Blog

  • OTOP สู่ตลาดโลก: การยกระดับสินค้าชุมชนไทยด้วยพลังดิจิทัล

    OTOP สู่ตลาดโลก: การยกระดับสินค้าชุมชนไทยด้วยพลังดิจิทัล

    เมื่อภูมิปัญญาท้องถิ่นพบกับแพลตฟอร์มออนไลน์

    ผลิตภัณฑ์ OTOP หรือ “หนึ่งตำบล หนึ่งผลิตภัณฑ์” ที่เคยจำหน่ายในงานแสดงสินค้าท้องถิ่นและร้านค้าชุมชน กำลังก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ที่ตลาดออนไลน์กลายเป็นช่องทางหลักในการเข้าถึงผู้บริโภคทั้งในประเทศและต่างประเทศ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ใช่แค่เรื่องช่องทางการขาย แต่เป็นการยกระดับทั้งระบบนิเวศของเศรษฐกิจฐานราก

    ความร่วมมือภาครัฐ-แพลตฟอร์ม: ลดต้นทุน เพิ่มโอกาส

    ในเดือนสิงหาคม 2026 กระทรวงมหาดไทยได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) กับ Shopee ภายใต้โครงการ “OTOP ไทย โตไกลไปกับ Shopee” โดยลดค่าธรรมเนียมการขายออนไลน์จากเดิม 20-25% เหลือเริ่มต้นเพียง 4%  ความร่วมมือนี้ไม่เพียงลดต้นทุนให้ผู้ประกอบการ แต่ยังรวมถึงสิทธิประโยชน์ด้านโฆษณาและการเพิ่มพื้นที่สินค้าในแพลตฟอร์ม 

    ปัจจุบันมีร้านค้า OTOP บนแพลตฟอร์ม Shopee แล้ว 1,188 ร้าน และมีการพัฒนาโปรแกรม “OTOP Growth Journey” เพื่อสร้างยอดขายอย่างต่อเนื่อง  แนวทางนี้สอดคล้องกับนโยบาย “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” ที่มุ่งสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจฐานรากอย่างยั่งยืน 

    โครงการ “ไทยช่วยไทย”: ระบบนิเวศการค้าออนไลน์ครบวงจร

    รัฐบาลได้เดินหน้าโครงการ “ไทยช่วยไทย” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กระทรวงพาณิชย์ และไปรษณีย์ไทย โดยใช้แพลตฟอร์ม ThailandPostMart เป็นช่องทางจำหน่ายสินค้าที่เชื่อมโยงผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และผู้บริโภคทั่วประเทศ 

    มาตรการสำคัญ ได้แก่ การยกเว้นค่าธรรมเนียมส่วนแบ่งรายได้ (GP) ตลอดระยะเวลาโครงการ ช่วยลดต้นทุนการขายออนไลน์โดยตรง  การจัดทำโค้ดส่วนลดสำหรับผู้บริโภคที่ซื้อสินค้าขั้นต่ำ 200 บาท รับส่วนลด 100 บาท จำนวน 500,000 สิทธิ์ คิดเป็นวงเงิน 50 ล้านบาท  และอัตราค่าจัดส่งพิเศษเพียง 20 บาทต่อคำสั่งซื้อ พร้อมคูปองส่งฟรี 250 ใบต่อร้านค้า 

    OTOP Midyear 2026: การผสานเทคโนโลยีเข้ากับงานแสดงสินค้า

    งาน OTOP Midyear 2026 ที่ IMPACT เมืองทองธานี จัดขึ้นภายใต้แนวคิดที่ผสานเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ากับการค้าขายแบบดั้งเดิม โดยมีโซน “OTOP NEXT & Live Commerce Hub” ที่มีสตูดิโอไลฟ์สตรีมมิ่งเชื่อมโยงการขายกับผู้บริโภคสมัยใหม่ทั่วโลก  งานนี้มี 2,000 บูธ และใช้เทคโนโลยีดิจิทัลสนับสนุนการค้าและการสร้างแบรนด์ เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงผู้บริโภคยุคใหม่ 

    นอกจากนี้ ยังมีแคมเปญ OTOP Amazing บนแพลตฟอร์ม Shopee ตลอดเดือนกรกฎาคม 2026 เพื่อกระตุ้นยอดขายผ่านช่องทางออนไลน์อย่างต่อเนื่อง 

    ความหมายที่ลึกซึ้งต่อเศรษฐกิจฐานราก

    การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ใช่แค่การย้ายช่องทางการขาย แต่เป็นการเปลี่ยนบทบาทของชุมชนจาก “ผู้รับความช่วยเหลือ” มาเป็น “ผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ” ยุคใหม่ การสร้างระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่คนรุ่นใหม่และคนในชุมชนดั้งเดิมสามารถเติบโตร่วมกันได้อย่างเกื้อกูล เป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาที่ยั่งยืน 

