ่านการรับรองแล้วเป็นหลักฐานทางการเงินแบบดิจิทัล แทนเอกสารกระดาษ ช่วยให้ธนาคารสามารถอนุมัติสินเชื่อได้ภายในไม่กี่นาที

    ข้อมูลที่ไม่ใช่แค่ตัวเลข แต่คือโอกาส

    ประโยชน์ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นไม่จำกัดอยู่แค่การเข้าถึงสินเชื่อ หลักเกณฑ์ Your Data ระบุชัดเจนว่าการแบ่งปันข้อมูลจะช่วย ปรับปรุงการเข้าถึงสินเชื่อในต้นทุนที่เหมาะสม ลดการพึ่งพาสินเชื่อนอกระบบ และอำนวยความสะดวกให้ข้อมูลไหลเวียนไปยังภาคส่วนอื่น เช่น ตลาดทุนและประกันภัย

    สำหรับประชาชนทั่วไป นี่หมายความว่าพฤติกรรมการใช้จ่ายที่เคย “มองไม่เห็น” จะกลายเป็นหลักฐานที่ใช้สร้างโอกาสได้ เช่นเดียวกับเกษตรกรทุเรียนรายนั้นที่ข้อมูลการชำระเงินผ่าน PromptPay จะกลายเป็นเครดิตทางสังคมในระบบการเงิน

    ความท้าทายที่ยังรออยู่

    อย่างไรก็ตาม รายงานจาก CGAP ชี้ว่ายังมีช่องว่างสำคัญสองประการ ประการแรก อำนาจของ ธปท. จำกัดอยู่แค่ผู้ให้บริการทางการเงินภายใต้การกำกับ ทำให้การเข้าถึงข้อมูลทางเลือก เช่น ข้อมูลภาษี ค่าน้ำค่าไฟ และอีคอมเมิร์ซ ยังต้องอาศัยกฎหมายเฉพาะหรือข้อตกลงทวิภาคี ประการที่สอง หน่วยงานรัฐและผู้ถือข้อมูลภาคเอกชนยังขาดมาตรฐานร่วมและโครงสร้างพื้นฐานสำหรับการแลกเปลี่ยนข้อมูลอัตโนมัติ

    นั่นหมายความว่า แม้ทางหลวงสายใหม่จะเริ่มสร้างแล้ว แต่ยังต้องรอให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมกำหนด “กฎจราจร” ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันก่อน

  • FOURDIGIT ลงนาม MOU ร่วมกับ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มุ่งยกระดับการศึกษาด้าน Service Design

    FOURDIGIT ลงนาม MOU ร่วมกับ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มุ่งยกระดับการศึกษาด้าน Service Design

    มุ่งหน้าขยายความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ครอบคลุมแล้ว 10 สถาบันพาร์ทเนอร์ และมีผู้เข้าร่วมรวม 520 คนจนถึงปัจจุบัน

    วันที่ 31 สิงหาคม พ.ศ.2569 บริษัท FOURDIGIT ได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ร่วมกับคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการศึกษาการออกแบบบริการ (Service Design) โดยพิธีลงนามจัดขึ้น ณ ศูนย์มนุษยศาสตร์ดิจิทัล (Center for Digital Humanities) ภายในคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    ความเป็นมา

    นับตั้งแต่ปี พ.ศ.2567 เป็นต้นมา FOURDIGIT ได้ร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาต่างๆ ทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รวมถึงประเทศไทย เพื่อพัฒนาบุคลากรรุ่นใหม่ผ่านการศึกษาด้านการออกแบบบริการ (Service Design)

    FOURDIGIT และคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ร่วมกันจัดกิจกรรม Service Design Bootcamp สำหรับนิสิตมาแล้ว 2 ครั้ง ในปี พ.ศ.2568 และ  พ.ศ.2569 จากความร่วมมือที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งสองฝ่ายจึงได้ตกลงเข้าทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เพื่อขยายกรอบความร่วมมือด้านการศึกษาการออกแบบบริการให้ครอบคลุมยิ่งขึ้น

    โครงการ Service Design Bootcamp ครั้งที่ 2 ซึ่งจัดขึ้นในปี พ.ศ.2569 ได้รับการอนุมัติให้เป็นหลักสูตรที่ได้รับการสนับสนุนจาก Association for Overseas Technical Cooperation and Sustainable Partnerships (AOTS) โดยเป็นโปรแกรมระยะเวลา 4 วัน จัดขึ้นเมื่อวันที่ 15, 16, 22 และ 23 สิงหาคม พ.ศ.2569 มีนิสิตจากคณะอักษรศาสตร์เข้าร่วมจำนวน 41 คน

