Blog

  • กลยุทธ์ Thailand Focus 2026 กับการดึงดูดทุนสถาบันระดับโลก

    กลยุทธ์ Thailand Focus 2026 กับการดึงดูดทุนสถาบันระดับโลก

    เวทีระดับโลกที่เปลี่ยนโฉมการลงทุนไทย

    งาน Thailand Focus 2026 ภายใต้ธีม “Reignite Thailand” ได้กลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในการดึงดูดนักลงทุนสถาบันจากทั่วโลก งานในปีนี้มีนักลงทุนสถาบันเข้าร่วมถึง 220 ราย จาก 74 สถาบันการเงินชั้นนำทั่วโลก  ซึ่งถือเป็นการตอบรับที่แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่การจัดงานครั้งแรกเมื่อ 20 ปีก่อน

    นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดเผยว่า Agenda ของงานในปีนี้เปลี่ยนจากการเน้นเรื่อง Regulation มาเป็นการมองไปที่ Growth Story และโอกาสการเติบโตของประเทศไทย โดยมีบริษัทจดทะเบียนไทยเข้าร่วมพบปะนักลงทุนแบบตัวต่อตัวถึง 77 บริษัท 

    ตัวเลขที่บ่งชี้ความสำเร็จ

    ผลลัพธ์จากงาน Thailand Focus 2026 สะท้อนผ่านตัวเลขที่ชัดเจน ดัชนี SET Index ปรับตัวขึ้นจากระดับ 1,200 จุดในปีที่แล้วมาอยู่ที่ประมาณ 1,600 จุด คิดเป็นการเติบโตเกือบ 30% ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้นจากต่ำกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐเป็นมากกว่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ 

    ที่สำคัญที่สุด กระแสเงินทุนต่างชาติกลับทิศทางอย่างมีนัยสำคัญ จากที่เคยไหลออกสุทธิ 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปีที่แล้ว กลายเป็นไหลเข้าสุทธิมากกว่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนี้ โดยนักลงทุนต่างชาติบันทึกการซื้อสุทธิสะสม 67,000 ล้านบาทนับจากต้นปี 

    อุตสาหกรรมเป้าหมายที่ดึงดูดความสนใจ

    อุตสาหกรรมที่นักลงทุนสถาบันให้ความสนใจเป็นพิเศษคือกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับ AI ซึ่งยังคงเป็นไฮไลท์สำคัญ แต่ที่โดดเด่นในสายตานักลงทุนต่างชาติคือกลุ่มสถาบันการเงินไทย โดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์ที่นักลงทุนชื่นชมในความแข็งแกร่งและเงินปันผลที่ปรับตัวดีขึ้น 

    นอกจากนี้ อุตสาหกรรมเป้าหมายที่เชื่อมโยงกับ BOI ยังได้รับความสนใจอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น Data Center, Semiconductor และการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งหากทุกภาคส่วนเชื่อมโยงกันได้จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยก้าวกระโดดในระยะยาว 

    เสียงสะท้อนจากนักลงทุนระดับโลก

    ตัวแทนจาก UBS ระบุว่าเงินทุนที่ไหลเข้าตลาดหุ้นไทย “เพิ่งเริ่มต้น” หากรัฐบาลสามารถดำเนินการตามแผนสร้างการเติบโตได้จริง โอกาสที่จะเห็นเม็ดเงินไหลเข้าต่อเนื่องยังมีอยู่อีกมาก ขณะที่ DBS เปิดเผยกองทุนขนาดใหญ่บางแห่งกลับมาลงทุนในไทยเป็นครั้งแรกนับจากปี 2018 

    ปรากฏการณ์ที่น่าจับตาคือการเข้าร่วมงานเป็นครั้งแรกของกลุ่มทุนจากสวิตเซอร์แลนด์ นิวซีแลนด์ และอิสราเอล ซึ่งตอกย้ำว่าเรดาร์การลงทุนระดับโลกกำลังเปิดรับและมองเห็นศักยภาพใหม่ ๆ ของตลาดทุนไทย 

    JUMP+ กลยุทธ์เสริมสร้างขีดความสามารถ

    ตลท. ยังเดินหน้าโครงการ JUMP+ ซึ่งมี 15 บริษัทเข้าร่วม โดยเน้นเรื่องธรรมาภิบาลและความยั่งยืน โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนกลยุทธ์ 3 ปี (2569-2571) ภายใต้วิสัยทัศน์ “The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities” 

    ข้อมูลอ้างอิง

    รายละเอียดเกี่ยวกับผลการจัดงาน Thailand Focus 2026 และรายชื่อบริษัทจดทะเบียนที่เข้าร่วมสามารถดูได้จากรายงานของ Mondovisione ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2569 

  • TCL เปิดศึกกฎหมาย ฟ้อง Samsung โฆษณาคุณสมบัติผลิตภัณฑ์เกินจริง ปมทีวีที่อ้างใช้เทคโนโลยี “Mini LED”

    TCL เปิดศึกกฎหมาย ฟ้อง Samsung โฆษณาคุณสมบัติผลิตภัณฑ์เกินจริง ปมทีวีที่อ้างใช้เทคโนโลยี “Mini LED”

    TTE Technology, Inc. หรือ TCL North America บริษัทผู้ดำเนินธุรกิจผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ของ TCL ในสหรัฐอเมริกา ยื่นฟ้อง Samsung คู่แข่งจากเกาหลีใต้ต่อศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ในนครลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย โดยกล่าวหาว่า Samsung ทำการตลาดโทรทัศน์บางรุ่นในสหรัฐฯ ว่าใช้เทคโนโลยี “Mini LED” ทั้งที่ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไม่มีคุณสมบัติทางเทคโนโลยีตามที่กล่าวอ้าง

    คดีซึ่งยื่นต่อศาลเมื่อวันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2026 ระบุว่า Samsung ทำการตลาดทีวีตระกูล M Seriesโดยอ้างว่า มาพร้อมเทคโนโลยี Mini LED ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อยกระดับคุณภาพของภาพ TCL กล่าวว่า Samsung นำทีวีราคาถูกซึ่งไม่ใช่ Mini LED โดยพัฒนาต่อยอดมาจากผลิตภัณฑ์รุ่นเดิมมาทำตลาดใหม่ในฐานะทีวี Mini LED ระดับ “Supreme” พร้อมตั้งราคาที่ดึงดูดผู้บริโภค

    ด้าน Samsung เปิดเผยผ่านแถลงการณ์เมื่อวันอังคารว่า บริษัทเตรียมต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ พร้อมยืนยันว่าบริษัทยังคง เชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมในคุณภาพของผลิตภัณฑ์และความถูกต้องของรายละเอียดที่ใช้สื่อสารเกี่ยวกับสินค้า

    อาร์.ซี. ฮาร์ลาน ทนายความของ TCL North America ระบุในแถลงการณ์ว่า “การโฆษณาที่เป็นเท็จของ Samsung ทำให้ผู้บริโภคซึ่งต้องการคุณภาพของภาพในระดับที่ควรได้รับจากทีวี Mini LED ตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์ของ Samsung ที่ถูกกล่าวหาว่าติดฉลากไม่ตรงกับความเป็นจริง ส่งผลให้ยอดขาย ชื่อเสียงทางธุรกิจและคุณค่าของ เทคโนโลยีที่ TCL พัฒนาขึ้นได้รับความเสียหายอย่างไม่เป็นธรรม”

    “ในคำฟ้อง TCL ระบุว่าเทคโนโลยี Mini LED ที่ใช้ในทีวีของบริษัทสามารถให้คุณภาพของภาพที่ดีกว่าอย่างมี

    นัยสำคัญ ทั้งในด้านของช่วงไดนามิกที่กว้างขึ้นและอัตราส่วนคอนทราสต์ที่สูงกว่า”

    บริษัทยังกล่าวว่า TCL สามารถแซงหน้า Samsung ในด้านยอดขายทีวี Mini LED ในตลาดสหรัฐฯ ระหว่างปี 2023 – 2025 เนื่องจาก Samsung ไม่สามารถพัฒนาทีวี Mini LED ที่มีราคาแข่งขันในตลาดได้

    TCL ระบุเพิ่มเติมว่า Samsung เปิดตัวทีวีตระกูล M Series เมื่อเดือนมีนาคม โดยตั้งราคาต่ำกว่าทีวี Mini LED รุ่นที่มีราคาถูกที่สุดของ TCL พร้อมโฆษณาว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้เทคโนโลยี Mini LED

    ตามที่ TCL กล่าวหาในคำฟ้องว่า ทีวี M Series ดังกล่าวไม่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญ ของ Mini LED และแท้จริงแล้วเป็นการนำทีวี LED มาตรฐานรุ่นเดิมของ Samsung มาปรับบรรจุภัณฑ์และทำตลาดใหม่