  • PhotoConcept เตรียมจัดงานแข่งขันถ่ายภาพสด (Live Photography Battle) กลางกรุงเทพฯ ในวันที่ 24 ตุลาคมนี้

    PhotoConcept เตรียมจัดงานแข่งขันถ่ายภาพสด (Live Photography Battle) กลางกรุงเทพฯ ในวันที่ 24 ตุลาคมนี้

    เปิดโอกาสให้แบรนด์ต่างๆ ได้ทดลองสินค้าและรับฟีดแบ็กจากผู้ชมและผู้ร่วมงานแบบเรียลไทม์ ณ CALM ในวันที่ 24 ตุลาคมนี้

    กรุงเทพฯ, ประเทศไทย – [18 กันยายน 2569] PhotoConcept คือคอมมูนิตี้สร้างสรรค์ที่ขับเคลื่อนด้วยการแข่งขันถ่ายภาพแบบสด โดยจะจัดกิจกรรมครั้งต่อไปในวันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม 2569 ที่ CALM [231/2 ซอยสุขุมวิท 31 (ซอยสวัสดี) ถนนสุขุมวิท แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110]

    พร้อมเปิดรับแบรนด์ต่างๆ เข้าร่วมเป็นพาร์ทเนอร์ในงาน โดยคาดว่าจะมีผู้ที่ชื่นชอบการถ่ายภาพและผู้ร่วมงานเข้าร่วมประมาณ 100 คน

    ภายในสถานที่จัดงานจะเป็นพื้นที่กิ่งมีหลังคา มีการจัดเซ็ตฉากถ่ายภาพสุดสร้างสรรค์ (backdrop) โดยกิจกรรมการถ่ายภาพจะเริ่มตั้งแต่ช่วงก่อนพระอาทิตย์ตก (Golden Hour) ต่อเนื่องไปจนถึงช่วงค่ำ

    รูปแบบของงาน PhotoConcept Challenge
    โดยทั่วไป การแข่งขันของ PhotoConcept จะให้ช่างภาพที่ได้รับคัดเลือก 5 คนทำโจทย์สร้างสรรค์เดียวกัน ซึ่งประกอบด้วยไปด้วย ธีม สถานที่ และแบบที่กำหนดให้ถ่าย

    สำหรับการถ่ายภาพ หากมีแบรนด์เข้ามาร่วมเป็นพาร์ทเนอร์ ช่างภาพจะมีโอกาสพบปะและพูดคุยกับทีมงานของแบรนด์ก่อนเริ่มงาน เพื่อทำความเข้าใจวิสัยทัศน์และพันธกิจของบริษัท รวมถึงสิ่งที่แบรนด์ต้องการนำเสนอ ก่อนถ่ายทอดแนวคิดเหล่านั้นออกมาเป็นภาพถ่าย

    ในวันงาน ช่างภาพจะมีเวลาจำกัดในการถ่ายและแต่งภาพที่ดีที่สุดของตัวเองแบบสดๆ ต่อหน้าผู้ชม จากนั้นผู้ชมในงานจะเป็นผู้โหวตเลือกภาพที่ชนะการแข่งขัน กิจกรรมนี้จะไม่เหมือนกับการประกวดภาพถ่ายทั่วไป เพราะทุกอย่างเกิดขึ้นแบบเรียลไทม์ ผู้ชมจะได้เห็นการทำงานของช่างภาพอย่างใกล้ชิด และประสบการณ์นี้จะไม่ได้จบลงแค่ตอนแข่งขันเสร็จเท่านั้น

    หลังจบการแข่งขัน ผู้ร่วมงานจะได้รับเชิญให้เปลี่ยนจากผู้ชมมาเป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรม โดยผู้ชมสามารถเข้ามาพูดคุยและทำความรู้จักกับช่างภาพ ใช้เซ็ตฉากและพร็อพต่างๆ เพื่อสร้างสรรค์คอนเทนต์ของตัวเอง และมีส่วนร่วมกับกิจกรรมได้อย่างเต็มที่

    แบรนด์สามารถเข้าร่วมได้อย่างไร
    แบรนด์สามารถเข้าร่วมการแข่งขันได้ 2 รูปแบบ ได้แก่ เป็นตัวแบบหรือธีมที่ช่างภาพได้รับโจทย์ให้ถ่าย หรือสนับสนุนสินค้าและอุปกรณ์ให้ช่างภาพนำไปใช้ระหว่างการแข่งขัน