    ตลอดระยะเวลาของโครงการ นิสิตได้รับประสบการณ์ตรงจากการลงมือปฏิบัติจริงในกระบวนการพื้นฐานของ Service Design ได้แก่ การสังเกตและรับฟังผู้คน การระบุโจทย์ การทำความเข้าใจความต้องการของผู้ใช้ และการนำข้อมูลเชิงลึกเหล่านั้นมาใช้ในการจินตนาการและออกแบบบริการที่ดีขึ้น

    ความร่วมมือในอนาคต

    ภายใต้บันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) นี้ FOURDIGIT และคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะร่วมกันวางแผนและดำเนินโปรแกรมการฝึกอบรม เวิร์กช็อป และกิจกรรมอื่นๆ ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างทักษะด้าน Service Design ให้แก่นิสิต คณาจารย์ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องอื่นๆ

    นอกจากนี้ ความร่วมมือดังกล่าวยังเปิดโอกาสให้นิสิตได้เก็บเกี่ยวประสบการณ์จริงผ่านการฝึกงาน ซึ่งรวมถึงการเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินงานจริงในโปรแกรมการฝึกอบรม การเป็นกระบวนกร (Facilitation) และการบริหารจัดการกิจกรรมต่างๆ

    ยิ่งไปกว่านั้น ทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันแบ่งปันองค์ความรู้ เครื่องมือ ระเบียบวิธีปฏิบัติ แนวปฏิบัติที่ดีที่สุด (Best Practices) รวมถึงผลงานวิจัย โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับกิจกรรมการศึกษาและการวิจัยร่วมกันให้มีความเข้มข้นยิ่งขึ้น

    ผ่านข้อตกลงและกิจกรรมเหล่านี้ FOURDIGIT และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จะร่วมกันสร้างเครือข่ายด้าน Service Design ที่เข้มแข็งและยั่งยืน พร้อมทั้งสร้างโอกาสใหม่ๆ ในการเติบโตและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทั้งในประเทศไทยและในระดับนานาชาติ

    ความมุ่งมั่นของ FOURDIGIT ต่อการศึกษาด้าน Service Design

    ท่ามกลางการเติบโตอย่างต่อเนื่องของเศรษฐกิจดิจิทัลในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ความต้องการบุคลากรที่มีความสามารถในการจินตนาการและออกแบบบริการที่ก้าวข้ามพรมแดนระหว่างธุรกิจ เทคโนโลยี และการออกแบบ จึงมีเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก ในขณะเดียวกัน โอกาสในการเรียนรู้และฝึกปฏิบัติจริงด้าน Service Design ในบริบทของสถาบันการศึกษายังคงมีอยู่อย่างจำกัด

    เพื่อนำความรู้และความเชี่ยวชาญที่สั่งสมจากการทำงานจริงด้าน Service Design กลับคืนสู่ภาคการศึกษาและการพัฒนาบุคลากร FOURDIGIT จึงได้เดินหน้าสร้างพันธมิตรกับมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2567

    การลงนาม MOU ร่วมกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในครั้งนี้ ส่งผลให้จำนวนมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาที่เป็นพาร์ทเนอร์ของ FOURDIGIT เพิ่มขึ้นเป็น 10 แห่ง ณ เดือนกันยายน พ.ศ.2569

    นอกจากนี้ จำนวนผู้เข้าร่วมสะสมในโปรแกรมการศึกษาด้าน Service Design ของ FOURDIGIT ทั้งในประเทศไทย มาเลเซีย และญี่ปุ่น ได้บรรลุยอดรวม 520 คนแล้ว

    ในอนาคต FOURDIGIT จะยังคงมุ่งมั่นร่วมมือกับมหาวิทยาลัยและสถาบันการศึกษาต่างๆ ต่อไป เพื่อขยายโอกาสในการเรียนรู้และลงมือปฏิบัติจริงด้าน Service Design ให้แก่นิสิตและบุคลากรรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง

    ข้อมูลองค์กร

    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

    จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกและเป็นหนึ่งในสถาบันอุดมศึกษาที่มีชื่อเสียงที่สุดของประเทศไทย ได้รับการยอมรับให้เป็นมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของประเทศไทยจากการจัดอันดับมหาวิทยาลัยระดับโลกหลักๆ 3 สำนัก ได้แก่ World University Rankings 2025, QS World University Rankings 2025 และ Asian University Rankings 2024