    TCL มองว่ากลยุทธ์ทางธุรกิจดังกล่าวดูเหมือนจะได้ผล ทำให้ Samsung สามารถช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดที่ TCL สั่งสมมาอย่างยากลำบากกลับไปได้ ในขณะที่ TCL ยังคงตั้งข้อสังเกตถึงความน่าเชื่อถือของผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ว่าไม่ใช่ Mini LED อย่างแท้จริง

    สำหรับข้อเรียกร้องในคดี TCL ขอให้ศาลมีคำสั่งห้าม Samsung ใช้คำว่า “Mini LED” กับผลิตภัณฑ์ที่เป็นประเด็น พร้อมเรียกร้องค่าเสียหายเป็นตัวเงิน โดยยังไม่ได้เปิดเผยจำนวนที่ชัดเจน

    Credit: Reuters

    ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ได้รับการเผยแพร่บน ด้วยเช่นกัน VRITIMES

  • เมื่อเศรษฐีไทยไม่ยอมซื้อกองทุนตามคำแนะนำอีกต่อไป Private Banking ต้องเปลี่ยนจาก “พนักงานขาย” สู่ “ที่ปรึกษาประจำตระกูล”

    เมื่อเศรษฐีไทยไม่ยอมซื้อกองทุนตามคำแนะนำอีกต่อไป Private Banking ต้องเปลี่ยนจาก “พนักงานขาย” สู่ “ที่ปรึกษาประจำตระกูล”

    จุดเปลี่ยนของอุตสาหกรรมที่มาพร้อมความมั่งคั่งที่เติบโตแบบก้าวกระโดด

    ในปี 2026 จำนวนเศรษฐีระดับ UHNWI ของไทยคาดว่าจะเติบโต 26% ระหว่างปี 2026 ถึง 2031 ซึ่งสูงเป็นอันดับต้นๆ ของเอเชีย และมีแนวโน้มชัดเจนว่าเศรษฐีทั่วโลกมองประเทศไทยเป็นจุดหมายใหม่สำหรับการลงทุนและการย้ายฐานการเงิน แต่อัตราการเติบโตนี้มาพร้อมกับความคาดหวังที่สูงขึ้นของลูกค้า การขายกองทุนแบบ rotate fund โดยไม่คำนึงถึงภาพรวมของพอร์ตไม่ใช่สูตรสำเร็จอีกต่อไป

    จาก Transaction-Driven สู่ Advisory-Led โมเดลที่ตลาดต้องการ

    หนึ่งในเทรนด์ที่ชัดเจนที่สุดในตลาด Private Banking ไทยคือการเปลี่ยนผ่านจากโมเดลที่ขับเคลื่อนด้วยการซื้อขาย (transaction-driven) ไปสู่โมเดลที่ขับเคลื่อนด้วยคำแนะนำ (advisory-led) โดยธนาคารกำลังวางตำแหน่งตัวเองเป็น “ผู้จัดการหลัก” ของครอบครัว เพื่อให้คำแนะนำด้านการสร้างพอร์ตระยะยาวและการวางแผนความมั่งคั่งอย่างเป็นองค์รวม สิ่งนี้สะท้อนว่าลูกค้าไม่ได้ต้องการแค่ “การซื้อกองทุนที่ดี” แต่ต้องการ “การบริหารพอร์ตที่ตอบโจทย์ชีวิต”

    SCB Julius Baer และกลยุทธ์ Great Wealth Transfer

    การวางแผนสืบทอดความมั่งคั่งกำลังกลายเป็นวาระสำคัญอันดับต้นๆ ของตระกูลเศรษฐีไทย SCB Julius Baer ได้เร่งกลยุทธ์ 2026 เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำในตลาดนี้ โดยเปิดตัว “SCB Julius Baer Wealth Planning Series” ซึ่งเป็นหนึ่งในโปรแกรมแรกของไทยที่นำคนหลายรุ่นในครอบครัวมาไว้บนแพลตฟอร์มเดียวกัน เพื่อให้เกิดการสนทนาแลกเปลี่ยนมุมมองและเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างรุ่น นี่คือการยกระดับจาก “การให้คำแนะนำการลงทุน” ไปสู่ “การเป็นพาร์ทเนอร์ของตระกูลในทุกรุ่น”

    ความท้าทายด้านบุคลากรและสงครามแย่งชิง Relationship Manager

    ปัญหาที่อุตสาหกรรมต้องเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือการขาดแคลน Relationship Manager ที่มีประสบการณ์ระดับสากล บางบริษัทเลือกกลยุทธ์การดึงตัว RM ที่มี AUM ในมือมาอยู่ด้วยทันที ในขณะที่บางแห่งเลือกสร้างแพลตฟอร์มที่แข็งแกร่งและฝึกฝนบุคลากรจากภายใน กลยุทธ์หลังนี้แม้จะใช้เวลา แต่ให้ความยั่งยืนระยะยาวมากกว่า เพราะความสัมพันธ์กับลูกค้ากลุ่มเศรษฐีไม่ใช่สิ่งที่โอนย้ายได้ง่ายๆ และความไว้วางใจที่แท้จริงต้องใช้เวลาในการสร้าง

    บทเรียนจากความสำเร็จของ Kiatnakin Phatra

    KKPS เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าการทุ่มเทใน DPM และการเป็นหุ้นส่วนกับ Goldman Sachs Asset Management ช่วยเปลี่ยนโฉมธุรกิจได้อย่างไร โดยมีสัดส่วนพอร์ตกว่า 90% ที่จัดสรรผ่านกองทุนบุคคลที่สาม ทำให้คำแนะนำเป็นกลางและยึดหลัก Merit-based โมเดลนี้ทำให้ KKPS มีอัตราการรักษาลูกค้า (client retention) สูง โดยรายได้กว่า 80% มาจากการแนะนำแบบปากต่อปากของลูกค้าที่พึงพอใจ

  • Palworld OFFICIAL CARD GAME ประกาศยอดจำหน่าย Booster Pack ชุดแรก “Dawn of Palpagos” ทั่วโลกทะลุ 4.4 ล้านซอง

    Palworld OFFICIAL CARD GAME ประกาศยอดจำหน่าย Booster Pack ชุดแรก “Dawn of Palpagos” ทั่วโลกทะลุ 4.4 ล้านซอง

    Bushiroad Inc. โดย ประธาน และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร: คุณทาคาอากิ คิดานิ (Takaaki Kidani) ประกาศความสำเร็จของ Palworld OFFICIAL CARD GAME หลัง Booster Pack ชุดแรก “Dawn of Palpagos” ทำยอดจำหน่ายทั่วโลกอย่างเป็นทางการแล้วกว่า 4.4 ล้านซอง

    ข้อมูลผลิตภัณฑ์ Booster Pack “Dawn of Palpagos”

    Palworld OFFICIAL CARD GAME เปิดตัวและวางจำหน่ายพร้อมกันทั่วโลก โดยมี Booster Pack ชุดแรก “Dawn of Palpagos” เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์หลักในการเปิดตัว ภายในชุดประกอบด้วยเหล่า Pals มากกว่า 50 ตัว พร้อมภาพวาดใหม่ที่จัดทำขึ้นสำหรับการ์ดเกมโดยเฉพาะ

    นอกจากนี้ ตัวละครยอดนิยมจาก Palworld อย่าง Zoe และ Lily ก็ปรากฏอยู่ในเซ็ตนี้ด้วย โดย “Dawn of Palpagos” วางจำหน่ายพร้อมกับ Trial Deck จำนวน 2 แบบ เพื่อให้ผู้เล่นสามารถเริ่มต้นเล่น Palworld OFFICIAL CARD GAME ได้ทันที

    Palworld OFFICIAL CARD GAME คืออะไร?

    Palworld OFFICIAL CARD GAME เป็น Trading Card Game หรือ TCG เกมใหม่จาก Bushiroad ที่พัฒนาขึ้นจากวิดีโอเกมระดับโลก Palworld และเปิดตัวพร้อมกันทั่วโลกเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2569

    ตัวเกมเป็นการ์ดเกมแข่งขันสำหรับผู้เล่น 2 คน ผู้เล่นจะต้องจัดทีมเหล่า Pals รวบรวมทรัพยากร และนำสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ มาใช้เพื่อช่วงชิงการควบคุมสนามและมุ่งสู่ชัยชนะ

    Pals แต่ละตัวมีความสามารถและคุณลักษณะเฉพาะที่สนับสนุนกลยุทธ์แตกต่างกัน ทำให้ผู้เล่นสามารถสร้างรูปแบบการเล่นได้อย่างหลากหลายและเกิดการวางแผนเชิงกลยุทธ์ที่แตกต่างกันในแต่ละเกม

    Palworld OFFICIAL CARD GAME ได้รับการออกแบบให้ถ่ายทอดโลกและกลไกหลักของ Palworld สู่ประสบการณ์การแข่งขันบนโต๊ะในรูปแบบ Trading Card Game อย่างเต็มรูปแบบ

    เว็บไซต์และช่องทางโซเชียลมีเดียอย่างเป็นทางการ

    Website: https://en.palworld-official-cardgame.com/

    X: @PalworldOCG_EN

    YouTube: @PalworldOCG_EN

    Facebook: PalworldOCG

    Instagram: palworldocg_en

    รายชื่อร้านค้าที่จำหน่าย Palworld OFFICIAL CARD GAME ในไทย ดูได้ที่ Link นี้ https://bit.ly/shopPW

    Palworld คืออะไร?