    ไม่ว่าจะเข้าร่วมในรูปแบบใด กิจกรรมนี้ถือเป็น Brand Activation ที่เปิดโอกาสให้แบรนด์ได้มีส่วนร่วมและลงมือปฏิบัติจริง โดยแบรนด์จะได้ทดลองสินค้าในสภาพแวดล้อมการถ่ายภาพจริง รับฟีดแบ็กจากช่างภาพได้ทันทีหน้างานและพบปะกับคอมมูนิตี้สายครีเอทีฟโดยตรง

    ยกตัวอย่างเช่น TukMe Challenge ที่ตลาดน้อย ซึ่ง TukMe เป็นผู้ให้บริการทัวร์รถตุ๊กตุ๊กไฟฟ้า ได้เข้ามาเป็นตัวแบบในการแข่งขัน 2 สเตจ โดย TukMe ได้รับคอนเทนต์ภาพถ่ายและวิดีโอต้นฉบับจากช่างภาพที่เข้าร่วมการแข่งขัน และยอดผู้ติดตามบน Instagram ของแบรนด์เพิ่มขึ้นมากกว่า 5% ภายในบ่ายวันเดียว ทั้งนี้ สิทธิ์ในการใช้งานภาพถ่ายสำหรับแบรนด์พาร์ทเนอร์เป็นไปตามเงื่อนไขสำหรับช่างภาพของ PhotoConcept

    กิจกรรมที่ผ่านมา
    เมื่อวันที่ 5 กันยายน 2569 PhotoConcept ได้จัดงาน Asia Beyond Siam ซึ่งเป็นกิจกรรมการแข่งขันในรูปแบบนิทรรศการกลุ่ม ณ คฤหาสน์โซวเฮงไถ่ ย่านตลาดน้อย โดยจัดขึ้นร่วมกับ Shaolin Thailand โรงเรียนสอนกังฟูในกรุงเทพฯ ช่างภาพได้ถ่ายภาพผู้ฝึกศิลปะการต่อสู้ในฐานะตัวแบบจริง ก่อนนำภาพไปแต่งต่อที่ PhotoHostel & PhotoCafe Bangkok ส่วนกิจกรรมก่อนหน้านี้ของ PhotoConcept เคยจัดขึ้นที่ย่านตลาดน้อยและทองหล่อ

    นอกจากนี้ PhotoConcept ยังได้ร่วมงานกับ VRITIMES Thailand ในงาน 55th Intrigue MAdVerse Bangkok เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2569 โดย VRITIMES เป็นพาร์ทเนอร์ด้านสื่อมวลชน งานสัมมนาดังกล่าวรวบรวมนักการตลาด เอเจนซี่ และผู้นำแบรนด์จากทั่วประเทศไทยมาร่วมงาน

    “การแข่งขันถ่ายภาพของ PhotoConcept เป็นเหมือนการออกกำลังกายทางความคิดสร้างสรรค์ (Creative Workout): มีโจทย์เดียว มีเวลาจำกัด และมีผู้ชมแบบสดๆ” Phillippe Renaud ผู้ร่วมก่อตั้ง PhotoConcept กล่าว

    “แถมยังเป็นกิจกรรมที่สนุกจริงๆ ซึ่งหาได้ยากในการทำ Brand Activation Laura Kazimierska ผู้ร่วมก่อตั้ง PhotoConcept กล่าวเสริม “กิจกรรมนี้ดึงการตลาดออกมาจากหลังหน้าจอ และพาแบรนด์มาพบปะกับผู้ใช้งานแบบตัวต่อตัว นอกจากการสร้างการรับรู้แล้ว แบรนด์ยังสามารถสร้างความไว้วางใจและความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้นผ่านการเข้ามามีส่วนร่วมกับคอมมูนิตี้สายครีเอทีฟอย่างแท้จริง”

    ช่องทางการเข้าร่วม
    แบรนด์ที่สนใจร่วมเป็นพาร์ทเนอร์ในงานวันที่ 24 ตุลาคมนี้ หรือในกิจกรรม PhotoConcept Challenge ครั้งต่อๆ ไป สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ photoconcept.click/collabs

    ส่วนช่างภาพที่สนใจเข้าร่วมการแข่งขัน สามารถติดตามข้อมูลการสมัครได้ทาง Instagram ที่ @photo_concept_bkk

    ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ได้รับการเผยแพร่บน ด้วยเช่นกัน VRITIMES

  • VRITIMES Thailand เชื่อมโลกอุตสาหกรรมกับการสื่อสารธุรกิจ ในฐานะ Media Partner งาน BCT Expo 2026