    ในการจัดอันดับ QS World University Rankings 2025 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้รับการจัดให้อยู่ในอันดับที่ 277 ของโลก และอันดับที่ 43 ของเอเชีย โดยสามารถรักษาตำแหน่งมหาวิทยาลัยอันดับ 1 ของประเทศไทยติดต่อกันเป็นปีที่ 16

    ・ที่อยู่ : ถนนพญาไท แขวงปทุมวัน เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330 ประเทศไทย

    ・เว็บไซต์ : https://www.chula.ac.th/en/

    ・ก่อตั้ง : พ.ศ. 2460

    ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ได้รับการเผยแพร่บน ด้วยเช่นกัน VRITIMES

  • TCL ส่งต่อความห่วงใยในโอกาสครบรอบ 22 ปี ร่วมกับ ททบ.5 และอีจัน พร้อมบริการตรวจเช็กถึงบ้านและค่าแรงซ่อมฟรี ลดค่าอะไหล่ 50% ช่วยฟื้นฟูเครื่องใช้ไฟฟ้าหลังน้ำลด

    TCL ส่งต่อความห่วงใยในโอกาสครบรอบ 22 ปี ร่วมกับ ททบ.5 และอีจัน พร้อมบริการตรวจเช็กถึงบ้านและค่าแรงซ่อมฟรี ลดค่าอะไหล่ 50% ช่วยฟื้นฟูเครื่องใช้ไฟฟ้าหลังน้ำลด

    เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2569 บริษัท ทีซีแอล อิเล็กทรอนิกส์ (ไทยแลนด์) จำกัด   ส่งต่อความห่วงใยเนื่องในโอกาสครบรอบ 22 ปี ร่วมกับสถานีวิทยุโทรทัศน์กองทัพบกช่อง 5 (ททบ.5) บริจาคอาหาร น้ำดื่ม พร้อมอุปกรณ์และน้ำยาทำความสะอาดบ้าน เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วมทั้งในช่วงประสบภัยและการฟื้นฟูบ้านหลังน้ำลด โดยได้รับความร่วมมือจากแม็คโคร (Makro) ในการจัดเตรียมสิ่งของ พร้อมร่วมบริจาคน้ำดื่มผ่านอีจัน เพื่อส่งต่อความช่วยเหลือแก่ผู้ได้รับผลกระทบอีกช่องทางหนึ่ง

    TCL ตั้งใจให้โอกาสครบรอบ 22 ปีเป็นส่วนหนึ่งของการส่งต่อสิ่งดี ๆ ให้แก่สังคม ด้วยการสนับสนุนสิ่งของที่ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในช่วงภัยพิบัติ ควบคู่กับการเตรียมความพร้อมสำหรับการฟื้นฟูที่อยู่อาศัยเมื่อระดับน้ำลดลง เพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของผู้ประสบภัยและเป็นกำลังใจให้ทุกครอบครัวผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบาก

    สำหรับการช่วยเหลือร่วมกับ ททบ.5 ทาง TCL ได้ส่งมอบอาหารและน้ำดื่ม รวมถึงอุปกรณ์และน้ำยาทำความสะอาดบ้าน โดยมีแม็คโครช่วยจัดเตรียมสิ่งของ และ 

    ททบ.5 เป็นผู้ส่งต่อความช่วยเหลือไปยังผู้ประสบภัย การบริจาคจึงครอบคลุมทั้งสิ่งจำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตในช่วงน้ำท่วม และสิ่งของสำหรับทำความสะอาดบ้านหลังน้ำลด ซึ่งเป็นอีกขั้นตอนสำคัญในการกลับมาใช้ชีวิตประจำวัน

    ขณะเดียวกัน TCL ได้ร่วมบริจาคน้ำดื่มผ่านอีจัน เพื่อสนับสนุนการช่วยเหลือผู้ประสบภัย โดยหวังว่าการร่วมแรงร่วมใจของทุกภาคส่วนจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนและส่งต่อกำลังใจไปยังครอบครัวที่ได้รับผลกระทบ

