Blog

  • VRITIMES Thailand ร่วมเป็น Media Partner งาน 55th Intrigue MAdVerse Bangkok พร้อมแนะนำแพลตฟอร์มบนเวที

    VRITIMES Thailand ร่วมเป็น Media Partner งาน 55th Intrigue MAdVerse Bangkok พร้อมแนะนำแพลตฟอร์มบนเวที

    VRITIMES Thailand ร่วมเป็น Media Partner ในงาน 55th Intrigue MAdVerse Bangkok เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2026 ณ Jasmine City Hotel กรุงเทพฯ โดย Ferry Bayu ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ได้แนะนำ VRITIMES บนเวที พร้อมทีมงานประเทศไทยที่ให้ข้อมูลบริการกระจายข่าวประชาสัมพันธ์และพบปะผู้เข้าร่วมงานบริเวณบูท

    กรุงเทพฯ ประเทศไทย – 16 กันยายน 2026 – VRITIMES Thailand แพลตฟอร์มเผยแพร่และกระจายข่าวประชาสัมพันธ์ เข้าร่วมเป็นพันธมิตรด้านสื่อ (Media Partner) ในงาน 55th Intrigue MAdVerse Bangkok ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2026 ณ Jasmine City Hotel กรุงเทพฯ พร้อมแนะนำบริการแก่ผู้เข้าร่วมงานทั้งบนเวทีและบริเวณบูทของบริษัท

    ภายในงาน Ferry Bayu ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (Co-Founder / CEO) ของ VRITIMES ได้มีโอกาสแนะนำบริษัทบนเวที โดยการเข้าร่วมครั้งนี้เปิดโอกาสให้ VRITIMES ได้พบปะและเชื่อมต่อกับบุคลากรในแวดวงการตลาดและการสื่อสารโดยตรง

    งานดังกล่าวจัดโดย Salesgasm ภายใต้แนวคิดที่ให้ความสำคัญกับการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนในโลกธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วย AI โดยเป็นพื้นที่พบปะระหว่างผู้บริหารด้านการตลาด นักการตลาด แบรนด์ เอเจนซี และผู้ให้บริการโซลูชัน

    กำหนดการของงานครอบคลุมประเด็นการใช้ AI เพื่อสร้างผลลัพธ์ทางการตลาด เส้นทางการตัดสินใจซื้อของลูกค้า คอนเทนต์วิดีโอ ระบบการตลาดอัตโนมัติ และการทำงานร่วมกับครีเอเตอร์ โดยเชื่อมโยงการใช้เทคโนโลยีเข้ากับความเข้าใจลูกค้าและการรักษาความเป็นมนุษย์ในการสื่อสารของแบรนด์

    บริเวณบูท VRITIMES Thailand มี Pornprom “IQ” Khantee, Country Manager – Thailand ร่วมให้ข้อมูลบริการและพูดคุยกับผู้เข้าร่วมงานเกี่ยวกับการใช้ข่าวประชาสัมพันธ์เพื่อสื่อสารข่าวสารของธุรกิจ ผลิตภัณฑ์ ความร่วมมือ และกิจกรรมต่าง ๆ ผ่านเครือข่ายสื่อออนไลน์

    ผู้สนใจสามารถศึกษาเอกสารแนะนำบริการและข้อมูลแพ็กเกจ พร้อมสอบถามรายละเอียดกับทีมงานโดยตรง เพื่อพิจารณาว่าการกระจายข่าวประชาสัมพันธ์สามารถนำไปใช้สนับสนุนแผน PR และ Marketing ขององค์กรได้อย่างไร

    การเข้าร่วมงานในฐานะ Media Partner ครั้งนี้เป็นโอกาสให้ VRITIMES Thailand ได้สร้างความสัมพันธ์กับแบรนด์ เอเจนซี และผู้ประกอบการ พร้อมแนะนำแพลตฟอร์มที่ลูกค้าสามารถเขียน จัดการ และส่งข่าวประชาสัมพันธ์เพื่อเผยแพร่ผ่าน Dashboard ได้ด้วยตนเอง โดย VRITIMES ช่วยกระจายข่าวไปยังเครือข่ายสื่อออนไลน์ เพื่อสนับสนุนการสื่อสารข่าวสารของธุรกิจ

    ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ได้รับการเผยแพร่บน ด้วยเช่นกัน VRITIMES

  • “School Trip: Joined a Group I'm Not Close To” ซีซัน 2 กำลังจะมา! ย้อนดู ซีซัน 1 แบบมาราธอน

    “School Trip: Joined a Group I’m Not Close To” ซีซัน 2 กำลังจะมา! ย้อนดู ซีซัน 1 แบบมาราธอน

    \เตรียมพร้อมสำหรับซีซัน 2!/
    School Trip: Joined a Group I’m Not Close To
    ประกาศจัด Revival Watching Party แล้ว!

    ซีรีส์ดราม่าเรื่อง “School Trip: Joined a Group I’m Not Close To” ซึ่งออกอากาศทาง ABC TV ประเทศญี่ปุ่นเมื่อช่วงฤดูใบไม้ร่วงที่ผ่านมา กำลังกลับมาอีกครั้งในซีซัน 2

    เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองการกลับมาของซีซัน 2 จึงมีการจัดงาน “School Trip: Joined a Group I’m Not Close To: Revival Watching Party” ขึ้นในไต้หวัน ฮ่องกง และประเทศไทย ในวันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคมนี้

    “School Trip: Joined a Group I’m Not Close To” เป็นซีรีส์โรแมนติกวัยรุ่นที่เล่าเรื่องราวของเด็กหนุ่มธรรมดาคนหนึ่ง ซึ่งพบว่าตัวเองต้องอยู่กลุ่มเดียวกับหนุ่มหล่อและหนุ่มฮอตที่สุด 4 คนของโรงเรียนระหว่างทริปโรงเรียน และเรื่องราวความรักที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นระหว่างเขากับหนึ่งในนั้น ซึ่งเป็นเด็กหนุ่มจริงใจและจิตใจดี แต่กลับมีมุมขี้หึงที่คาดไม่ถึง

    ซีรีส์เรื่องนี้ได้รับความสนใจจากผู้ชมตั้งแต่เริ่มออกอากาศ ก่อนตอนจบของซีซัน 1 ยังมีการจัดฉายล่วงหน้ารอบพิเศษ พร้อมการปรากฏตัวของนักแสดงนำ ซึ่งสร้างความตื่นเต้นให้กับแฟนๆ ทั่วประเทศญี่ปุ่น ความนิยมของซีรีส์ยังคงต่อเนื่องแม้ซีซันจะจบลงแล้ว โดยมีการจัดแฟนมีตติ้งทั้งในญี่ปุ่นและต่างประเทศ

    ขณะนี้ ซีซัน 2 ที่แฟนๆ รอคอยกำลังจะกลับมาในช่วงฤดูใบไม้ร่วงนี้ และแฟนๆ จะได้ย้อนกลับไปสัมผัสจุดเริ่มต้นของเรื่องราวอีกครั้ง กับการฉายมาราธอนสุดพิเศษครบทั้ง 10 ตอนของซีซัน 1!

    ก่อนที่ซีซัน 2 จะกลับมาในช่วงฤดูใบไม้ร่วงนี้ มาร่วมงานสุดพิเศษครั้งนี้และย้อนชมเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นจนถึงตอนนี้แบบรวดเดียวจบ! มาสัมผัสทุกความรู้สึกและความตื่นเต้นอีกครั้งบนจอภาพยนตร์ พร้อมเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นในซีซัน 2!