    Palworld เป็นเกม Multiplayer แนว Monster-Taming Open-World Survival Crafting ที่ดำเนินเรื่องในโลกซึ่งเต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตลึกลับที่เรียกว่า “Pals”

    นับตั้งแต่เปิดให้เล่นในรูปแบบ Early Access เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2567 Palworld มีจำนวนผู้เล่นรวมทั่วโลกบนแพลตฟอร์ม Steam®, Xbox, PlayStation®5 และ Mac มากกว่า 32 ล้านคน ตอกย้ำความสำเร็จของเกมในฐานะหนึ่งในผลงานที่ได้รับความนิยมในระดับโลก

    ชื่อเกม: Palworld
    ประเภท: Monster Taming Open-World Survival Crafting
    แพลตฟอร์มที่รองรับ: PC (Steam®), PlayStation®5, Xbox Game Pass, Xbox Series X|S, Xbox One และ Mac

    เว็บไซต์อย่างเป็นทางการ: https://www.pocketpair.jp/en/

    ผู้พัฒนา/ผู้จัดจำหน่าย: Pocketpair, Inc.  

    ©PALWORLD

    ©Bushiroad   

    ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ได้รับการเผยแพร่บน ด้วยเช่นกัน VRITIMES

  • FLOQ จับมือ ASTER ลงนาม MoU ใน Indonesia Blockchain Week 2026 เดินหน้าปูทาง Web3 เข้าถึงผู้ใช้อินโดนีเซียง่ายขึ้น

    FLOQ จับมือ ASTER ลงนาม MoU ใน Indonesia Blockchain Week 2026 เดินหน้าปูทาง Web3 เข้าถึงผู้ใช้อินโดนีเซียง่ายขึ้น

    FLOQ ร่วมกับ ASTER ลงนาม MoU เพื่อขยายการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ Web3 ในอินโดนีเซีย พร้อมสำรวจความร่วมมือด้าน referral program การพัฒนาเครือข่าย กิจกรรมชุมชน และการผนวก Aster Perpetual DEX เข้าสู่ระบบนิเวศ FLOQ

    จาการ์ตา, อินโดนีเซีย (10 กันยายน 2569) — FLOQ แพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์คริปโตรายใหญ่ของอินโดนีเซียที่มีผู้ใช้งานลงทะเบียนกว่า 1.8 ล้านราย ประกาศลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MoU) กับ ASTER แพลตฟอร์มเทรดแบบกระจายศูนย์ (DEX) ชื่อดัง ในงาน Indonesia Blockchain Week (IDBW) 2026 เพื่อขยายการเข้าถึงผลิตภัณฑ์และระบบนิเวศ Web3 ให้กับผู้ใช้งานชาวอินโดนีเซียในวงกว้างมากขึ้น

    ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่สะท้อนว่าตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังกลายเป็นสมรภูมิสำคัญของผู้เล่นระดับโลกในวงการ DeFi และ Perpetual DEX โดยเฉพาะอินโดนีเซียที่มีประชากรผู้ใช้งานคริปโตหนาแน่นที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาค

    เนื้อหาความร่วมมือ: ตั้งแต่ระบบแนะนำเพื่อน ไปจนถึงการพัฒนาเครือข่าย

    ภายใต้ MoU ฉบับนี้ ทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันศึกษาความเป็นไปได้ในหลายด้าน ได้แก่ การพัฒนาโปรแกรมแนะนำเพื่อน (referral program) กิจกรรมกระตุ้นชุมชนคริปโต การขยายการสนับสนุนเครือข่ายเนทีฟของ ASTER รวมถึงรูปแบบการผนวกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับบริบทของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลในอินโดนีเซีย

    Yudhono Rawis ซีอีโอและผู้ก่อตั้ง FLOQ ระบุว่า ความร่วมมือนี้เป็นก้าวต่อยอดจากแรงตอบรับที่ดีของ ASTER ในระบบนิเวศของ FLOQ อยู่แล้ว โดยนับตั้งแต่ ASTER เข้าจดทะเบียนบน FLOQ เมื่อเดือนตุลาคม 2568 ปัจจุบันมีผู้ใช้งาน FLOQ ถือครองเหรียญ ASTER แล้วราว 1,500 ราย และเหรียญดังกล่าวยังติดอันดับ 1 ใน 10 สินทรัพย์คริปโตที่มีการซื้อขายมากที่สุดบนแพลตฟอร์มอย่างต่อเนื่อง

    ปัจจุบัน FLOQ รองรับการซื้อขาย ASTER ผ่านเครือข่าย BNB Chain ขณะที่การรองรับเครือข่ายเนทีฟของ ASTER โดยตรงเป็นหนึ่งในประเด็นที่อยู่ระหว่างการประเมิน เพื่อเพิ่มทั้งการเข้าถึงและสภาพคล่องให้กับนักลงทุน

    “การลงนาม MoU ครั้งนี้สะท้อนถึงแรงดึงดูดที่เราเห็นเองในระบบนิเวศของ FLOQ รวมถึงความสนใจร่วมกันที่จะสำรวจก้าวต่อไปของความร่วมมือนี้ ASTER แสดงให้เห็นถึงกิจกรรมการซื้อขายที่แข็งแกร่งในกลุ่มผู้ใช้ของเรา และเรามองเห็นโอกาสที่จะขยายความร่วมมือต่อไป ตั้งแต่การเข้าถึงสินทรัพย์ ไปจนถึงศักยภาพในการผนวกผลิตภัณฑ์ การขยายเครือข่าย และกิจกรรมกระตุ้นชุมชน” — Yudhono Rawis

    “อินโดนีเซียเป็นตลาดสำคัญสำหรับการเติบโตของ Web3 ในเฟสถัดไป และเรามองเห็นศักยภาพที่ยิ่งใหญ่ในการทำงานร่วมกับ FLOQ เพื่อทำให้ผลิตภัณฑ์และระบบนิเวศของ ASTER เข้าถึงผู้ใช้งานในอินโดนีเซียได้ง่ายขึ้น FLOQ มีเครือข่ายการกระจายสินค้าในประเทศที่แข็งแกร่ง มีฐานชุมชนที่กว้างขวาง และเข้าใจตลาดอินโดนีเซียเป็นอย่างดี ขณะที่ ASTER นำเสนอโครงสร้างพื้นฐานการเทรดแบบกระจายศูนย์และระบบนิเวศผลิตภัณฑ์ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ผ่านความร่วมมือครั้งนี้ เราหวังว่าจะได้ค้นหาแนวทางใหม่ ๆ ในการเชื่อมโยงผู้ใช้งานชาวอินโดนีเซียเข้ากับผลิตภัณฑ์และโอกาสของ Web3 ระดับโลก” — โฆษกของ ASTER

    รู้จัก ASTER: DEX เพอร์เพชวลที่เกิดจากการควบรวมสองโปรเจกต์

    ASTER คือแพลตฟอร์มเทรดแบบกระจายศูนย์ที่นำโดย Leonard ในตำแหน่งซีอีโอ โดยให้บริการทั้งการเทรด spot และ perpetual สำหรับผู้ใช้งานแบบ on-chain แพลตฟอร์มนี้เกิดขึ้นจากการควบรวมกันระหว่าง Astherus โปรโตคอลที่เน้นด้าน yield กับ APX Finance แพลตฟอร์มเทรด perpetual แบบกระจายศูนย์ ก่อนรวมขีดความสามารถของทั้งสองโครงการไว้ภายใต้แบรนด์ Aster

    ที่น่าสนใจคือ ASTER ได้รับการสนับสนุนจาก YZi Labs ซึ่งเดิมรู้จักกันในชื่อ Binance Labs และเป็นหนึ่งในบริษัทที่อยู่ในพอร์ตการลงทุนของ YZi Labs ด้วย โดยแพลตฟอร์มถูกออกแบบมาเพื่อรองรับทั้งนักลงทุนรายย่อยและเทรดเดอร์มืออาชีพ พร้อมฟีเจอร์การเทรดแบบมัลติเชน ระบบคำสั่งซื้อขายขั้นสูง โครงสร้างพื้นฐานที่เน้นความเป็นส่วนตัว และรองรับตลาด perpetual แบบกระจายศูนย์

    ผลิตภัณฑ์เรือธงที่อาจมาถึงระบบนิเวศ FLOQ

    หนึ่งในประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายกำลังหารือกันคือความเป็นไปได้ในการนำ Aster Perpetual DEX เข้ามาอยู่ในระบบนิเวศของ FLOQ นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังสำรวจความเป็นไปได้ที่ ASTER จะกลายเป็นพันธมิตรผูกขาดด้านการเทรด perpetual ในฝั่งกระเป๋าเงินดิจิทัล (wallet) อย่างไรก็ตาม รูปแบบการผนวกรวม กลไกทางเทคนิค และไทม์ไลน์การเปิดตัว ยังอยู่ระหว่างการหารือและรอการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลตลาดหลักทรัพย์และสำนักงานกำกับหลักทรัพย์ของอินโดนีเซีย (OJK)