    นอกจากนี้ TCL ยังช่วยลดภาระค่าซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้าที่เสียหายจากน้ำท่วม ด้วย บริการตรวจเช็กถึงบ้านฟรี ค่าแรงซ่อมฟรี และส่วนลดค่าอะไหล่ 50% สำหรับผลิตภัณฑ์ TCL ทุกประเภทในพื้นที่กรุงเทพฯ นนทบุรี ปทุมธานี นครปฐม สมุทรปราการ สมุทรสาคร และสมุทรสงคราม ระหว่างวันที่ 3–31 ตุลาคม 2569 สำหรับลูกค้าที่ผ่านเกณฑ์การตรวจสอบจากช่างผู้เชี่ยวชาญ

    แจ้งซ่อมผ่าน LINE: @tclservicecenter เวลา 09.00–21.00 น. หรือ โทร. 02-026-6286 กด 4 เวลา 09.00–18.00 น. ทุกวัน เว้นวันหยุดนักขัตฤกษ์

    TCL ขอขอบคุณแม็คโครที่ช่วยจัดเตรียมสิ่งของ ตลอดจน ททบ.5 และอีจันที่ร่วมส่งต่อความช่วยเหลือ พร้อมส่งความห่วงใยถึงผู้ประสบภัย เจ้าหน้าที่ และอาสาสมัครทุกคน ขอให้ทุกครอบครัวปลอดภัย และผ่านพ้นช่วงเวลานี้ไปด้วยกัน

    #ช่วยเหลือผู้ประสบภัยน้ำท่วม #TCL #TCLThailand #TCL22Years #Makro #ททบ5 #อีจัน

    ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ได้รับการเผยแพร่บน ด้วยเช่นกัน VRITIMES

  • Onboarding ที่ดีคือจุดเริ่มต้นของการรักษาพนักงาน: บทเรียนจากองค์กรไทยปี 2569

    Onboarding ที่ดีคือจุดเริ่มต้นของการรักษาพนักงาน: บทเรียนจากองค์กรไทยปี 2569

    เกินครึ่งของพนักงานไทยไม่ประทับใจ Onboarding

    ข้อมูลจาก Robert Walters ประเทศไทย เปิดเผยว่าเพียง 15% ของผู้เชี่ยวชาญในไทยให้คะแนนประสบการณ์ Onboarding ว่า “ยอดเยี่ยม” ขณะที่ 35% บอกว่าอยู่ในระดับ “ปานกลาง” และ 16% ระบุว่า “แย่หรือแย่มาก” ตัวเลขนี้ชี้ว่าองค์กรไทยยังมีช่องว่างอีกมากในการปรับปรุงกระบวนการต้อนรับและผสานพนักงานใหม่เข้าสู่องค์กร

    ความเชื่อมโยงที่มองข้าม: Onboarding กับอัตราการลาออก

    ที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือมีเพียง 29% ของพนักงานที่บอกว่าประสบการณ์ Onboarding ทำให้พวกเขามีแนวโน้มที่จะอยู่กับองค์กรต่อไป ช่องว่างระหว่างการสนับสนุนจากหัวหน้างานโดยตรง (71% รู้สึกได้รับการสนับสนุน) กับความผูกพันระยะยาว (29% เท่านั้น) สะท้อนว่าองค์กรยังไม่สามารถเปลี่ยน Onboarding ให้เป็นเครื่องมือสร้างความผูกพันที่แท้จริง

    ทำไม Onboarding จึงล้มเหลว: มองลึกลงไปที่สาเหตุ

    กับดักของ “งานธุรการที่ต้องทำให้เสร็จ”

    Punyanuch Sirisawadwattana ผู้จัดการประจำประเทศไทยของ Robert Walters ชี้ว่าบริษัทหลายแห่งยังคงมองว่า Onboarding เป็นกระบวนการที่ต้องทำให้เสร็จ มากกว่าจะเป็นส่วนสำคัญของการนำบุคลากรใหม่เข้าสู่องค์กร ทัศนคตินี้ทำให้ Onboarding กลายเป็นเพียงการกรอกเอกสาร แนะนำกฎระเบียบ และส่งต่อให้หัวหน้างาน โดยขาดการออกแบบประสบการณ์ที่น่าจดจำ

    ช่องว่างที่ใหญ่ที่สุด: การสนับสนุนจากหัวหน้างาน

    “หนึ่งในช่องว่างที่ใหญ่ที่สุดคือการสนับสนุนจากหัวหน้างาน” Punyanuch กล่าว โดยเน้นว่าหัวหน้างานโดยตรงมีบทบาทสำคัญในการช่วยให้พนักงานใหม่ปรับตัวและสร้างความมั่นใจ หัวหน้างานต้องรับผิดชอบกระบวนการ Onboarding มากขึ้น ด้วยการให้การฝึกอบรมที่เหมาะสม กำหนดความคาดหวังที่ชัดเจน และจัดประชุมกับพนักงานใหม่อย่างสม่ำเสมอ