    เตรียมพบกับกิจกรรมจับรางวัลสุดพิเศษ ลุ้นรับการ์ดพร้อมลายเซ็นจากนักแสดงนำทั้ง 5 คน

    สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม กรุณาติดตามข้อมูลผ่านเว็บไซต์ของโรงภาพยนตร์แต่ละแห่ง

    【Outline】
    <เรื่อง>

    School Trip: Joined a Group I’m Not Close to: Revival Watching Party

    <วันและเวลา> 
    เริ่มฉายเวลา 13:00 น. (เวลาท้องถิ่น) วันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคม 2569

     – ซีซัน 1 ทั้ง 10 ตอนจะฉายครบทั้งหมด
     – ไม่มีช่วงพักระหว่างการฉาย
     – ไม่มีการปรากฏตัวของนักแสดง
     – การฉายจะเริ่มตรงตามเวลาที่กำหนด
     – ผู้เข้าชมจะได้รับของที่ระลึกสุดพิเศษจากซีซัน 2

    <สถานที่> 
    ฮ่องกง:MCL K11 Art House
    ไตหวัน:台北欣欣秀泰影城
    ประเทศไทย:Paragon Cineplex

    【คำเตือน】
    《เกี่ยวกับการฉาย》

    ・รอบนี้จัดขึ้นเพื่อให้ผู้ชมได้สนุกสนานร่วมกันเหมือนกับการชมการแสดงสดทั่วไป ภายในโรงอาจมีการปรบมือหรือส่งเสียง ดังนั้นโปรดทำความเข้าใจเงื่อนไขนี้ก่อนทำการซื้อบัตร
    ・เนื่องจากเป็นกิจกรรมที่มีการถ่ายทอดสด อาจเกิดเหตุขัดข้องของภาพและสัญญาณเสียงได้
    ・ในกรณีที่เกิดแผ่นดินไหวหรือมีสัญญาณแจ้งเตือนภัยพิบัติ ทางโรงภาพยนตร์อาจต้องระงับการฉายชั่วคราวเพื่อความปลอดภัยของทุกคน

    《เกี่ยวกับการถ่ายภาพและการบันทึกเสียง》
    ・ห้ามบันทึกเสียง ถ่ายภาพ หรือถ่ายวิดีโอหน้าจอด้วยกล้อง โทรศัพท์มือถือ หรืออุปกรณ์อื่นใดโดยเด็ดขาด การทำซ้ำหรือเผยแพร่เนื้อหาบนอินเทอร์เน็ตโดยไม่ได้รับอนุญาตอาจมีผลทางกฎหมาย
    ・หากตรวจพบการบันทึกภาพหรือเสียงดังกล่าวภายในโรงภาพยนตร์ คุณจะถูกขอให้ลบเนื้อหาและเชิญให้ออกจากพื้นที่ทันที ทั้งนี้ จะไม่มีการคืนเงินค่าบัตรไม่ว่ากรณีใดๆ

    《เกี่ยวกับโรงภาพยนตร์》
    ・เวลาฉายที่แสดง ณ โรงภาพยนตร์แต่ละแห่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย นอกจากนี้ หากการแสดงใช้เวลาเกินกว่ากำหนดอย่างมาก อาจมีการยุติการฉายก่อนเวลา
    ・โปรดทราบว่าอาจมีการบันทึกภาพหรือวิดีโอภายในโรงภาพยนตร์เพื่อการบันทึกข้อมูลหรือการประชาสัมพันธ์ โดยภาพและวิดีโอที่บันทึกไว้อาจถูกนำไปใช้ในสื่อต่างๆ

    《เรื่องที่นั่ง》 
    เนื่องจากผังที่นั่งของโรงภาพยนตร์แต่ละแห่ง ผู้ที่มาเป็นกลุ่มอาจไม่ได้นั่งติดกัน 

    ข้อมูลที่ระบุไว้อาจมีการเปลี่ยนแปลงโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

    School Trip: Joined a Group I’m Not Close to: Revival Watching Party
    Organized by:ABC
    Distributed by:LIVE VIEWING JAPAN / LIVE VIEWING ENTERTAINMENT

    ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ได้รับการเผยแพร่บน ด้วยเช่นกัน VRITIMES

  • ยัสปาล กรุ๊ป กับโมเดล House of Brands และการนำแบรนด์เกาหลี SATUR สู่ตลาดอาเซียน

    ยัสปาล กรุ๊ป กับโมเดล House of Brands และการนำแบรนด์เกาหลี SATUR สู่ตลาดอาเซียน

    วิสัยทัศน์สู่การเป็น Regional Fashion and Lifestyle House of Brands

    ยัสปาล กรุ๊ป หรือ บริษัท ยัสปาล จำกัด (มหาชน) ประกาศเดินหน้าสู่การเป็น “A Regional Fashion and Lifestyle House of Brands” ด้วยความแข็งแกร่งทั้งด้านการสร้างและพัฒนาแบรนด์ของตนเอง ควบคู่กับการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจให้กับแบรนด์ระดับสากลที่ต้องการขยายธุรกิจในประเทศไทยและภูมิภาคกลยุทธ์นี้แตกต่างจากโมเดลเดิมของบริษัทที่มุ่งเน้นการเป็นตัวแทนจำหน่าย โดยหันมาให้ความสำคัญกับการสร้างระบบนิเวศของแบรนด์ที่หลากหลายภายใต้ร่มเดียวกัน

    เดเมียน คอร์โคแรน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ยัสปาล กรุ๊ป กล่าวว่าบริษัทมีเป้าหมายพัฒนาธุรกิจสู่การเป็น “Regional Fashion and Lifestyle House of Brands” โดยใช้จุดแข็งด้านการสร้างและพัฒนาแบรนด์ การตลาด การบริหารธุรกิจค้าปลีก และเครือข่ายช่องทางจัดจำหน่าย

    SATUR: แบรนด์เกาหลีที่ก้าวสู่ไทยและอาเซียน

    การเปิดตัว SATUR (แซทเทอร์) แบรนด์แฟชั่นสไตล์ Contemporary Casual จากประเทศเกาหลีใต้ ถือเป็นก้าวสำคัญของยัสปาล กรุ๊ป ในการเสริมพอร์ตโฟลิโอด้วยแบรนด์ระดับสากลที่มีอัตลักษณ์โดดเด่น SATUR เปิดแฟล็กชิปสโตร์แห่งแรกในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ณ ชั้น 2 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ลาดพร้าว

    การเลือกเปิดสาขาแรกที่เซ็นทรัล ลาดพร้าวสะท้อนกลยุทธ์การใช้กระแส K-fashion และ K-culture เป็นแรงหนุนการเติบโต โดยมุ่งเจาะกลุ่มผู้บริโภคชาวไทยที่ชื่นชอบแฟชั่นเกาหลีที่มีฐานแฟนคลับแข็งแรงอยู่แล้ว SATUR วางแผนขยายสาขาไปยังเวียดนาม มาเลเซีย กัมพูชา และฟิลิปปินส์ในปีถัดไป เพื่อสร้างฐานธุรกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างต่อเนื่อง

    โมเดล House of Brands ทำงานอย่างไร

    โมเดล House of Brands ของยัสปาล กรุ๊ป อาศัยความเชี่ยวชาญในการคัดเลือกแบรนด์ระดับสากลที่มีศักยภาพและสอดคล้องกับเทรนด์ไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงของผู้บริโภค บริษัทนำความเชี่ยวชาญที่สั่งสมมาทั้งด้านการสร้างและพัฒนาแบรนด์ การตลาด การบริหารธุรกิจค้าปลีก ตลอดจนเครือข่ายช่องทางจัดจำหน่าย มาช่วยขับเคลื่อนแบรนด์พันธมิตรให้เติบโตในตลาดไทยและภูมิภาค

    แนวทางนี้ช่วยให้ยัสปาล กรุ๊ปสามารถกระจายความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดแฟชั่นแต่ละแบรนด์ ในขณะเดียวกันก็สร้างความได้เปรียบด้านขนาด (scale) ในการเจรจากับห้างสรรพสินค้าและซัพพลายเออร์

    การผสานความเชี่ยวชาญท้องถิ่นกับแบรนด์ระดับโลก

    จุดแข็งสำคัญของยัสปาล กรุ๊ป คือความเข้าใจตลาดผู้บริโภคไทยและภูมิภาคอย่างลึกซึ้ง ทั้งพฤติกรรมผู้บริโภค ทำเลที่ตั้ง และช่องทางจัดจำหน่ายที่เหมาะสม ความเชี่ยวชาญนี้ช่วยให้บริษัทสามารถนำแบรนด์ต่างชาติมาปรับให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าในท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ในขณะเดียวกัน การมีเครือข่ายช่องทางจัดจำหน่ายที่แข็งแกร่ง ทั้งห้างสรรพสินค้าชั้นนำและช่องทางออนไลน์ ช่วยให้แบรนด์พันธมิตรสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

    ความท้าทายของโมเดล House of Brands

    แม้ว่าโมเดล House of Brands จะมีข้อได้เปรียบด้านการกระจายความเสี่ยงและการสร้างขนาด แต่ก็มาพร้อมความท้าทายด้านการจัดการแบรนด์ที่หลากหลาย การรักษาความสอดคล้องของประสบการณ์ลูกค้า และการจัดสรรทรัพยากรระหว่างแบรนด์ต่างๆ ยัสปาล กรุ๊ปต้องสร้างระบบการจัดการที่แข็งแกร่งและทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน

    นอกจากนี้ การแข่งขันในตลาดแฟชั่นอาเซียนที่ทวีความรุนแรงขึ้น ทั้งจากแบรนด์ระดับโลกที่ขยายสาขาและแบรนด์ท้องถิ่นที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ทำให้ยัสปาล กรุ๊ปต้องรักษาความสามารถในการคัดเลือกแบรนด์ที่มีศักยภาพและตอบสนองต่อเทรนด์ได้อย่างรวดเร็ว

  • LPIXEL จับมือ VNPT-IT เป็นพันธมิตรเพื่อให้บริการ AI สำหรับสนับสนุนการวินิจฉัยจากภาพทางการแพทย์ “EIRL” ในประเทศเวียดนาม

    LPIXEL จับมือ VNPT-IT เป็นพันธมิตรเพื่อให้บริการ AI สำหรับสนับสนุนการวินิจฉัยจากภาพทางการแพทย์ “EIRL” ในประเทศเวียดนาม

    เร่งการนำ AI ทางการแพทย์เข้าสู่ภูมิภาคอาเซียน ด้วยโครงสร้างพื้นฐานทั่วประเทศของเวียดนามที่เชื่อมโยงสถาบันการแพทย์กว่า 600 แห่ง

    LPIXEL Inc. (สำนักงานใหญ่: เขตชิโยดะ กรุงโตเกียว; กรรมการผู้แทนและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร: Tomihisa Kamada; ต่อไปนี้เรียกว่า “LPIXEL”) ได้ลงนามในข้อตกลงความร่วมมือทางธุรกิจกับ VNPT Information Technology Company (สำนักงานใหญ่: กรุงฮานอย; ต่อไปนี้เรียกว่า “VNPT-IT”) เพื่อทำตลาดผลิตภัณฑ์ซีรีส์ “EIRL” ซึ่งเป็น AI สำหรับสนับสนุนการวินิจฉัยจากภาพทางการแพทย์ของ LPIXEL ในตลาดอาเซียน

    VNPT-IT เป็นบริษัทไอทีหลักภายใต้เครือ Vietnam Posts and Telecommunications Group (VNPT) ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทโทรคมนาคมรายใหญ่ที่สุดของเวียดนาม ความร่วมมือครั้งนี้ต่อยอดจากความสำเร็จของโครงการ Proof of Concept (PoC) สำหรับ “EIRL” ซึ่ง LPIXEL และ VNPT-IT ได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนกันยายน 2025 โดยร่วมมือกับ Japan Telecommunications Engineering and Consulting Service (JTEC; สำนักงานใหญ่: เขตชินากาวะ กรุงโตเกียว; ประธานบริษัท: Toshiyuki Minami)

    JTEC จะยังคงให้การสนับสนุนการพัฒนาความร่วมมือและการขยายพันธมิตรทางธุรกิจนี้อย่างต่อเนื่อง

    ภายใต้ความร่วมมือนี้ ฟังก์ชันการวิเคราะห์ภาพทางการแพทย์ด้านรังสีวิทยาของ AI “EIRL” จะถูกผสานเข้ากับ “VNPT RIS/PACS” ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มบริหารจัดการภาพทางการแพทย์บนระบบคลาวด์ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อรองรับข้อกำหนดด้านความปลอดภัยที่เข้มงวดและมาตรฐานการทำงานร่วมกันระหว่างระบบในระดับสากล โดย VNPT-IT ได้นำแพลตฟอร์มดังกล่าวไปใช้งานในสถาบันการแพทย์กว่า 600 แห่ง (*1) ทั่วประเทศเวียดนาม

    บริการดังกล่าวจะให้บริการผ่านเครือข่ายดิจิทัลด้านการแพทย์ที่มีความมั่นคงและครอบคลุมทั่วประเทศ ด้วยการผสานเทคโนโลยี AI ทางการแพทย์ขั้นสูงจากประเทศญี่ปุ่นเข้ากับโครงสร้างพื้นฐานระดับประเทศของเวียดนาม LPIXEL มีเป้าหมายที่จะเร่งการขยายธุรกิจไปทั่วภูมิภาคอาเซียน

    นอกจากนี้ ในฐานะก้าวแรกของความร่วมมือครั้งนี้ LPIXEL มีความยินดีที่จะประกาศว่า การติดตั้งระบบ “EIRL” อย่างเต็มรูปแบบได้เสร็จสมบูรณ์แล้วในสถาบันการแพทย์มากกว่า 10 แห่งในเวียดนาม รวมถึง Hospital of Post and Telecommunications, Hanoi (Bệnh viện Bưu Điện Hà Nội) (ต่อไปนี้เรียกว่า “Hanoi Post Hospital”) และระบบได้เริ่มใช้งานอย่างเป็นทางการในสถานการณ์ทางคลินิกแล้ว

    ตลาดอาเซียน – ภูมิหลังและโครงการ Proof of Concept (PoC)

    ปัจจุบันภูมิภาคอาเซียนกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของรูปแบบการเกิดโรค อันเป็นผลมาจากการเติบโตทางเศรษฐกิจและการขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็ว

    ในอดีต โรคติดเชื้อและโรคเฉียบพลันเคยเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิต แต่ในปัจจุบัน โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ และโรคเบาหวาน ได้เพิ่มขึ้นอย่างมาก และคิดเป็นสัดส่วนส่วนใหญ่ของจำนวนผู้เสียชีวิตในภูมิภาค (*2)

    เมื่อจำนวนผู้ป่วยโรคเรื้อรังเพิ่มสูงขึ้น ความสำคัญของการตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจึงเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ความต้องการบริการทางการแพทย์ขยายตัว และทำให้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ทวีความรุนแรงขึ้น (*3)

    ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว ภาระงานของรังสีแพทย์ซึ่งรับผิดชอบการวินิจฉัยจากภาพทางการแพทย์เฉพาะทางจึงเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ความต้องการเทคโนโลยี AI ที่ช่วยสนับสนุนการวินิจฉัยและเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการทำงานมีมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    เพื่อรับมือกับความท้าทายดังกล่าว LPIXEL และ VNPT-IT ได้ดำเนินโครงการ Proof of Concept (PoC) ตั้งแต่เดือนกันยายน 2025 ในสถาบันการแพทย์มากกว่า 10 แห่งในเวียดนาม รวมถึง Hanoi Post Hospital โดยผสานระบบ EIRL เข้ากับระบบ PACS (Picture Archiving and Communication System) บนระบบคลาวด์ของ VNPT (*4)

    Dr. An หัวหน้าแผนกรังสีวิทยาของ Hanoi Post Hospital ได้กล่าวชื่นชมเทคโนโลยีดังกล่าวหลังจากการทดลองใช้งาน โดยระบุว่า ซีรีส์ EIRL โดยเฉพาะ EIRL Chest Screening ซึ่งช่วยสนับสนุนการอ่านและแปลผลภาพเอกซเรย์ทรวงอก สามารถสร้างคุณค่าทางคลินิกได้อย่างชัดเจน และได้รับความไว้วางใจจากแพทย์ผู้ปฏิบัติงานอย่างรวดเร็ว

    หลังจากประสบความสำเร็จในการยืนยันประสิทธิผลของระบบ AI จากการทดลองดังกล่าว ทั้งสองบริษัทจึงเดินหน้าสู่ความร่วมมือเชิงพาณิชย์อย่างเป็นทางการ พร้อมดำเนินการใช้งานระบบอย่างเป็นทางการ

    รายละเอียดการผสานระบบและภาพรวมระบบ

    ภายใต้ความร่วมมือนี้ ความสามารถในการวิเคราะห์ภาพทางการแพทย์ด้วย AI ของซีรีส์ “EIRL” จะถูกผสานเข้ากับระบบ “VNPT RIS/PACS”

    ระบบที่ผสานการทำงานนี้มาพร้อมกระบวนการทำงานแบบอัตโนมัติ โดยจะส่งภาพทางการแพทย์ที่กำหนดจากระบบ PACS ของโรงพยาบาลไปยัง EIRL ผ่าน DICOM Gateway ของ VNPT จากนั้นจึงส่งผลการวิเคราะห์จาก AI กลับมายังระบบ PACS โดยอัตโนมัติ

    ผลการวิเคราะห์จาก AI จะแสดงโดยตรงและอย่างราบรื่นบน DICOM Viewer ภายในระบบ VNPT RIS/PACS ที่แพทย์ใช้งาน