    นอกเหนือจากการผนวกผลิตภัณฑ์แล้ว ทั้งสองฝ่ายยังวางแผนพัฒนาโปรแกรมแนะนำเพื่อนที่มีการแบ่งปันรายได้ (revenue sharing) จากธุรกรรมที่เกิดขึ้นผ่านความร่วมมือนี้ พร้อมทั้งกิจกรรมกระตุ้นชุมชนเพื่อแนะนำ ASTER ให้กับชุมชนคริปโตในอินโดนีเซีย

    สำหรับผู้ที่ยังไม่คุ้นเคยกับคำว่า “Perpetual DEX” อธิบายง่าย ๆ คือแพลตฟอร์มที่เปิดให้ผู้ใช้งานเทรดสัญญา perpetual แบบ on-chain โดยไม่มีวันหมดอายุเหมือนสัญญา futures แบบดั้งเดิม ซึ่งความสามารถของ ASTER ในด้านนี้เองที่เป็นหนึ่งในเหตุผลเชิงกลยุทธ์ที่ทำให้ FLOQ สนใจสำรวจการผนวกผลิตภัณฑ์ในระดับที่ลึกขึ้น

    ดันการเติบโตของ Web3 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    สำหรับ FLOQ ความร่วมมือครั้งนี้เปิดโอกาสให้ ASTER เข้าถึงฐานผู้ใช้งานที่ลงทะเบียนแล้วกว่า 1.8 ล้านราย ซึ่งมีกิจกรรมการซื้อขาย ASTER อย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว นอกจากนี้ยังต่อยอดจากความร่วมมือที่ FLOQ มีอยู่กับพันธมิตรรายอื่น เช่น Tiket, Telkomsel และ Blibli โดยการผสมผสานช่องทางการกระจายสินค้า การเข้าถึงชุมชน และความเข้าใจลักษณะเฉพาะของตลาดอินโดนีเซีย อาจกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยเร่งการเติบโตและขยายการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ของ ASTER ในวงกว้างขึ้น

    ในส่วนของ ASTER นั้นนำผลิตภัณฑ์ perpetual DEX ที่เปิดให้ผู้ใช้งานเทรดตรงจากกระเป๋าเงินดิจิทัลของตนเองมาสู่ความร่วมมือ พร้อมทั้งสภาพคล่อง ศักยภาพในการผนวกผลิตภัณฑ์เข้ากับ wallet และโครงสร้างโปรแกรมแนะนำเพื่อนที่สามารถพัฒนาร่วมกันได้ในอนาคต ความร่วมมือครั้งนี้จึงมีศักยภาพที่จะเชื่อมโยงผลิตภัณฑ์ Web3 ระดับโลกเข้ากับบริบทของตลาดและช่องทางการกระจายในระดับท้องถิ่นของอินโดนีเซีย

    อีกหนึ่งจุดที่น่าจับตาคือผลิตภัณฑ์ Pre-IPO Perpetuals ของ ASTER ซึ่งเปิดโอกาสให้นักลงทุนได้รับความเสี่ยง (exposure) ต่อมูลค่าบริษัทเอกชนก่อนเข้าตลาดหลักทรัพย์ อาทิ สัญญา $SPCX ที่อ้างอิงกับ SpaceX โดยปริมาณการซื้อขายสินทรัพย์โลกจริง (Real-World Asset หรือ RWA) ในลักษณะนี้บนแพลตฟอร์ม DEX ต่าง ๆ เติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพที่จะนำผลิตภัณฑ์ประเภทนี้เข้าสู่ตลาดอินโดนีเซียในอนาคต

    “สำหรับ FLOQ สิ่งสำคัญคือการทำให้เทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ Web3 ที่เติบโตในระดับโลกสามารถเข้าถึงผู้ใช้งานชาวอินโดนีเซียได้ ด้วยประสบการณ์ที่สอดคล้องกับความต้องการมากยิ่งขึ้น ASTER มีศักยภาพในด้าน perpetual DEX ขณะที่ FLOQ มีเครือข่ายการกระจายสินค้า ชุมชน และความเข้าใจตลาดท้องถิ่น การผสมผสานกันนี้เองที่เราต้องการสำรวจ เพื่อให้ความร่วมมือนี้สร้างคุณค่าที่แท้จริงให้กับผู้ใช้งาน พร้อมทั้งช่วยผลักดันการเติบโตของระบบนิเวศ Web3 ในอินโดนีเซีย” — Yudhono Rawis

    คำเตือนความเสี่ยง: การลงทุนในสินทรัพย์คริปโตมีความเสี่ยงสูง รวมถึงความเสี่ยงที่จะขาดทุนจากความผันผวนของราคาตลาด ข้อมูลทั้งหมดที่ปรากฏมีลักษณะเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น มิได้เป็นการชักชวน เสนอขาย ให้คำแนะนำ หรือคำแนะนำด้านการลงทุนแต่อย่างใด นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลและพิจารณาการตัดสินใจลงทุนอย่างรอบคอบก่อนทำธุรกรรมสินทรัพย์คริปโต และควรลงทุนให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้และความสามารถทางการเงินของตนเอง โดยไม่ใช้เงินทุนที่เกินกำลังความสามารถ

    ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ได้รับการเผยแพร่บน ด้วยเช่นกัน VRITIMES

  • P2P Lending ไทยยกระดับ: เมื่อหุ้นกลายเป็นหลักประกันเงินกู้

    P2P Lending ไทยยกระดับ: เมื่อหุ้นกลายเป็นหลักประกันเงินกู้

    ท่ามกลางการครองตลาดของสินเชื่อธนาคารแบบเดิม โมเดลธุรกิจใหม่กำลังดึงความสนใจในไทย: peer-to-peer lending ที่ให้ผู้ประกอบการใช้หุ้นในพอร์ตการลงทุนเป็นหลักประกันเพื่อขอเงินทุนหมุนเวียน แพลตฟอร์ม StockLend by Nestifly เป็นแพลตฟอร์ม P2P lending รายแรกและรายเดียวในไทยที่ได้รับใบอนุญาตอย่างเป็นทางการจากกระทรวงการคลังและอยู่ภายใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย

    กลไก StockLend ทำงานอย่างไร

    โมเดลธุรกิจของ Nestifly ทำหน้าที่เป็นตลาดดิจิทัลที่เชื่อมผู้ขอกู้กับนักลงทุนโดยตรง ผู้ประกอบการสามารถใช้หุ้นในพอร์ตการลงทุนเป็นหลักประกันเพื่อขอกู้ ทำให้ได้สภาพคล่องโดยไม่ต้องขายทรัพย์สินที่มีอยู่ สำหรับนักลงทุน แพลตฟอร์มนี้เสนอสินทรัพย์ประเภทใหม่ที่ให้ผลตอบแทนน่าสนใจภายใต้กรอบความเสี่ยงที่ชัดเจน

    นวัตกรรมนี้ตอบโจทย์ปัญหาจริง: ผู้ประกอบการไทยจำนวนมากมีพอร์ตหุ้นที่มีมูลค่าแต่ยังประสบปัญหาในการขอสินเชื่อเพราะไม่มีหลักประกันเป็นอสังหาริมทรัพย์หรือประวัติเครดิตทางการ

    TECHLEAD เข้ามาเป็นนักลงทุนเชิงกลยุทธ์

    ในเดือนมกราคม 2026 บริษัทเทคโนโลยีมหาชน TECHLEAD NPN ประกาศลงทุนและถือหุ้นใน Nestifly ถือเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ TECHLEAD ในการพัฒนาระบบนิเวศฟินเทคที่เชื่อมเทคโนโลยี การเงิน และโซลูชันดิจิทัล

    ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TECHLEAD อิสรา เรืองสุขอุดม กล่าวว่าการลงทุนครั้งนี้สะท้อนความเชื่อมั่นในศักยภาพของแพลตฟอร์มที่ดำเนินงานภายใต้กรอบกฎหมายที่เหมาะสม TECHLEAD จะนำจุดแข็งด้านทรัพยากร เทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และองค์ความรู้ระบบการเงินมาเพิ่มประสิทธิภาพและขีดความสามารถของแพลตฟอร์ม Nestifly

    บริบทกฎเกณฑ์ P2P Lending ในไทย

    ภูมิทัศน์ P2P lending ไทยเติบโตต่อเนื่อง ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่าถึงเดือนตุลาคม 2025 มีผู้ให้บริการ P2P lending 12 รายที่ได้รับใบอนุญาตจากกระทรวงการคลัง โดย 7 รายเริ่มดำเนินงานแล้ว Nestifly วางตำแหน่งเป็นผู้บุกเบิกด้วยโมเดลหลักประกันที่ไม่เหมือนใครในภูมิทัศน์นี้

