วิกฤตที่เกษตรกรและ SMEs รับรู้ได้ก่อนใคร
เมื่อค่าเงินบาทอ่อนค่าลงกว่า 5% ในปี 2569 การส่งออกของไทยกลับไม่ได้รับประโยชน์อย่างที่หลายคนคาดคิด เพราะความผันผวนที่รุนแรงต่างหากคือศัตรูตัวจริงที่กัดกร่อนขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs ที่มีสัดส่วนสูงถึง 99.5% ของจำนวนวิสาหกิจทั้งหมดในประเทศไทย
ความรุนแรงของปัญหาและผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง
จากรายงานของ Investopedia ระบุว่าไทยต้องเผชิญกับความท้าทายซ้ำซ้อน ทั้งค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น 1.1% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ นอกเหนือจากการแข็งค่า 9% ในปี 2568 การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และความไม่แน่นอนทางการเมืองก่อนการเลือกตั้งในต้นเดือนกุมภาพันธ์ ทำให้ผู้ส่งออกต้องแบกรับต้นทุนการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ
Exim Bank ลงมือ: มาตรการ 5 หมื่นล้านบาท
เพื่อบรรเทาผลกระทบจากความผันผวนของค่าเงินบาท ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) ได้ประกาศมาตรการอัดฉีดสินเชื่อหมุนเวียนวงเงิน 50,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนผู้ส่งออกที่ประสบปัญหาสภาพคล่องจากความผันผวนของค่าเงิน โดยนายชลัช รัตนบุญนิธิ กรรมการผู้จัดการ EXIM BANK เปิดเผยว่าธนาคารพร้อมให้การสนับสนุนด้านเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบการส่งออก พร้อมทั้งให้บริการประกันการส่งออกและประกันอัตราแลกเปลี่ยนแก่ลูกค้าทุกราย
ภาระค่า hedging ที่บีบคั้นผู้ประกอบการรายเล็ก
จากรายงานของ Nation Thailand ระบุว่าสถานการณ์ความผันผวนของค่าเงินที่อยู่ในระดับ 7-8% ทำให้ผู้ประกอบการ SMEs มีการป้องกันความเสี่ยงเพียง 50% ของหนี้สินที่เกี่ยวข้องกับอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งเป็นอัตราที่ไม่เพียงพอ และธนาคารต่างต้องการให้ลูกค้าสถาบันเพิ่มสัดส่วนการป้องกันความเสี่ยงเป็น 70-80% จากข้อมูลของสมาคมผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย ต้นทุนการป้องกันความเสี่ยงที่พุ่งสูงขึ้นกลายเป็นภาระซ้ำเติมที่ผู้ประกอบการรายกลางและรายเล็กไม่สามารถเข้าถึงเครื่องมือจัดการความเสี่ยงได้อย่างเพียงพอ
ผลลัพธ์ที่คาดหวังและความจำเป็นเร่งด่วน
Exim Bank ได้คาดการณ์ว่าการส่งออกของไทยในปี 2569 จะขยายตัวที่ 2% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ระมัดระวัง ภาคเอกชนเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งออกมาตรการดูแลอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการลดต้นทุนการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนให้กับ SMEs และการควบคุมเงินทุนเก็งกำไรระยะสั้นที่สร้างความผันผวนโดยไม่จำเป็น

Leave a Reply