    ด้วยการออกแบบระบบให้สอดคล้องกับขั้นตอนการทำงานของแพทย์ในปัจจุบัน ระบบดังกล่าวจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการวินิจฉัยจากภาพทางการแพทย์ และมีส่วนช่วยสนับสนุนการให้บริการทางการแพทย์ที่ปลอดภัยและมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น

    แนวโน้มในอนาคต

    ด้วยการใช้ประโยชน์จากความร่วมมือทางธุรกิจกับ VNPT-IT และการนำ EIRL ไปใช้งานอย่างเป็นทางการในสถาบันการแพทย์หลายแห่งทั่วประเทศเวียดนาม LPIXEL จะเดินหน้าส่งเสริมการนำ AI ทางการแพทย์มาใช้งานอย่างแพร่หลายทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง

    นอกจากนี้ ซีรีส์ EIRL ยังได้รับการอนุมัติด้านกฎระเบียบสำหรับเครื่องมือแพทย์ในตลาดสำคัญของอาเซียนแล้ว 6 ประเทศ ได้แก่ เวียดนาม ไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และสิงคโปร์ (*5)

    เพื่อขยายการใช้งาน EIRL ไปยังประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคอาเซียน โดยในระยะแรกมุ่งเน้นที่ประเทศไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ LPIXEL กำลังมองหาพันธมิตรด้านการจัดจำหน่ายที่มีเครือข่ายด้านการแพทย์ที่แข็งแกร่งในแต่ละประเทศ รวมถึงมีความสามารถด้านโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีสารสนเทศทางการแพทย์ เช่น PACS/RIS เป็นต้น

    บริษัทที่สนใจร่วมเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ เพื่อร่วมแก้ไขความท้าทายด้านสาธารณสุขในแต่ละประเทศผ่านเทคโนโลยี AI ทางการแพทย์ สามารถติดต่อฝ่ายธุรกิจระหว่างประเทศของ LPIXEL ผ่านแบบฟอร์มติดต่อด้านล่าง

    LPIXEL มุ่งสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรในแต่ละประเทศ เพื่อผลักดันให้การวินิจฉัยจากภาพทางการแพทย์ที่ได้รับการสนับสนุนจาก AI กลายเป็นมาตรฐานในการให้บริการทางการแพทย์ทั่วภูมิภาคอาเซียน พร้อมมีส่วนช่วยแก้ไขปัญหาสังคมที่สำคัญ เช่น การขาดแคลนแพทย์และความเหลื่อมล้ำด้านการดูแลสุขภาพ

    หมายเหตุ

    *1
    ข้อมูล ณ เดือนสิงหาคม 2026

    *2
    แหล่งข้อมูล: องค์การอนามัยโลก (WHO) “Global Health Estimates” และรายงานจากสำนักงานภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของ WHO (SEARO)

    โดยระบุว่าโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) คิดเป็นประมาณ 62% ของจำนวนผู้เสียชีวิตทั้งหมดในภูมิภาค

    *3
    แหล่งข้อมูล: ธนาคารโลก (World Bank), World Development Indicators

    (จำนวนแพทย์ต่อประชากร 1,000 คน: เวียดนาม 0.83 คน, อินโดนีเซีย 0.70 คน, ไทย 0.93 คน, ฟิลิปปินส์ 0.79 คน, ญี่ปุ่น 2.61 คน)

    *4
    อ้างอิง: ข่าวประชาสัมพันธ์ลงวันที่ 25 กันยายน 2025:

    “VNPT-IT, LPIXEL และ JTEC เปิดตัวโครงการ Proof-of-Concept สำหรับระบบ AI สนับสนุนการวินิจฉัยภาพทางการแพทย์ ‘EIRL’ ณ Hanoi Hospital of Post and Communication ประเทศเวียดนาม”

    https://lpixel.net/en/news/press-release/2025/9911/

    *5
    อ้างอิง: ข่าวประชาสัมพันธ์ลงวันที่ 16 เมษายน 2026:

    “ซีรีส์ AI ด้านการวิเคราะห์ภาพทางการแพทย์ ‘EIRL’ ของ LPIXEL ได้รับการอนุมัติด้านกฎระเบียบใน 6 ตลาดอาเซียน”

    https://lpixel.net/en/news/press-release/2026/10051/

    เกี่ยวกับ VNPT Information Technology Company (VNPT-IT)

    VNPT-IT เป็นบริษัทไอทีหลักที่ขับเคลื่อนธุรกิจด้านเทคโนโลยีของ Vietnam Posts and Telecommunications Group (VNPT) ซึ่งเป็นผู้ให้บริการโทรคมนาคมรายใหญ่ที่สุดของเวียดนาม

    บริษัทมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (DX) ของเวียดนาม ด้วยการผสานโครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายโทรคมนาคมที่ทันสมัยเข้ากับโซลูชันด้านไอทีขั้นสูง

    ในด้านเทคโนโลยีสารสนเทศทางการแพทย์ VNPT-IT ได้พัฒนาระบบนิเวศทางการแพทย์ดิจิทัลแบบครบวงจร พร้อมให้บริการโซลูชันด้านไอทีแก่สถาบันการแพทย์ทั่วประเทศเวียดนาม เช่น ระบบเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการวินิจฉัย และบริการให้คำปรึกษาด้านการวิเคราะห์ภาพทางการแพทย์จากระยะไกล

    ชื่อบริษัท:
    VNPT INFORMATION TECHNOLOGY COMPANY – BRANCH OF VIETNAM POSTS AND TELECOMMUNICATIONS GROUP

    ที่อยู่:
    VNPT Tower, 57 Huynh Thuc Khang Str, Hanoi, Vietnam

    ผู้แทน:
    Dr. Pham Huy Hoang, General Director

    ประเภทธุรกิจ:
    การวิจัยและพัฒนา การผลิต และการจำหน่ายผลิตภัณฑ์และบริการด้านการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล

    เกี่ยวกับ JTEC

    Japan Telecommunications Engineering and Consulting Service (JTEC) เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่ก่อตั้งขึ้นในปี 1978

    จากความต้องการความร่วมมือระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้นในด้านโทรคมนาคมและการกระจายเสียง รัฐบาลญี่ปุ่นร่วมกับภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องได้ริเริ่มก่อตั้ง JTEC ขึ้น

    เว็บไซต์:
    https://www.jtec.or.jp

    เกี่ยวกับ LPIXEL Inc.

    LPIXEL ก่อตั้งขึ้นในปี 2014 และเป็นผู้ให้บริการชั้นนำด้านเทคโนโลยีการวิเคราะห์ภาพด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) สำหรับอุตสาหกรรมการแพทย์และวิทยาศาสตร์ชีวภาพ

    ด้วยพันธกิจในการยกระดับคุณภาพชีวิตของบุคลากรทางการแพทย์และสุขภาพของผู้ป่วย LPIXEL ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ Software as a Medical Device (SaMD) ภายใต้ชื่อ “EIRL” ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์หลักของบริษัท โดยช่วยสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์ในการอ่านและแปลผลภาพทางการแพทย์ เช่น ภาพเอกซเรย์ (X-ray), CT, MRI รวมถึงภาพจากการส่องกล้องลำไส้ใหญ่

    ปัจจุบัน EIRL มีการวิเคราะห์ภาพทางคลินิกแล้วมากกว่า 16 ล้านครั้ง (ข้อมูลสะสม ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2026)

    นอกเหนือจากโซลูชันสำหรับการใช้งานทางคลินิกแล้ว LPIXEL ยังช่วยส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาในสาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ด้วยการนำเสนอโซลูชันการวิเคราะห์ภาพที่ออกแบบเฉพาะสำหรับบริษัทเภสัชกรรมและบริษัทอุปกรณ์การแพทย์ชั้นนำ

    โซลูชันดังกล่าวมุ่งเน้นการแก้ไขความท้าทายในทุกขั้นตอนของกระบวนการพัฒนายา ตั้งแต่การค้นคว้ายาไปจนถึงการผลิต

    เว็บไซต์บริษัท:
    https://lpixel.net/en/

    เกี่ยวกับ EIRL – เทคโนโลยี AI สำหรับสนับสนุนการวินิจฉัยจากภาพทางการแพทย์

    “EIRL” คือซีรีส์ซอฟต์แวร์วิเคราะห์ภาพทางการแพทย์ด้วย AI หลักของ LPIXEL ซึ่งช่วยสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์ในการอ่านและแปลผลภาพทางการแพทย์หลากหลายประเภท ตั้งแต่ภาพทางรังสีวิทยา เช่น X-ray, CT และ MRI ไปจนถึงภาพจากการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ เพื่อช่วยให้การอ่านและแปลผลภาพมีความแม่นยำและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