    ความท้าทายและโอกาสข้างหน้า

    ความท้าทายหลักของโมเดลนี้อยู่ที่การบริหารความเสี่ยงเมื่อมูลค่าหลักประกันหุ้นผันผวน อย่างไรก็ตาม ด้วยการอยู่ภายใต้การกำกับอย่างเข้มงวดของธนาคารแห่งประเทศไทย Nestifly จึงใช้มาตรฐานความปลอดภัยของระบบตามข้อกำหนดหน่วยงานกำกับ การผสมผสานระหว่างการกำกับที่เข้มงวดและนวัตกรรมผลิตภัณฑ์คือสิ่งที่ทำให้แนวทางของไทยแตกต่างจากตลาด P2P lending ที่ผ่อนปรนกว่าในประเทศเพื่อนบ้าน

    สำหรับภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทยที่เผชิญช่องว่างทางการเงินมานาน การมีโมเดลธุรกิจอย่าง StockLend เปิดทางเลือกจริง ไม่ใช่แค่แพลตฟอร์มสินเชื่อดิจิทัล แต่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างตลาดทุนกับความต้องการสภาพคล่องของภาคธุรกิจ

  • นวัตกรรมยาของไทย: จากภูมิปัญญาท้องถิ่นยาสมุนไพรดั้งเดิม สู่มาตรฐานยาแผนปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีชีวภาพ

    นวัตกรรมยาของไทย: จากภูมิปัญญาท้องถิ่นยาสมุนไพรดั้งเดิม สู่มาตรฐานยาแผนปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีชีวภาพ

    ท่ามกลางการครองตลาดของยาเคมีสังเคราะห์ ประเทศไทยได้ค้นพบช่องว่างทางการตลาดที่ไม่มีประเทศใดในโลกทำได้: การทำให้ยาสมุนไพรทันสมัย ไทยเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่ประสบความสำเร็จในการผสานภูมิปัญญาการแพทย์แผนโบราณเข้ากับระบบสาธารณสุขแห่งชาติและอุตสาหกรรมยาเชิงพาณิชย์

    ศักยภาพความหลากหลายทางชีวภาพในฐานะวัตถุดิบยา

    ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของพืชสมุนไพรมากกว่า 10,000 ชนิด ประเทศไทยจึงมี “ห้องสมุดธรรมชาติ” ที่น่าทึ่ง บริษัทอย่าง โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร และ สยามเฮอร์เบิล อินโนเวชั่น กำลังวิจัยสารสกัดจาก ฟ้าทะลายโจร (Andrographis paniculata) และ กระชายดำ (Kaempferia parviflora) อย่างจริงจัง การวิจัยนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ยาต้มสมุนไพร แต่ก้าวไปถึงขั้นการทดลองทางคลินิกเพื่อยืนยันขนาดยา ประสิทธิภาพ และความปลอดภัย

    การทำมาตรฐานยาสมุนไพร: กุญแจสู่การยอมรับระดับโลก

    ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดของผลิตภัณฑ์สมุนไพรคือความสม่ำเสมอของคุณภาพ อุตสาหกรรมยาของไทยตอบโจทย์นี้ด้วยเทคโนโลยี โครมาโทกราฟีของเหลวสมรรถนะสูง (HPLC) และ แก๊สโครมาโทกราฟี-แมสสเปกโตรเมตรี (GC-MS) เทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยรับประกันว่าแต่ละแคปซูลหรือยาเม็ดที่ผลิตออกมามีปริมาณสารออกฤทธิ์เท่ากันทุกชุด นวัตกรรมนี้ยกระดับผลิตภัณฑ์จาก “อาหารเสริม” ขึ้นเป็น ไฟโตฟาร์มาซูติคอล (Phytopharmaceuticals) หรือยาแผนปัจจุบันที่ได้จากพืช ซึ่งแพทย์สามารถสั่งจ่ายได้ในโรงพยาบาลใหญ่

    กรณีศึกษาจริง: ความสำเร็จระดับโลกของสารสกัดขมิ้นชันและตะไคร้

    ตลาดส่งออกเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทั่วโลกต่างกระหายวัตถุดิบธรรมชาติจากไทย บริษัทอย่าง บางกอก แล็บ แอนด์ คอสเมติค ได้คิดค้นการผลิต นาโนพาร์ติเคิลเคอร์คูมิน จากขมิ้นชัน ซึ่งมีชีวปริมาณออกฤทธิ์ (bioavailability) สูงกว่าผงขมิ้นชันธรรมดาถึง 10 เท่า นวัตกรรมนี้แก้ปัญหาคลาสสิกที่ร่างกายมนุษย์ดูดซึมสารออกฤทธิ์จากสมุนไพรได้ยาก

    ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC) รายงานว่าการลงทุนด้านการวิจัยเภสัชเวทเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงปี 2025-2026 โดยมุ่งเน้นการพัฒนายาสำหรับโรคความเสื่อมและชะลอวัย สิ่งนี้ทำให้ไทยไม่ได้เป็นเพียงผู้ส่งออกวัตถุดิบอีกต่อไป แต่เป็นผู้ส่งออกสิทธิบัตรและสูตรสมุนไพรอัจฉริยะ นวัตกรรมนี้ทำให้ไทยยืนอยู่แถวหน้าของอุตสาหกรรม เวชศาสตร์ชะลอวัย (longevity medicine) ระดับโลก

  •  เทรนด์สตาร์ทอัพอีโค่คราฟต์ไทย 2026: เมื่อขยะเหลือทิ้งกลายเป็นสินค้าดีไซน์ราคาแพง

     เทรนด์สตาร์ทอัพอีโค่คราฟต์ไทย 2026: เมื่อขยะเหลือทิ้งกลายเป็นสินค้าดีไซน์ราคาแพง

    Upcycling: หัวใจสำคัญของสตาร์ทอัพสายคราฟต์ยุคใหม่

    นอกเหนือจากธุรกิจอาหาร อีกหนึ่งคลื่นลูกใหญ่ของสตาร์ทอัพที่ไม่พึ่งพาเทคโนโลยีขั้นสูงในประเทศไทยคือ กลุ่มธุรกิจ “อีโค่คราฟต์” (Eco-Craft) และแฟชั่นยั่งยืน (Sustainable Fashion) แนวคิดหลักของธุรกิจเหล่านี้คือการนำของเสีย (Waste) กลับมาสร้างมูลค่าใหม่ หรือที่เรียกว่า Upcycling ซึ่งแตกต่างจากการรีไซเคิลทั่วไปที่ต้องใช้พลังงานสูงในการแปรรูป แต่ Upcycling ใช้แรงงานฝีมือ (Craftsmanship) และความคิดสร้างสรรค์ในการออกแบบเป็นหลัก

    ในบริบทของประเทศไทยซึ่งเป็นประเทศเกษตรกรรม มีวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรจำนวนมหาศาล ไม่ว่าจะเป็น ฟางข้าว ใบสับปะรด เปลือกข้าวโพด หรือยางพารา สตาร์ทอัพรุ่นใหม่ได้นำวัสดุเหล่านี้มาพัฒนาเป็นสินค้าแฟชั่น เช่น กระเป๋า รองเท้า หรือแม้กระทั่งเฟอร์นิเจอร์ตกแต่งบ้าน โดยชูจุดขายเรื่องความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Carbon Footprint ต่ำ) และการสร้างรายได้กลับคืนสู่ชุมชนเกษตรกร

    จาก “ขยะทะเล” สู่ “คอลเลกชันแฟชั่น” บนรันเวย์โลก

    กรณีศึกษาที่น่าสนใจอย่างยิ่งคือ ธุรกิจที่รับซื้อเศษอวนประมงและขวดพลาสติกจากชุมชนชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก เพื่อนำมาทำความสะอาดและถักทอเป็นกระเป๋าและรองเท้าแตะดีไซน์เก๋ โดยร่วมมือกับดีไซเนอร์รุ่นใหม่จากมหาวิทยาลัยศิลปากรและจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จุดเด่นของธุรกิจนี้คือกระบวนการผลิตที่ใช้แรงงานจากกลุ่มแม่บ้านประมง ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาสังคม (Social Impact) ควบคู่ไปกับการสร้างรายได้เชิงพาณิชย์

    รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจฐานรากและธุรกิจเพื่อสังคมจาก สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ในปี 2026 ระบุว่า สตาร์ทอัพที่ดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ได้รับความสนใจจากนักลงทุนด้าน Impact Investment เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะธุรกิจที่สามารถพิสูจน์ได้ว่ามีการจ้างงานในท้องถิ่นและลดปริมาณขยะได้จริง ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดความสำเร็จใหม่นอกเหนือจากผลกำไรเพียงอย่างเดียว

    การตลาดแบบเล่าเรื่องผ่านกระบวนการผลิต (Behind the Scene)