    แนวทางที่องค์กรชั้นนำใช้เพื่อพลิกเกม Onboarding

    สร้างความชัดเจนตั้งแต่วันแรก

    พนักงานใหม่ต้องเข้าใจว่าสิ่งใดถูกคาดหวังจากพวกเขา ลำดับความสำคัญคืออะไร และความสำเร็จในบทบาทของพวกเขาหน้าตาเป็นอย่างไร ความชัดเจนนี้ช่วยลดความไม่แน่นอนและช่วยให้พนักงานมีประสิทธิภาพเร็วขึ้น

    ขยายกรอบเวลาจาก 90 วันสู่การดูแลระยะยาว

    Robert Walters แนะนำให้องค์กรขยายมุมมอง Onboarding จากวันแรกๆ ไปสู่กระบวนการระยะยาว โดย 90 วันแรกมีความสำคัญเป็นพิเศษ แม้ว่ากฎหมายแรงงานไทยจะอนุญาตให้มีระยะทดลองงานได้ถึง 119 วันก็ตาม การช่วยให้พนักงานเปลี่ยนจากช่วงเรียนรู้และสร้างความสัมพันธ์ ไปสู่การมีส่วนร่วมและทำงานได้อย่างอิสระใน 90 วันแรก เป็นสิ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง

    ใช้เทคโนโลยีเป็นตัวช่วย ไม่ใช่ตัวแทนของมนุษย์

    เทคโนโลยีและ AI สามารถทำให้ Onboarding มีประสิทธิภาพและรวดเร็วขึ้น แต่ควรเป็นตัวสนับสนุน ไม่ใช่ตัวแทนของการมีปฏิสัมพันธ์ของมนุษย์ พนักงานต้องการรู้สึกเชื่อมโยงกับทีมและหัวหน้างานเพื่อให้รู้สึกว่าตัวเองมีคุณค่าและประสบความสำเร็จในบทบาทของตน

    กรณีศึกษาจากแนวปฏิบัติที่ดี

    การสร้างความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งตั้งแต่วันแรก

    มาตรการง่ายๆ เช่น ข้อความต้อนรับเฉพาะบุคคล การแนะนำพนักงานใหม่ให้รู้จักเพื่อนร่วมงานและผู้นำอาวุโส และการติดตามอย่างสม่ำเสมอว่าพวกเขาปรับตัวได้อย่างไร สามารถช่วยเสริมสร้างความผูกพันและการรักษาพนักงานได้ มาตรการเหล่านี้ไม่ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาล แต่ต้องมีความตั้งใจและความสม่ำเสมอ

    การยอมรับว่าเวลาที่ใช้ในการพัฒนาไม่ใช่การสูญเสียผลิตภาพ

    การสำรวจพบว่าประมาณหนึ่งในสี่ของพนักงานบอกว่าพวกเขาต้องใช้เวลา 3-6 เดือนกว่าจะทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพในบทบาทใหม่ สำหรับพนักงานระดับอาวุโสหรือระดับผู้นำอาจต้องใช้เวลา 6-9 เดือน องค์กรควรมองว่านี่เป็นกระบวนการลงทุน ไม่ใช่การสูญเสียผลิตภาพ

    Onboarding ที่ดีไม่ใช่แค่การต้อนรับที่อบอุ่นในวันแรก แต่เป็นการออกแบบประสบการณ์ที่ทำให้พนักงานใหม่รู้สึกว่าพวกเขาเลือกถูกที่และต้องการอยู่ต่อ องค์กรที่ลงทุนในกระบวนการนี้จะเห็นผลตอบแทนในรูปของอัตราการลาออกที่ลดลงและความผูกพันที่เพิ่มขึ้น

  • ระบบบัญชีออนไลน์กับสงครามชิงตลาด SME ไทยที่ร้อนแรงที่สุดในปี 2026

    ระบบบัญชีออนไลน์กับสงครามชิงตลาด SME ไทยที่ร้อนแรงที่สุดในปี 2026

    สนามรบใหม่ของแพลตฟอร์มบัญชี

    ตลาดซอฟต์แวร์บัญชีในประเทศไทยกำลังเติบโตอย่างมีนัยสำคัญ โดยคาดการณ์ว่ามูลค่าตลาดจะแตะ 215 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 และเพิ่มขึ้นเป็น 245 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2032 ด้วยอัตราการเติบโตเฉลี่ย 1.9% ต่อปี ตัวเลขเหล่านี้อาจดูไม่หวือหวา แต่เบื้องหลังคือการแข่งขันที่ดุเดือดระหว่างแพลตฟอร์มท้องถิ่นและระดับโลกที่ต้องการครองใจ SME ไทยกว่า 3 ล้านราย