    ปัจจุบัน EIRL ได้รับการติดตั้งในสถาบันการแพทย์มากกว่า 1,200 แห่งในประเทศญี่ปุ่น และมีการวิเคราะห์ภาพทางคลินิกแล้วมากกว่า 16 ล้านครั้ง (ข้อมูลสะสม ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2026)

    EIRL มีส่วนช่วยเพิ่มความมั่นใจในการวินิจฉัยและลดภาระงานของบุคลากรทางการแพทย์ ผ่านการสนับสนุนการตรวจพบความผิดปกติที่สำคัญและช่วยลดโอกาสในการพลาดการตรวจพบ

    เว็บไซต์ผลิตภัณฑ์ EIRL (สำหรับบุคลากรทางการแพทย์):
    https://eirl.ai/

    สอบถามข้อมูลผลิตภัณฑ์

    LPIXEL Inc. Global Business Development Office
    โทร: +81-3-6259-1713
    อีเมล: ml-global@lpixel.net

    สอบถามข้อมูลสำหรับสื่อมวลชน

    LPIXEL Inc. Public Relations
    โทร: +81-3-6259-1713
    อีเมล: pr@lpixel.net

    ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ได้รับการเผยแพร่บน ด้วยเช่นกัน VRITIMES

  • Kidz and Kitz เสริมทัพพอร์ตฯ ป๊อปคัลเจอร์ คว้าสิทธิ์ MANYC ค่ายการ์ดสะสมระดับพรีเมียม นำเข้า 3 IPs ยักษ์ยอดฮิต จากญี่ปุ่น ลุยตลาดไทย

    Kidz and Kitz เสริมทัพพอร์ตฯ ป๊อปคัลเจอร์ คว้าสิทธิ์ MANYC ค่ายการ์ดสะสมระดับพรีเมียม นำเข้า 3 IPs ยักษ์ยอดฮิต จากญี่ปุ่น ลุยตลาดไทย

    บริษัท คิดซ์ แอนด์ คิทซ์ จำกัด (Kidz and Kitz) ผู้นำอันดับ 1 ในตลาดเทรดดิ้งการ์ดเกม และการ์ดสะสมในประเทศไทย ด้วยส่วนแบ่งทางการตลาดกว่า 50% ประกาศยุทธศาสตร์ความร่วมมือครั้งสำคัญด้วยการคว้าสิทธิ์เป็นตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย (Sole Official Distributor) ให้กับ MANYC (Guangzhou MANYC Cultural Technology Co., Ltd.) ค่ายผู้ผลิตการ์ดสะสมพรีเมียมระดับสากล ประเดิมส่ง 3 IP แฟรนไชส์ความบันเทิงระดับโลก Jujutsu Kaisen (มหาเวทย์ผนึกมาร), Haikyu!! (ไฮคิว!! คู่ตบฟ้าประทาน) และ Solo Leveling (โซโลเลเวลลิง) บุกตลาดการ์ดสะสม (Collectibles Card) ขยายฐานลูกค้าสู่กลุ่ม Kidult และแฟนคลับอนิเมะ-เว็บตูนทั่วประเทศ

    ยุทธศาสตร์ขยายพอร์ตโฟลิโอ: เจาะตลาด Emotional & Pop Art Asset

    นายจรกฤตย์ กิจเลิศไพโรจน์ ผู้ช่วยผู้บริหารระดับสูง บริษัท
    คิดซ์ แอนด์ คิทซ์ จำกัด เปิดเผยว่า “ตลาดการ์ดสะสมในประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุค
    Hyper-Growth ที่พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนจากการซื้อเพื่อเล่นแข่งขัน (TCG
    Gameplay) มาเป็นการซื้อเพื่อตอบสนองคุณค่าทางอารมณ์ สะสมเป็นงานศิลปะ (Pop Art)
    และลงทุนเชิงมูลค่า การจับมือกับ MANYC
    ซึ่งเป็นผู้ผลิตระดับพรีเมียมที่มีนวัตกรรมการพิมพ์ล้ำสมัย ทั้งเทคนิค Cold Foil,
    Laser Refraction, 3D Embossing และการ์ดเลเซอร์รันหมายเลขเฉพาะใบ (Serial
    Numbered Cards) จะช่วยเพิ่มความหลากหลายและยกระดับระบบนิเวศการ์ดสะสมในไทยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น”

    การนำเข้าไลน์อัพการ์ดสะสมจาก MANYC ในครั้งนี้
    เป็นการวางโครงสร้างพอร์ตโฟลิโอเพื่อครอบคลุมผู้บริโภคทุกกลุ่มเป้าหมาย
    (Segment-Mapping Strategy) ได้แก่:

    ●    
    Mass
    & Trend Driver (Jujutsu Kaisen): ดึงดูดกลุ่ม Gen Z และ Gen Y ผ่าน IP
    อนิเมะดีกรีสถิติโลกเพื่อสร้างปริมาณการขาย (Volume Sales) ในช่องทางโมเดิร์นเทรด

    ●    
    High-Engagement
    & Female-Driven Segment (Haikyu!!): เจาะกลุ่มนักสะสมเพศหญิงและกลุ่ม Kidult
    ที่มีกำลังซื้อสูงและเน้นการสะสมเชิงสุนทรียศาสตร์ (Binder Completion)

    ●    
    New
    Market Pioneer (Solo Leveling): ขยายฐานลูกค้าใหม่สู่กลุ่มผู้ใช้อ่าน K-Webtoon
    และเกมเมอร์ ด้วย IP ยอดอ่านหลายพันล้านครั้งระดับโลก

    การกระจายสินค้า Omnichannel และการรับรองสินค้าลิขสิทธิ์แท้

    เพื่อให้สินค้าเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างทั่งถึง
    ในราคาที่จับต้องได้ คิดซ์ แอนด์ คิทซ์ ได้วางโครงสร้างการจัดจำหน่ายแบบ
    Omnichannel ผ่านจุดจำหน่ายกว่า 8,600 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ ร้านหนังสือ
    ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ร้านค้าเฉพาะทาง (Specialty Stores), ร้านการ์ดเกมพันธมิตร
    ตลอดจนช่องทาง E-Commerce ของบริษัทได้แก่ https://kidzandkai.com/  หลักอย่าง Shopee, Lazada และ TikTok Shop
    เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่นักสะสมในระยะยาว

    เกี่ยวกับ MANYC

    MANYC (Guangzhou MANYC Cultural Technology Co., Ltd.) เป็นแบรนด์สินค้าไลฟ์สไตล์ระดับสากลที่มุ่งเน้นการสร้างสรรค์วัฒนธรรมการ์ดสะสม
    (Trading Card Culture)
    โดยเป็นพันธมิตรร่วมกับผู้ถือลิขสิทธิ์แฟรนไชส์ยักษ์ใหญ่ระดับโลก
    ทั้งในกลุ่มอนิเมะ เกม และความบันเทิงชั้นนำ อาทิ Disney, Universal, Aniplex,
    Tencent, NetEase Games และ Garena
    เพื่อเปลี่ยนตัวละครและเรื่องราวอันเป็นที่รักให้กลายเป็นสินค้าการ์ดสะสมพรีเมียมที่เปี่ยมด้วยคุณค่าทางอารมณ์และงานศิลปะ

    ด้วยทีมบริหารและพัฒนาผลิตภัณฑ์ระดับมืออาชีพที่มีประสบการณ์จากบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรม
    MANYC มีความเชี่ยวชาญทั้งด้านนวัตกรรมการผลิตงานพิมพ์ไฮเอนด์ การบริหารจัดการ IP
    ตลอดจนการทำการตลาดผ่านนวัตกรรมยุคใหม่ เช่น ตู้กดการ์ดสะสมอัตโนมัติ (Automated
    Card-Dispensing Machine) และเป็นองค์กรผู้นำด้านการไลฟ์สตรีมเปิดซองการ์ดบน
    TikTok ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ MANYC
    มุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์ประสบการณ์การสะสมที่เป็นเอกลักษณ์
    เพื่อให้การ์ดสะสมเป็นทั้งสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมและสะพานเชื่อมต่อความสุขของแฟนคลับทั่วโลก

    ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ได้รับการเผยแพร่บน ด้วยเช่นกัน VRITIMES

  • CUTE TAMAGON กับการเปลี่ยนอารมณ์ในชีวิตประจำวันให้กลายเป็นคาแรกเตอร์ที่คนอยากสะสม