    เทคนิคการตลาดที่ทำให้สินค้ากลุ่มนี้ประสบความสำเร็จคือ การเปิดเผยกระบวนการผลิตแบบเรียลไทม์ผ่านโซเชียลมีเดีย เช่น การถ่ายคลิปวิดีโอขั้นตอนการคัดแยกพลาสติก การย้อมสีด้วยสีธรรมชาติจากเปลือกมังคุด หรือการทอผ้าด้วยกี่ไม้แบบดั้งเดิม กลยุทธ์นี้สร้าง “ความเชื่อมั่น” (Trust) และ “ความรู้สึกร่วม” (Emotional Connection) ให้กับผู้บริโภคในเมืองใหญ่ที่ต้องการหลีกหนีจากสินค้าอุตสาหกรรมที่ผลิตออกมาเหมือนกันเป็นล้านชิ้น

    สินค้าเหล่านี้ไม่ได้แข่งขันกันที่ “ราคา” แต่อย่างใด เนื่องจากต้นทุนแรงงานฝีมือและวัสดุธรรมชาติค่อนข้างสูง แต่พวกเขาแข่งขันกันที่ “คุณค่าทางจิตใจ” และ “การได้เป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง” ซึ่งเป็นจุดแข็งที่ทำให้สินค้าไทยสามารถเจาะตลาดส่งออกไปยังญี่ปุ่นและยุโรป ที่ผู้บริโภคมีความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อมสูงมาก

  • Pet Fair South East Asia 2026 ยกระดับกรุงเทพฯ สู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงระดับภูมิภาค

    Pet Fair South East Asia 2026 ยกระดับกรุงเทพฯ สู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงระดับภูมิภาค

    งานแสดงสินค้าอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงแบบ B2B เต็มรูปแบบแห่งเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เตรียมต้อนรับผู้แสดงสินค้า 450 รายจาก 40 ประเทศ และผู้ซื้อจากภาคธุรกิจกว่า 12,500 รายจากมากกว่า 80 ประเทศ ณ BITEC กรุงเทพฯ วันที่ 28–30 ตุลาคม 2569

    กรุงเทพฯ ประเทศไทย — Pet Fair South East Asia 2026 งานแสดงสินค้าอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงชั้นนำระดับภูมิภาคและเป็นงาน B2B เต็มรูปแบบแห่งเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เตรียมจัดงานครั้งที่ 5 ระหว่างวันที่ 28–30 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์นิทรรศการและการประชุมไบเทค (BITEC) กรุงเทพฯ พร้อมตอกย้ำบทบาทของกรุงเทพฯ ในฐานะศูนย์กลางการเชื่อมโยงธุรกิจและการค้าสัตว์เลี้ยงระดับนานาชาติ 

    งาน Pet Fair South East Asia 2026 จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง VNU Exhibitions Asia Pacific และ Globus Events ผู้จัดงาน Pet Fair Asia ณ นครเซี่ยงไฮ้ และเจ้าของ Pet Fair Network เครือข่ายงานแสดงสินค้าอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงชั้นนำในเอเชีย โดยในปีนี้คาดว่าจะมีผู้แสดงสินค้ากว่า 450 รายจาก 40 ประเทศ และผู้เข้าชมงานจากภาคธุรกิจกว่า 12,500 รายจากมากกว่า 80 ประเทศ เข้าร่วมงาน 

    Johannes Kraus, Senior Project Manager ของ Pet Fair South East Asia กล่าวว่า 

    Pet Fair South East Asia เติบโตขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จากงานแสดงสินค้าชั้นนำของภูมิภาค สู่การเป็นจุดนัดพบระดับนานาชาติสำหรับอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยง การรวมตัวของผู้แสดงสินค้าและผู้ซื้อจากกว่า 80 ประเทศในกรุงเทพฯ เปิดโอกาสให้เกิดการเจรจาธุรกิจ การจัดหา และการสร้างพันธมิตรใหม่ ๆ ซึ่งเป็นโอกาสที่หาได้ยากจากแพลตฟอร์มอื่นในภูมิภาค” 

    รวมผู้นำในอุตสาหกรรม ครบทุกมิติของอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยง  

    Pet Fair South East Asia 2026 ครอบคลุมตั้งแต่แบรนด์สินค้า ผู้ผลิต OEM และ Private Label ไปจนถึงวัตถุดิบ เทคโนโลยี บรรจุภัณฑ์ เครื่องจักร และโซลูชันตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยคาดว่าผู้แสดงสินค้าประมาณ 70% จะเป็นบริษัทจากต่างประเทศ และ 30% เป็นบริษัทในประเทศไทย สะท้อนถึงความเป็นนานาชาติของงานและบทบาทสำคัญในฐานะแพลตฟอร์มด้านการจัดหาและขยายธุรกิจในภูมิภาค 

    ภายในงานยังมี Country Pavilions จากประเทศชั้นนำ อาทิ สหรัฐอเมริกา อิตาลี สเปน จีน อินเดีย ญี่ปุ่น ไทย และประเทศอื่น ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดโอกาสให้ผู้เข้าชมได้พบกับสินค้า เทคโนโลยี และศักยภาพของผู้ประกอบการจากหลากหลายตลาดภายในงานเดียว 

    นอกจากนี้ ยังมีแบรนด์และบริษัทชั้นนำจากประเทศไทยและต่างประเทศเข้าร่วมจัดแสดง อาทิ Sea Value, i-Tail, Thai Awesome, Absolute Nutrition และ Kaniva จากประเทศไทย รวมถึง Animonda จากเยอรมนี และ Gimborn และ My Family จากอิตาลี พร้อมด้วยผู้ประกอบการอีกมากมาย ครอบคลุมตั้งแต่อาหารสัตว์เลี้ยง สุขภาพและ Wellness อุปกรณ์สัตว์เลี้ยง เทคโนโลยี ไปจนถึง OEM และ Private Label

    เจาะตลาด B2B พบผู้ซื้อคุณภาพจากกว่า 80 ประเทศ

    ภายใต้แนวคิดเชื่อมโยงธุรกิจกับธุรกิจอย่างเต็มรูปแบบ Pet Fair South East Asia มุ่งเชื่อมโยงผู้ประกอบการกับผู้ซื้อและพันธมิตรทางธุรกิจที่มีศักยภาพ โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าชมงานจากภาคธุรกิจกว่า 12,500 รายจากมากกว่า 80 ประเทศ 

    กลุ่มผู้เข้าชมหลักประกอบด้วย ผู้จัดจำหน่าย ผู้นำเข้า ผู้ค้าส่ง ผู้ค้าปลีก ผู้ซื้อ Private Label ผู้ผลิต และสัตวแพทย์ ซึ่งเข้าร่วมงานเพื่อค้นหาสินค้าใหม่ เจรจาธุรกิจ หาแหล่งจัดหา พัฒนาช่องทางการจัดจำหน่าย และสร้างพันธมิตรทางธุรกิจในตลาดใหม่ 

    จากการจัดงานในปี 2568 Pet Fair South East Asia มีผู้เข้าชมจาก 80 ประเทศ โดยได้รับความสนใจอย่างแข็งแกร่งจากเอเชียตะวันออก โอเชียเนีย ตะวันออกกลาง ยุโรป สหรัฐอเมริกา และประเทศต่าง ๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

    ด้วยการเติบโตของตลาดสัตว์เลี้ยงและการใช้จ่ายด้าน Pet Care ทั่วภูมิภาค เอเชียตะวันออกเฉียงใต้จึงกลายเป็นตลาดที่มีศักยภาพสูงสำหรับธุรกิจสัตว์เลี้ยง ขณะที่กรุงเทพฯ มีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและการเชื่อมต่อทางอากาศ ทำให้เป็นจุดหมายสำคัญสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการเข้าสู่ตลาดใหม่หรือขยายธุรกิจในภูมิภาค 

    ครบทั้งแบรนด์ สินค้า และโซลูชันตลอดห่วงโซ่อุปทานของธุรกิจสัตว์เลี้ยง

    ในด้านโครงสร้างผู้แสดงสินค้า Pet Brands มีสัดส่วนสูงสุด 44% ตามด้วย OEM และ Private Label Manufacturers 42% สะท้อนให้เห็นถึงจุดแข็งของงานที่ตอบโจทย์ทั้งผู้ที่ต้องการค้นหาแบรนด์และสินค้ารายใหม่ รวมถึงผู้ซื้อที่มองหาโอกาสด้าน OEM และ Private Label 

    ขณะเดียวกัน ยังมีผู้ผลิตและผู้จัดหาวัตถุดิบ บรรจุภัณฑ์ เครื่องจักร และโซลูชันสำหรับอุตสาหกรรมเข้าร่วมอย่างครบถ้วน 

    สำหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์ Pet Food และ Pet Treats & Snacks ยังคงเป็นกลุ่มหลักของงาน ตามด้วยผลิตภัณฑ์ด้านสุขภาพและ Wellness อาทิ Pet Hygiene และ Pet Healthcare รวมถึง Pet Accessories, Grooming, Toys, Pet Technology, Furniture และ Apparel 