    FlowAccount: เจ้าตลาดที่ไม่มีใครมองข้าม

    FlowAccount เป็นแพลตฟอร์มบัญชีคลาวด์สัญชาติไทยที่มีฐานผู้ใช้งานกว่า 130,000 บริษัท และมีเครือข่ายสำนักงานบัญชีพันธมิตรกว่า 5,000 แห่งทั่วประเทศ ความสำเร็จนี้ไม่ได้มาจากการเป็นแค่ซอฟต์แวร์บันทึกบัญชี แต่มาจากการสร้างระบบนิเวศที่เชื่อมโยงนักบัญชี เจ้าของธุรกิจ และสถาบันการเงินเข้าด้วยกัน ในงาน Digital Accounting Conference 2026 ที่ FlowAccount จัดขึ้นเมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา มีการถกเถียงในหัวข้อที่ว่า AI จะเป็นวิกฤติหรือโอกาสของนักบัญชีไทย ซึ่งสะท้อนว่าการแข่งขันไม่ได้จำกัดอยู่แค่เรื่องฟีเจอร์ แต่รวมถึงการกำหนดทิศทางของวิชาชีพในอนาคต

    PEAK: พันธมิตรธนาคารที่เปลี่ยนเกม

    PEAK เป็นอีกหนึ่งผู้เล่นสำคัญที่สร้างความแตกต่างด้วยการจับมือกับธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่ ทั้งความร่วมมือกับ UOB ที่เปิดให้ SME ที่ใช้ระบบ PEAK ยื่นขอสินเชื่อได้โดยใช้ข้อมูลบัญชีดิจิทัลแทนหลักทรัพย์ค้ำประกัน และความร่วมมือกับ SCB ที่พัฒนาระบบเชื่อมต่อธนาคารโดยตรง ลดขั้นตอนการทำงานซ้ำซ้อนได้ถึง 12 เท่า

    ความร่วมมือระหว่าง PEAK และ SCB ในเดือนมีนาคม 2026 เปิดตัวฟีเจอร์ที่ช่วยให้ธุรกิจรับเงินผ่าน QR Payment และข้อมูลถูกบันทึกเข้าสู่ระบบบัญชีอัตโนมัติ ลดขั้นตอนจาก 3 ขั้นตอนเหลือเพียง 1 ขั้นตอน ขณะที่การอัปโหลดไฟล์ Payroll เพื่อตัดจ่ายเงินเดือนช่วยลดงานได้ถึง 10 เท่าเมื่อเทียบกับการคีย์ทีละรายการ

    Odoo: อาวุธของ SME ที่ต้องการครบวงจร

    Odoo เป็น ERP ระดับโลกที่ปรับแต่งสำหรับตลาดไทยโดยเฉพาะ ด้วยการรองรับภาษาไทยและ Thai Localization ที่ครบถ้วน รวมถึง VAT 30 รายงาน ภาษีหัก ณ ที่จ่าย e-Tax Invoice & e-Receipt และการเชื่อมต่อกับ PromptPay และ Mobile Banking จุดแข็งของ Odoo คือการเป็นระบบเดียวที่ครอบคลุมทั้งบัญชี การขาย สต็อก และทรัพยากรบุคคล เหมาะสำหรับ SME ที่ต้องการขยายธุรกิจโดยไม่ต้องเปลี่ยนระบบหลายรอบ

    ตลาดที่ยังมีช่องว่างให้เติม

    แม้การแข่งขันจะร้อนแรง แต่ข้อมูลจากงานวิจัยพบว่าปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกใช้โปรแกรมบัญชีของสถานประกอบการขนาดเล็กในเขตปทุมธานีให้ความสำคัญกับความสามารถในการทำงาน (ค่าเฉลี่ย 4.52) ลักษณะการใช้งาน (4.35) และความไม่ซับซ้อนของโปรแกรม ซึ่งหมายความว่ายังมีช่องว่างสำหรับผู้เล่นรายใหม่ที่สามารถตอบโจทย์ความเรียบง่ายและใช้งานง่ายได้ดีกว่าผู้เล่นรายเดิม