    CUTE TAMAGON กับการเปลี่ยนอารมณ์ในชีวิตประจำวันให้กลายเป็นคาแรกเตอร์ที่คนอยากสะสม

    CUTE TAMAGON นำอารมณ์และช่วงเวลาที่คุ้นเคยในชีวิตประจำวันมาถ่ายทอดผ่านคาแรกเตอร์ในคอลเลกชัน Bad Mood Keeper Series พร้อมสร้างเรื่องราวและบุคลิกที่หลากหลาย เพื่อเชื่อมโยงคาแรกเตอร์เข้ากับความรู้สึกของนักสะสมในรูปแบบที่เข้าถึงง่ายและน่าจดจำ

    ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ได้รับการเผยแพร่บน ด้วยเช่นกัน VRITIMES

  • Ondo Finance จับมือ FLOQ เปิดทางหุ้นและ ETF สหรัฐฯ แบบโทเคนสู่นักลงทุนอินโดนีเซีย

    Ondo Finance จับมือ FLOQ เปิดทางหุ้นและ ETF สหรัฐฯ แบบโทเคนสู่นักลงทุนอินโดนีเซีย

    จาการ์ตา — 15 กันยายน 2569 บริษัท Ondo Finance ผู้พัฒนาเทคโนโลยีโทเคนหลักทรัพย์รายใหญ่ของสหรัฐฯ และ FLOQ แพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับใบอนุญาตจากหน่วยงานกำกับดูแลของอินโดนีเซีย ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MoU) เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการนำ “หุ้นและกองทุน ETF สหรัฐฯ ในรูปแบบโทเคน” เข้าสู่ตลาดอินโดนีเซีย โดยการลงนามเกิดขึ้นระหว่างงาน Indonesia Blockchain Week (IDBW) 2026 ที่กรุงจาการ์ตา หลังจบเวทีเสวนาว่าด้วยอนาคตของหุ้นและ ETF สหรัฐฯ ในรูปแบบดิจิทัล

    ความร่วมมือครั้งนี้ยังอยู่ในขั้นเริ่มต้น โดยทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันประเมินความเป็นไปได้ด้านผลิตภัณฑ์ ช่องทางจัดจำหน่ายในประเทศ การให้ความรู้แก่ผู้ใช้งาน ข้อกำหนดทางเทคนิค ตลอดจนแนวทางด้านกฎระเบียบที่จำเป็น ก่อนที่ผลิตภัณฑ์ประเภทนี้จะสามารถเปิดให้บริการจริงผ่าน FLOQ ได้

    ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลอินโดนีเซียเติบโตต่อเนื่อง

    ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการเติบโตของอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลในอินโดนีเซีย โดยสำนักงานกำกับหลักทรัพย์และการเงินของอินโดนีเซีย (OJK) รายงานว่าในเดือนมิถุนายน 2569 มีผู้ใช้งานสินทรัพย์ดิจิทัลและคริปโทเคอร์เรนซีมากถึง 22.69 ล้านราย ขณะที่มูลค่าธุรกรรมคริปโทในเดือนเดียวกันอยู่ที่ราว 2.858 หมื่นล้านรูเปียห์ ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าอินโดนีเซียเป็นหนึ่งในตลาดที่มีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานคริปโทและฐานผู้ใช้งานจำนวนมาก ซึ่งอาจเป็นจุดเชื่อมต่อไปสู่การเข้าถึงสินทรัพย์ในตลาดทุนโลกผ่านเทคโนโลยีโทเคน

    Ondo Stocks คืออะไร

    Ondo Finance เป็นหนึ่งในผู้ให้บริการโทเคนหลักทรัพย์ในตลาดสาธารณะรายใหญ่ที่สุดราย หนึ่ง ผ่านผลิตภัณฑ์ที่เรียกว่า Ondo Stocks ซึ่งเปิดให้นักลงทุนนอกสหรัฐฯ เข้าถึงผลตอบแทนทางเศรษฐกิจของหุ้นและ ETF สหรัฐฯ ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ผ่านโทเคนที่ออกโดย Ondo Global Markets (BVI) Limited ปัจจุบันบริษัทมีหุ้นและ ETF ในรูปแบบโทเคนมากกว่า 430 รายการ โดยมีหุ้นอ้างอิงจริงถือครองอยู่กับโบรกเกอร์ที่จดทะเบียนในสหรัฐฯ และมีมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การดูแล (TVL) ทะลุ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ไปแล้วตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2569 หรือไม่ถึง 8 เดือนหลังเปิดตัว

    สินทรัพย์ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะนำมาให้บริการในอินโดนีเซีย รวมถึงหุ้นบริษัทเทคโนโลยีชื่อดังของสหรัฐฯ อย่าง Nvidia, Apple, Amazon, Alphabet, Meta และ Tesla รวมถึงกองทุน ETF รายใหญ่อย่าง SPDR S&P 500 ETF Trust (SPY) และ Invesco QQQ อย่างไรก็ตาม ทั้งสองบริษัทย้ำว่ายังไม่มีการยืนยันผลิตภัณฑ์ใดที่จะเปิดให้บริการจริง และทุกอย่างยังต้องผ่านการพิจารณาด้านกฎหมาย การปฏิบัติตามกฎระเบียบ และมาตรฐานทางเทคนิคของ OJK ก่อน

    เสียงจากผู้บริหารทั้งสองฝ่าย

    รานีอา ราฮาร์จา ผู้อำนวยการอาวุโสประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ Ondo Finance ระบุว่าอินโดนีเซียมีชุมชนนักลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัลที่ตื่นตัวและมีขนาดใหญ่ ทำให้เป็นตลาดสำคัญสำหรับการขยายตัวของหลักทรัพย์แบบโทเคน และมองว่า FLOQ เป็นพันธมิตรท้องถิ่นที่จะช่วยให้บริษัทศึกษาแนวทางการนำสินทรัพย์เหล่านี้เข้าถึงผู้ใช้งานอย่างมีความรับผิดชอบ

    ด้าน ยุฒโธโน ราวิส ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ FLOQ กล่าวในทำนองว่า ก้าวต่อไปของตลาดดิจิทัลอินโดนีเซียไม่ใช่แค่การเพิ่มจำนวนสินทรัพย์ แต่คือการหาทางเชื่อมโยงผลิตภัณฑ์การเงินระดับโลกให้ผู้ใช้งานในประเทศเข้าถึงได้อย่างปลอดภัยและถูกต้องตามกฎระเบียบ โดยมองว่าจุดแข็งของ Ondo Finance ด้านเทคโนโลยีโทเคนหลักทรัพย์ ผนวกกับเครือข่ายการจัดจำหน่ายในประเทศของ FLOQ จะสร้างโอกาสที่น่าสนใจร่วมกัน

    ความแตกต่างที่ผู้ลงทุนต้องเข้าใจ

    ในเวทีเสวนาช่วงงาน IDBW 2026 ซึ่งมีทั้งตัวแทนจาก Ondo Finance, นักเทรดและนักการศึกษาด้านคริปโทชาวอินโดนีเซีย รวมถึงพันธมิตรจากบริษัทร่วมทุน ได้มีการหยิบยกประเด็นสำคัญเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างการถือครองหลักทรัพย์โดยตรง การถือครองผ่านโทเคนที่อ้างอิงผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ และการถือครองโทเคนของระบบนิเวศ (ecosystem token) ซึ่งแต่ละรูปแบบมีสิทธิ กลไก และระดับความเสี่ยงที่แตกต่างกัน ทั้งสองบริษัทจึงวางแผนจัดกิจกรรมให้ความรู้แก่ผู้ใช้งาน ครอบคลุมกลไกการออกและไถ่ถอนโทเคน ความสัมพันธ์ระหว่างโทเคนกับสินทรัพย์อ้างอิง ตลอดจนความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนควรทราบก่อนตัดสินใจ

    Ondo Stocks ออกแบบให้มีสินทรัพย์หนุนหลังเต็มจำนวนจากหุ้น ETF และเงินสดที่ถือครองอยู่กับโบรกเกอร์ในสหรัฐฯ พร้อมมีผู้ตรวจสอบอิสระคอยตรวจทานสินทรัพย์หนุนหลังอย่างสม่ำเสมอ โดยแนวคิดหลักคือการเชื่อมสภาพคล่องบนบล็อกเชนเข้ากับสภาพคล่องของตลาดหลักทรัพย์ดั้งเดิม แทนที่จะสร้างสระสภาพคล่องแยกต่างหากบนบล็อกเชน