    ความหลากหลายดังกล่าวทำให้ Pet Fair South East Asia เป็นศูนย์กลางสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการ ค้นหาสินค้าใหม่ หาแหล่งผลิต เจรจา OEM/Private Label และขยายช่องทางธุรกิจ ภายในงานเดียว 

    ยกระดับโอกาสทางธุรกิจด้วย Matchmaking และ Conference

    นอกจากพื้นที่จัดแสดงสินค้าแล้ว Pet Fair South East Asia 2026 ยังจัด Online และ On-site Matchmaking Program เพื่อเชื่อมโยงผู้แสดงสินค้ากับผู้ซื้อที่ตรงกลุ่มเป้าหมาย ตั้งแต่ก่อนเริ่มงานไปจนถึงตลอดระยะเวลาการจัดงาน ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการนัดหมายและสร้างโอกาสทางธุรกิจแบบตัวต่อตัว 

    ภายในงานยังมี Conference 2 เวที ที่รวบรวมผู้เชี่ยวชาญจากนานาประเทศ เพื่อร่วมแบ่งปันเทรนด์ นวัตกรรม และกลยุทธ์ทางธุรกิจที่กำลังขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงทั่วโลก 

    ทั้ง Exhibition, Matchmaking และ Conference จะทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มครบวงจรสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการ ขยายตลาด ค้นหาแหล่งจัดซื้อ สร้างพันธมิตรด้านการจัดจำหน่าย และติดตามเทรนด์ใหม่ของอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยง 

    ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ www.petfair-sea.com 

    ลงทะเบียนล่วงหน้าเข้าชมงานฟรี 

    ผู้ประกอบการและผู้สนใจในอุตสาหกรรมสัตว์เลี้ยงสามารถ ลงทะเบียนล่วงหน้าเข้าชมงานฟรี ได้ที่: https://eventpassinsight.co/el/to/pfsea6-08

    หรือศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับงานผ่านเวบไซต์ 

    www.petfair-sea.com

    รับชมภาพบรรยากาศและไฮไลต์ของงานผ่านวิดีโอ Pet Fair South East Asia 2026 Show Preview 

    ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ได้รับการเผยแพร่บน ด้วยเช่นกัน VRITIMES

  • LA TRỊNH atelier นำ “Gods Within Her” สู่มิลาน ถ่ายทอดเรื่องราวความเป็นหญิงและวัฒนธรรมเวียดนาม

    LA TRỊNH atelier นำ “Gods Within Her” สู่มิลาน ถ่ายทอดเรื่องราวความเป็นหญิงและวัฒนธรรมเวียดนาม

    ก่อนเข้าสู่ช่วง Milan Fashion Week LA TRỊNH atelier เตรียมนำเสนอคอลเลกชันใหม่ “Gods Within Her” ณ เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี สานต่อแนวทางการนำเสนอเรื่องราววัฒนธรรม ความเป็นหญิง และงานหัตถศิลป์เวียดนามสู่ชุมชนสร้างสรรค์ระดับนานาชาติ

    ก่อตั้งขึ้นในปี 2024 LA TRỊNH atelier พัฒนาแนวทางสร้างสรรค์ที่เชื่อมโยงแนวคิดด้านการออกแบบจากมิลานเข้ากับศักยภาพด้านงานฝีมือและการผลิตที่ประณีตของเวียดนาม โดยมีเป้าหมายในการสร้างแบรนด์แฟชั่นที่มีรากฐานจากอัตลักษณ์เวียดนามและสามารถสื่อสารผ่านภาษาการออกแบบในระดับสากล

    สำหรับ LA TRỊNH atelier แฟชั่นไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือในการแสดงออกถึงตัวตน แต่ยังเป็นพื้นที่เชื่อมโยงทางวัฒนธรรมที่เปิดโอกาสให้คุณค่าดั้งเดิมของเวียดนามได้รับการตีความใหม่ผ่านมุมมองร่วมสมัยและส่งต่อสู่ผู้ชมทั่วโลก

    แบรนด์ให้ความสำคัญกับงานออกแบบที่มีคุณค่าทางความคิดสร้างสรรค์ในระยะยาวและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว พร้อมให้ความสำคัญกับโครงสร้างเสื้อผ้า ความประณีตในการตัดเย็บ และความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนระหว่างผลงานกับผู้สวมใส่

    จากมิลาน สู่เส้นทางสร้างสรรค์ที่มีเวียดนามเป็นรากฐาน

    เบื้องหลังทิศทางสร้างสรรค์ของ LA TRỊNH atelier คือ Namie Trịnh ครีเอทีฟไดเรกเตอร์ของแบรนด์ ซึ่งปัจจุบันกำลังศึกษาด้านการออกแบบแฟชั่นที่ Nuova Accademia di Belle Arti (NABA) และทำงานเป็นนักออกแบบแฟชั่นและสไตลิสต์ในมิลาน

    Namie Trịnh พัฒนาภาษาการออกแบบที่มีเอกลักษณ์จากแนวทางเซอร์เรียลลิสม์ โดยผสมผสานงาน Ready-to-Wear และ Couture เข้าด้วยกัน พร้อมสร้างสมดุลระหว่างโครงสร้างรูปทรงที่ชัดเจนกับการเคลื่อนไหวอย่างเป็นธรรมชาติของร่างกายและเนื้อผ้า

    คอลเลกชันแรก “Ám Hoa – Cenere Fiorità” ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของแนวทางสร้างสรรค์ดังกล่าว โดยนำงานหัตถศิลป์ดั้งเดิมของเวียดนามมาผสานกับภาษาการออกแบบร่วมสมัยในระดับสากล

    คอลเลกชันได้รับแรงบันดาลใจหลักจากผลงานจิตรกรรม “หญิงสาวกับดอกลิลลี่” (Thiếu nữ bên hoa huệ) ของศิลปินชื่อดังชาวเวียดนาม Tô Ngọc Vân ถ่ายทอดภาพความงดงามและความสง่างามของผู้หญิงเวียดนามผ่านเสื้อผ้าที่มีโครงสร้างแบบสถาปัตยกรรมเรียบง่ายและวัสดุที่ได้รับการคัดสรรอย่างพิถีพิถัน

    ผลงานแต่ละชิ้นสร้างสมดุลระหว่างโครงสร้างเรขาคณิตที่ชัดเจนกับความนุ่มนวลตามธรรมชาติของรูปทรง ทุกชิ้นสะท้อนการทดลองด้านงานฝีมืออย่างละเอียดอ่อน พร้อมถ่ายทอดลายเซ็นของนักออกแบบและรักษาความสง่างามของศาสตร์แห่งการตัดเย็บแบบดั้งเดิม

    จากรากฐานดังกล่าว LA TRỊNH atelier เดินหน้าสู่บทใหม่ด้วยคอลเลกชัน “Gods Within Her” ซึ่งจะเปิดตัวที่มิลานในเดือนกันยายน 2026

    “Gods Within Her” เมื่อความเป็นหญิงกลายเป็นภาษาที่เชื่อมโยงวัฒนธรรม

    “Gods Within Her” หรือ “เทพเจ้าภายในตัวเธอ” คือบทใหม่ในเส้นทางสร้างสรรค์ของ LA TRỊNH atelier ที่สำรวจการตื่นขึ้นของตัวตนแห่งเทพธิดาและความงดงามของความเป็นหญิงที่ก้าวข้ามกาลเวลา

    หญิงสาวในคอลเลกชันเดินทางผ่านวิหารโบราณ ภูเขาในตำนาน และภูมิทัศน์ทางวัฒนธรรมที่ทอดยาวจากตะวันออกสู่ตะวันตก การเดินทางครั้งนี้ไม่ได้หมายถึงเพียงการเคลื่อนผ่านพื้นที่ หากแต่เป็นการเดินทางผ่านชั้นของสัญลักษณ์ ความทรงจำ และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรม

    คอลเลกชันประกอบด้วย 30 ผลงาน ที่สำรวจ ความเป็นหญิงและพลังของผู้หญิงร่วมสมัย พร้อมนำงานหัตถศิลป์แบบดั้งเดิมมาสนทนากับแนวคิดการออกแบบร่วมสมัย

    บนรันเวย์มิลาน สัญลักษณ์จากโลกตะวันออกและตะวันตกถูกแปรเปลี่ยนเป็นภาษาของแฟชั่น โดยมีความงาม ความลึกลับ และความเป็นหญิงเป็นพื้นที่ร่วมระหว่างวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน

    ผ่าน “Gods Within Her” LA TRỊNH atelier ต้องการนำสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมของเวียดนามและเอเชียเข้าใกล้ชุมชนสร้างสรรค์ระดับนานาชาติมากขึ้น พร้อมสานต่อความตั้งใจในการอนุรักษ์และยกระดับงานหัตถศิลป์ดั้งเดิมผ่านภาษาการออกแบบที่มีเอกลักษณ์

    คอลเลกชันยังสะท้อนแนวคิดของ แฟชั่นที่ยั่งยืน โดยให้ความสำคัญกับคุณค่าในระยะยาวของการออกแบบ วัสดุ และความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ

    ผู้ร่วมเดินทางในการนำเรื่องราวเวียดนามสู่เวทีโลก

    เส้นทางสู่เวทีนานาชาติของแบรนด์แฟชั่นรุ่นใหม่ไม่ได้เกิดขึ้นจากผลงานบนรันเวย์เพียงอย่างเดียว แต่ยังเกิดจากความร่วมมือระหว่างแบรนด์ พันธมิตร และเครือข่ายต่าง ๆ ที่มีความมุ่งหมายร่วมกันในการนำคุณค่าและเรื่องราวจากเวียดนามสู่ระดับสากล

    พันธมิตรระดับ Diamond – Nguyên Xuân

    หนึ่งในผู้สนับสนุนสำคัญของการนำเสนอ “Gods Within Her” ที่มิลานคือ Nguyên Xuân แบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมจากสมุนไพรเวียดนาม ในบทบาท พันธมิตรระดับ Diamond

    ความร่วมมือระหว่าง Nguyên Xuân และ LA TRỊNH atelier สะท้อนความร่วมมือระหว่างสองแบรนด์เวียดนามที่ให้ความสำคัญกับการสืบสานและส่งต่อคุณค่าที่มีรากฐานจากอัตลักษณ์เวียดนามในบริบทร่วมสมัย

    สำหรับ LA TRỊNH atelier การสนับสนุนจาก พันธมิตรระดับ Diamond อย่าง Nguyên Xuân มีส่วนสำคัญในการเสริมทรัพยากรสำหรับการนำคอลเลกชันสู่มิลาน และสะท้อนถึงแนวทางร่วมในการสนับสนุนคนรุ่นใหม่ของเวียดนามให้สามารถสร้างตัวตนและนำเสนอผลงานบนเวทีนานาชาติ

    พันธมิตรเชิงกลยุทธ์ – Italian Atelier

    Italian Atelier ร่วมสนับสนุน LA TRỊNH atelier ในการขยายเครือข่ายไปยังพันธมิตร ภาคธุรกิจ และทรัพยากรที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนช่วยเปิดโอกาสด้านความร่วมมือและนำเรื่องราวของแบรนด์เวียดนามเข้าสู่เครือข่ายนานาชาติในแวดวงแฟชั่น ความคิดสร้างสรรค์ และไลฟ์สไตล์

    การมีส่วนร่วมของ Italian Atelier ยังช่วยเชื่อมโยง LA TRỊNH atelier เข้ากับความสนใจและโอกาสความร่วมมือที่เหมาะสม ขณะที่แบรนด์กำลังค่อย ๆ สร้างตำแหน่งของตนเองในยุโรป

    พันธมิตรด้านการสื่อสารเชิงกลยุทธ์ – CjC Marketing Agency

    CjC Marketing Agency ร่วมสนับสนุน LA TRỊNH atelier ในด้านการสื่อสารและการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับโครงการ พร้อมช่วยเชื่อมโยงเรื่องราวของแบรนด์เข้ากับเครือข่ายสื่อ ชุมชน และพันธมิตรที่เกี่ยวข้องทั้งในเวียดนามและต่างประเทศ

    บทบาทดังกล่าวมีส่วนช่วยให้เรื่องราวของ “Gods Within Her” รวมถึงเรื่องราวของ Namie Trịnh และเส้นทางของแบรนด์แฟชั่นรุ่นใหม่จากเวียดนามในมิลาน เข้าถึงผู้ชมและชุมชนสร้างสรรค์ในระดับนานาชาติมากขึ้น

    จากปรากสู่มิลาน: การเชื่อมโยงที่เปิดโอกาสใหม่

    ควบคู่ไปกับการเตรียมความพร้อมสำหรับแฟชั่นโชว์ที่มิลาน LA TRỊNH atelier กำลังขยายเครือข่ายความร่วมมือในยุโรปอย่างต่อเนื่อง

    หนึ่งในหมุดหมายสำคัญคือความร่วมมือกับ Cinexia Productions & Beauty Tech World ซึ่งได้รับการลงนามอย่างเป็นทางการภายในงานเปิดตัวภาพยนตร์ที่กรุงปราก สาธารณรัฐเช็ก

    ความร่วมมือดังกล่าวถือเป็นอีกก้าวหนึ่งของการขยายเครือข่ายระดับนานาชาติของ LA TRỊNH atelier และสร้างพื้นที่เชื่อมโยงระหว่างแฟชั่น ศิลปะ ความงาม สื่อ และอุตสาหกรรมสร้างสรรค์

    สำหรับแบรนด์ที่ก่อตั้งโดยคนรุ่นใหม่ชาวเวียดนามที่กำลังศึกษาและทำงานอยู่ในมิลาน การเชื่อมโยงข้ามพรมแดนเหล่านี้เปิดโอกาสให้เรื่องราวความคิดสร้างสรรค์จากเวียดนามได้รับการนำเสนอ แลกเปลี่ยน และพัฒนาภายในบริบทนานาชาติ

    และ “Gods Within Her” ที่มิลาน คืออีกหนึ่งหมุดหมายสำคัญของการเดินทางครั้งนี้

    พลังจากชุมชนชาวเวียดนามหลายรุ่นในยุโรป

    เส้นทางของ LA TRỊNH atelier ยังได้รับความสนใจและการสนับสนุนจาก ชุมชนชาวเวียดนามหลายรุ่นในอิตาลีและยุโรป ทั้งกลุ่มนักวิชาการ นักธุรกิจรุ่นใหม่ นักศึกษาต่างชาติ และชาวเวียดนามรุ่นที่สองที่อาศัย ศึกษา และทำงานอยู่ในยุโรป

    เครือข่ายดังกล่าวมีบทบาทเพิ่มขึ้นในการเชื่อมโยงวัฒนธรรมเวียดนามกับยุโรป และสร้างพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่ชาวเวียดนามได้นำเสนอศักยภาพและเรื่องราวด้านความคิดสร้างสรรค์ของตนเองสู่โลก

    งาน “Gods Within Her” ได้รับเกียรติจาก จดหมายแนะนำอย่างเป็นทางการจากสถานเอกอัครราชทูตเวียดนามประจำประเทศอิตาลี ซึ่งสะท้อนถึงความสำคัญของโครงการในการสร้างความเชื่อมโยงทางวัฒนธรรมและนำเสนอคุณค่าด้านความคิดสร้างสรรค์ของชาวเวียดนามในยุโรป

    การเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงานด้านการทูต ภาคธุรกิจ พันธมิตรเชิงกลยุทธ์ และชุมชนชาวเวียดนามในยุโรป จึงกลายเป็นส่วนสำคัญของการเปิดพื้นที่ให้เรื่องราวสร้างสรรค์จากเวียดนามก้าวสู่เวทีระดับนานาชาติ

    “Gods Within Her” บทใหม่ของ LA TRỊNH atelier ที่มิลาน

    สำหรับ LA TRỊNH atelier มิลานไม่ได้เป็นเพียงสถานที่จัดแฟชั่นโชว์

    แต่เป็นพื้นที่ที่แบรนด์แฟชั่นรุ่นใหม่จากเวียดนามจะได้ทดลองสร้างบทสนทนาระหว่างมรดกทางวัฒนธรรมกับความร่วมสมัย ระหว่างเวียดนามกับโลก และระหว่างงานหัตถศิลป์ดั้งเดิมกับแนวคิดการออกแบบใหม่

    ผ่าน “Gods Within Her” LA TRỊNH atelier ต้องการเล่าเรื่องราวของผู้หญิง ความงามที่ก้าวข้ามกาลเวลา และคุณค่าทางวัฒนธรรมที่สามารถเดินทางข้ามพรมแดนได้

    ขณะเดียวกัน คอลเลกชันนี้ยังเป็นการสะท้อนถึงคนรุ่นใหม่ของเวียดนามที่กำลังก้าวสู่เวทีโลกผ่านความสามารถ อัตลักษณ์ และเรื่องราวของตนเอง

    ข้อมูลงาน

    ชื่อกิจกรรม: LA TRỊNH atelier – “Gods Within Her”

    วันและเวลา: 17.30 น. วันที่ 21 กันยายน 2026

    สถานที่: Veranda Studio, Via Rutilia 10/9, Milan, Italy

    จำนวนผู้เข้าร่วม: แขก VIP จำนวน 350 คน ประกอบด้วยตัวแทนภาคธุรกิจ ศิลปิน อินฟลูเอนเซอร์ สื่อมวลชน ผู้หลงใหลในแฟชั่นและศิลปะ รวมถึงชุมชนและสมาคมชาวเวียดนามในยุโรป

    ติดต่อสื่อมวลชน

    Ms. Đặng Thị Ngọc Huyền (Milan, Italy)

    Email: dangngochuyen.latrinh@gmail.com

    Mobile: (+39) 3520740062

    WhatsApp/Zalo: (+84) 812834078

    LA TRỊNH atelier – Milano Runway Show September 2026

    ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ได้รับการเผยแพร่บน ด้วยเช่นกัน VRITIMES