    มุมมองต่อภูมิภาค

    แม้ MoU ฉบับนี้จะเจาะจงตลาดอินโดนีเซีย แต่สะท้อนเทรนด์ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งรวมถึงไทย ที่ผู้ลงทุนรายย่อยจำนวนมากให้ความสนใจสินทรัพย์ดิจิทัลและมองหาช่องทางเข้าถึงหุ้นสหรัฐฯ ผ่านเทคโนโลยีใหม่ ๆ ความเคลื่อนไหวของ Ondo Finance ในอินโดนีเซียจึงอาจเป็นกรณีศึกษาที่น่าจับตาสำหรับผู้กำกับดูแลและผู้ประกอบการในตลาดเพื่อนบ้านอย่างไทย ว่าการนำหุ้นและ ETF ต่างประเทศมาอยู่ในรูปแบบโทเคนจะถูกควบคุมดูแลและให้ความรู้แก่ผู้ลงทุนอย่างไรให้เกิดความปลอดภัยสูงสุด

    ทั้งนี้ ทุกกิจกรรมสื่อสารด้านผลิตภัณฑ์และการดำเนินการเชิงพาณิชย์ในอนาคตของทั้งสองบริษัท ยังคงต้องอยู่ภายใต้ข้อกำหนดทางกฎหมาย การปฏิบัติตามกฎระเบียบ และการกำกับดูแลที่บังคับใช้ในอินโดนีเซียต่อไป

    ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ได้รับการเผยแพร่บน ด้วยเช่นกัน VRITIMES

  • Incubator มหาวิทยาลัย ปั้นสตาร์ตอัปจากห้องแล็บสู่ตลาดจริง

    Incubator มหาวิทยาลัย ปั้นสตาร์ตอัปจากห้องแล็บสู่ตลาดจริง

    เมื่อมหาวิทยาลัยไม่ใช่แค่ที่เรียน แต่เป็นโรงงานสร้างธุรกิจ

    ในอดีต งานวิจัยของมหาวิทยาลัยไทยมักจบลงที่ชั้นหนังสือหรือฐานข้อมูลวิชาการ แต่ในปี 2026 ภาพนั้นเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง Incubator ที่ผูกกับมหาวิทยาลัย กำลังกลายเป็นเครื่องยนต์หลักในการเปลี่ยนองค์ความรู้ทางวิชาการให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์และบริการที่ขายได้จริง ตัวเลขล่าสุดจากหลายโครงการพิสูจน์ว่านี่ไม่ใช่แค่กระแส แต่คือการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง

    MFii มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง: บ่มเพาะธุรกิจวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

    ส่วนจัดการทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (MFii) ได้จัดกิจกรรมคัดเลือกผู้ประกอบการเข้าสู่ แผนงานบ่มเพาะธุรกิจวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (TBI) ประจำปี 2569 พร้อมกับ แผนงานพัฒนาขีดความสามารถทางเทคโนโลยีและวิจัยของภาคเอกชนในพื้นที่ (IRTC) 

    เป้าหมายชัดเจน: “เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมผู้ประกอบการให้สามารถต่อยอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม สู่การพัฒนาธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม”  โครงการนี้ไม่ใช่แค่การให้ความรู้ แต่เป็นการจับมือกันระหว่างนักวิจัยและผู้ประกอบการเพื่อสร้างธุรกิจที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับภูมิภาค

    Blue Horizon: Mahidol Incubation Program 2026

    มหาวิทยาลัยมหิดลเปิดตัว Blue Horizon ภายใต้แนวคิด “From Deep-Tech Depths to a Global Horizon” โดยเป็นโปรแกรมที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมทั้งจากภายในและภายนอกมหาวิทยาลัยได้เรียนรู้ สร้างทีม เชื่อมต่อเครือข่าย และต่อยอดศักยภาพสู่การเป็นธุรกิจนวัตกรรม  สิ่งที่ทำให้ Blue Horizon แตกต่างคือการเชื่อมโยงกับความเชี่ยวชาญด้านการแพทย์และวิทยาศาสตร์สุขภาพของมหิดล ซึ่งเป็นจุดแข็งที่สอดคล้องกับกระแส Wellness Economy ที่กำลังเติบโต

    builds CMU: 20 บริษัทนักศึกษา 232 ล้านบาท

    หนึ่งในกรณีศึกษาที่น่าสนใจที่สุดคือ builds CMU ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งเปิดดำเนินการมาแล้วและประสบความสำเร็จในการบ่มเพาะ บริษัทที่นำโดยนักศึกษาเกิน 20 แห่ง สร้างรายได้รวมกว่า 23.2 ล้านบาท  ตัวเลขนี้พิสูจน์ว่าห้องเรียนและห้องแล็บสามารถทำหน้าที่เป็น Incubator ที่มีประสิทธิภาพได้จริง

    builds CMU เปิดโอกาสให้นักศึกษาและบัณฑิตจบใหม่ได้ทดลองสร้างธุรกิจจากงานวิจัยหรือไอเดียของตนเอง โดยมีพี่เลี้ยงจากภาคอุตสาหกรรมคอยให้คำแนะนำ

    ทำไม Incubator มหาวิทยาลัยจึงได้เปรียบ?

    1. ต้นทุนต่ำแต่คุณภาพสูง — การใช้โครงสร้างพื้นฐานของมหาวิทยาลัย ทั้งห้องแล็บ อุปกรณ์วิจัย และองค์ความรู้ของคณาจารย์ ทำให้ต้นทุนการบ่มเพาะต่อโครงการต่ำกว่าการตั้ง Incubator เอกชน

    2. Deep Tech เป็นจุดแข็ง — งานวิจัยเชิงลึกที่ใช้เวลาหลายปีในห้องแล็บ เมื่อผ่านกระบวนการบ่มเพาะที่ถูกต้อง สามารถกลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีกำแพงการแข่งขันสูง

    3. Talent Pipeline — มหาวิทยาลัยมีนักศึกษาและนักวิจัยรุ่นใหม่ที่พร้อมเป็นทั้งผู้ก่อตั้งและทีมงาน

    4. เครือข่ายศิษย์เก่า — ศิษย์เก่าที่ประสบความสำเร็จกลายเป็นนักลงทุนและที่ปรึกษาให้กับรุ่นน้อง

    ความท้าทายที่ต้องแก้

    แม้ตัวเลขจะสวยงาม แต่ Incubator มหาวิทยาลัยยังเผชิญความท้าทายสำคัญ โดยเฉพาะ ช่องว่างระหว่างงานวิจัยกับตลาด นักวิจัยจำนวนมากยังขาดทักษะด้านการตลาดและการขาย ขณะที่นักธุรกิจก็ขาดความเข้าใจในเทคโนโลยี การสร้างทีมที่ผสมผสานทั้งสองด้านจึงเป็นโจทย์ที่ Incubator ต้องให้ความสำคัญ

    นอกจากนี้ ระยะเวลาบ่มเพาะ ที่มักจำกัดอยู่ในช่วง 6-12 เดือน ยังไม่เพียงพอสำหรับ Deep Tech ที่ต้องใช้เวลาในการพัฒนาและทดสอบนานกว่า การขยายระยะเวลาสนับสนุนหรือสร้างกลไกต่อเนื่องจึงเป็นสิ่งจำเป็น

  • กลยุทธ์ Thailand Focus 2026 กับการดึงดูดทุนสถาบันระดับโลก

    กลยุทธ์ Thailand Focus 2026 กับการดึงดูดทุนสถาบันระดับโลก

    เวทีระดับโลกที่เปลี่ยนโฉมการลงทุนไทย

    งาน Thailand Focus 2026 ภายใต้ธีม “Reignite Thailand” ได้กลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในการดึงดูดนักลงทุนสถาบันจากทั่วโลก งานในปีนี้มีนักลงทุนสถาบันเข้าร่วมถึง 220 ราย จาก 74 สถาบันการเงินชั้นนำทั่วโลก  ซึ่งถือเป็นการตอบรับที่แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่การจัดงานครั้งแรกเมื่อ 20 ปีก่อน

    นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดเผยว่า Agenda ของงานในปีนี้เปลี่ยนจากการเน้นเรื่อง Regulation มาเป็นการมองไปที่ Growth Story และโอกาสการเติบโตของประเทศไทย โดยมีบริษัทจดทะเบียนไทยเข้าร่วมพบปะนักลงทุนแบบตัวต่อตัวถึง 77 บริษัท 

    ตัวเลขที่บ่งชี้ความสำเร็จ

    ผลลัพธ์จากงาน Thailand Focus 2026 สะท้อนผ่านตัวเลขที่ชัดเจน ดัชนี SET Index ปรับตัวขึ้นจากระดับ 1,200 จุดในปีที่แล้วมาอยู่ที่ประมาณ 1,600 จุด คิดเป็นการเติบโตเกือบ 30% ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้นจากต่ำกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐเป็นมากกว่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ 

    ที่สำคัญที่สุด กระแสเงินทุนต่างชาติกลับทิศทางอย่างมีนัยสำคัญ จากที่เคยไหลออกสุทธิ 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปีที่แล้ว กลายเป็นไหลเข้าสุทธิมากกว่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนี้ โดยนักลงทุนต่างชาติบันทึกการซื้อสุทธิสะสม 67,000 ล้านบาทนับจากต้นปี 

    อุตสาหกรรมเป้าหมายที่ดึงดูดความสนใจ

    อุตสาหกรรมที่นักลงทุนสถาบันให้ความสนใจเป็นพิเศษคือกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับ AI ซึ่งยังคงเป็นไฮไลท์สำคัญ แต่ที่โดดเด่นในสายตานักลงทุนต่างชาติคือกลุ่มสถาบันการเงินไทย โดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์ที่นักลงทุนชื่นชมในความแข็งแกร่งและเงินปันผลที่ปรับตัวดีขึ้น 

    นอกจากนี้ อุตสาหกรรมเป้าหมายที่เชื่อมโยงกับ BOI ยังได้รับความสนใจอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น Data Center, Semiconductor และการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งหากทุกภาคส่วนเชื่อมโยงกันได้จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยก้าวกระโดดในระยะยาว 

    เสียงสะท้อนจากนักลงทุนระดับโลก

    ตัวแทนจาก UBS ระบุว่าเงินทุนที่ไหลเข้าตลาดหุ้นไทย “เพิ่งเริ่มต้น” หากรัฐบาลสามารถดำเนินการตามแผนสร้างการเติบโตได้จริง โอกาสที่จะเห็นเม็ดเงินไหลเข้าต่อเนื่องยังมีอยู่อีกมาก ขณะที่ DBS เปิดเผยกองทุนขนาดใหญ่บางแห่งกลับมาลงทุนในไทยเป็นครั้งแรกนับจากปี 2018 

    ปรากฏการณ์ที่น่าจับตาคือการเข้าร่วมงานเป็นครั้งแรกของกลุ่มทุนจากสวิตเซอร์แลนด์ นิวซีแลนด์ และอิสราเอล ซึ่งตอกย้ำว่าเรดาร์การลงทุนระดับโลกกำลังเปิดรับและมองเห็นศักยภาพใหม่ ๆ ของตลาดทุนไทย 

    JUMP+ กลยุทธ์เสริมสร้างขีดความสามารถ

    ตลท. ยังเดินหน้าโครงการ JUMP+ ซึ่งมี 15 บริษัทเข้าร่วม โดยเน้นเรื่องธรรมาภิบาลและความยั่งยืน โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนกลยุทธ์ 3 ปี (2569-2571) ภายใต้วิสัยทัศน์ “The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities” 

    ข้อมูลอ้างอิง

    รายละเอียดเกี่ยวกับผลการจัดงาน Thailand Focus 2026 และรายชื่อบริษัทจดทะเบียนที่เข้าร่วมสามารถดูได้จากรายงานของ Mondovisione ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2569 

  • TCL เปิดศึกกฎหมาย ฟ้อง Samsung โฆษณาคุณสมบัติผลิตภัณฑ์เกินจริง ปมทีวีที่อ้างใช้เทคโนโลยี “Mini LED”

    TCL เปิดศึกกฎหมาย ฟ้อง Samsung โฆษณาคุณสมบัติผลิตภัณฑ์เกินจริง ปมทีวีที่อ้างใช้เทคโนโลยี “Mini LED”

    TTE Technology, Inc. หรือ TCL North America บริษัทผู้ดำเนินธุรกิจผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ของ TCL ในสหรัฐอเมริกา ยื่นฟ้อง Samsung คู่แข่งจากเกาหลีใต้ต่อศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ในนครลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย โดยกล่าวหาว่า Samsung ทำการตลาดโทรทัศน์บางรุ่นในสหรัฐฯ ว่าใช้เทคโนโลยี “Mini LED” ทั้งที่ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไม่มีคุณสมบัติทางเทคโนโลยีตามที่กล่าวอ้าง

    คดีซึ่งยื่นต่อศาลเมื่อวันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2026 ระบุว่า Samsung ทำการตลาดทีวีตระกูล M Seriesโดยอ้างว่า มาพร้อมเทคโนโลยี Mini LED ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อยกระดับคุณภาพของภาพ TCL กล่าวว่า Samsung นำทีวีราคาถูกซึ่งไม่ใช่ Mini LED โดยพัฒนาต่อยอดมาจากผลิตภัณฑ์รุ่นเดิมมาทำตลาดใหม่ในฐานะทีวี Mini LED ระดับ “Supreme” พร้อมตั้งราคาที่ดึงดูดผู้บริโภค

    ด้าน Samsung เปิดเผยผ่านแถลงการณ์เมื่อวันอังคารว่า บริษัทเตรียมต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ พร้อมยืนยันว่าบริษัทยังคง เชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมในคุณภาพของผลิตภัณฑ์และความถูกต้องของรายละเอียดที่ใช้สื่อสารเกี่ยวกับสินค้า

    อาร์.ซี. ฮาร์ลาน ทนายความของ TCL North America ระบุในแถลงการณ์ว่า “การโฆษณาที่เป็นเท็จของ Samsung ทำให้ผู้บริโภคซึ่งต้องการคุณภาพของภาพในระดับที่ควรได้รับจากทีวี Mini LED ตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์ของ Samsung ที่ถูกกล่าวหาว่าติดฉลากไม่ตรงกับความเป็นจริง ส่งผลให้ยอดขาย ชื่อเสียงทางธุรกิจและคุณค่าของ เทคโนโลยีที่ TCL พัฒนาขึ้นได้รับความเสียหายอย่างไม่เป็นธรรม”

    “ในคำฟ้อง TCL ระบุว่าเทคโนโลยี Mini LED ที่ใช้ในทีวีของบริษัทสามารถให้คุณภาพของภาพที่ดีกว่าอย่างมี

    นัยสำคัญ ทั้งในด้านของช่วงไดนามิกที่กว้างขึ้นและอัตราส่วนคอนทราสต์ที่สูงกว่า”

    บริษัทยังกล่าวว่า TCL สามารถแซงหน้า Samsung ในด้านยอดขายทีวี Mini LED ในตลาดสหรัฐฯ ระหว่างปี 2023 – 2025 เนื่องจาก Samsung ไม่สามารถพัฒนาทีวี Mini LED ที่มีราคาแข่งขันในตลาดได้

    TCL ระบุเพิ่มเติมว่า Samsung เปิดตัวทีวีตระกูล M Series เมื่อเดือนมีนาคม โดยตั้งราคาต่ำกว่าทีวี Mini LED รุ่นที่มีราคาถูกที่สุดของ TCL พร้อมโฆษณาว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้เทคโนโลยี Mini LED

    ตามที่ TCL กล่าวหาในคำฟ้องว่า ทีวี M Series ดังกล่าวไม่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญ ของ Mini LED และแท้จริงแล้วเป็นการนำทีวี LED มาตรฐานรุ่นเดิมของ Samsung มาปรับบรรจุภัณฑ์และทำตลาดใหม่

    TCL มองว่ากลยุทธ์ทางธุรกิจดังกล่าวดูเหมือนจะได้ผล ทำให้ Samsung สามารถช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดที่ TCL สั่งสมมาอย่างยากลำบากกลับไปได้ ในขณะที่ TCL ยังคงตั้งข้อสังเกตถึงความน่าเชื่อถือของผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ว่าไม่ใช่ Mini LED อย่างแท้จริง

    สำหรับข้อเรียกร้องในคดี TCL ขอให้ศาลมีคำสั่งห้าม Samsung ใช้คำว่า “Mini LED” กับผลิตภัณฑ์ที่เป็นประเด็น พร้อมเรียกร้องค่าเสียหายเป็นตัวเงิน โดยยังไม่ได้เปิดเผยจำนวนที่ชัดเจน

    Credit: Reuters

    ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ได้รับการเผยแพร่บน ด้วยเช่นกัน VRITIMES