    VRITIMES Thailand เชื่อมโลกอุตสาหกรรมกับการสื่อสารธุรกิจ ในฐานะ Media Partner งาน BCT Expo 2026

    VRITIMES Thailand ร่วมเป็น Media Partner ของงาน BCT Expo 2026 ระหว่างวันที่ 16–18 กันยายน 2569 ณ อาคาร 7 อิมแพ็ค เมืองทองธานี สนับสนุนการประชาสัมพันธ์งาน พร้อมออกบูทแนะนำแพลตฟอร์มกระจายข่าวแก่ธุรกิจในอุตสาหกรรมอาคาร การก่อสร้าง และเหมืองแร่ นำเสนอบทบาทของการสื่อสารควบคู่กับการพัฒนาสินค้าและเทคโนโลยี

    ท่ามกลางเครื่องจักร วัสดุ และเทคโนโลยีที่จัดแสดงในงาน BCT Expo 2026 ณ อาคาร 7 อิมแพ็ค เมืองทองธานี บูทของ VRITIMES Thailand นำเสนออีกองค์ประกอบหนึ่งของการทำธุรกิจอุตสาหกรรม นั่นคือการสื่อสารเรื่องราวของสินค้าและนวัตกรรมให้ลูกค้าและพันธมิตรเข้าใจ

    VRITIMES Thailand เข้าร่วมงานในฐานะ Media Partner ระหว่างวันที่ 16–18 กันยายน 2569 โดยร่วมประชาสัมพันธ์ข่าวสารและบรรยากาศงานผ่านช่องทางของบริษัท พร้อมออกบูทแนะนำแพลตฟอร์มเผยแพร่และกระจายข่าวประชาสัมพันธ์แก่ผู้สนใจ

    BCT Expo 2026 เป็นงานเจรจาธุรกิจและสัมมนาสำหรับอุตสาหกรรมอาคาร การก่อสร้าง และเหมืองแร่ ซึ่งรวบรวมเครื่องจักร วัสดุ อุปกรณ์ เทคโนโลยี และโซลูชันไว้ในพื้นที่เดียวกัน การเข้าร่วมงานครั้งนี้จึงเป็นโอกาสให้ VRITIMES นำเสนอบริการด้านประชาสัมพันธ์ในบริบทของธุรกิจที่มีผลิตภัณฑ์และองค์ความรู้เฉพาะทาง

    จากข้อมูลทางเทคนิค สู่เรื่องราวที่ตลาดเข้าใจ

    สำหรับธุรกิจอุตสาหกรรม รายละเอียดของผลิตภัณฑ์มักประกอบด้วยข้อมูลทางเทคนิค แต่การสื่อสารกับลูกค้าและพันธมิตรยังมีเรื่องราวอื่นที่สามารถนำเสนอได้ ทั้งปัญหาที่ผลิตภัณฑ์ช่วยแก้ไข แนวคิดในการพัฒนา และตัวอย่างการใช้งานจริง

    ข่าวประชาสัมพันธ์เป็นช่องทางหนึ่งในการนำข้อมูลเหล่านี้มาเรียบเรียงให้ผู้อ่านเข้าใจ ตั้งแต่การเปิดตัวเครื่องจักร การแนะนำวัสดุ ไปจนถึงความคืบหน้าของโครงการและความร่วมมือทางธุรกิจ โดยอธิบายให้ชัดว่าแต่ละเรื่องเกี่ยวข้องกับใครและมีประโยชน์อย่างไร พร้อมรายละเอียดที่ตรวจสอบได้

    ภายในบูท VRITIMES Thailand ได้นำเสนอข้อมูลแพลตฟอร์มและบริการกระจายข่าวผ่านเครือข่ายสื่อออนไลน์ เพื่อให้ผู้สนใจรู้จักเครื่องมือที่สามารถนำมาใช้ประกอบการประชาสัมพันธ์ขององค์กร และต่อยอดเรื่องราวจากการออกงานแสดงสินค้าไปสู่การสื่อสารทางออนไลน์

    เชื่อมการประชาสัมพันธ์งานกับการนำเสนอบริการในพื้นที่จริง

    ในฐานะ Media Partner บริษัทได้เผยแพร่ข่าวสารและภาพบรรยากาศของ BCT Expo 2026 ผ่านช่องทางของ VRITIMES Thailand ควบคู่กับการมีบูทภายในงานสำหรับแนะนำบริการโดยตรง

    บทบาททั้งสองส่วนช่วยให้ VRITIMES มีส่วนร่วมในการสื่อสารกิจกรรมของงาน ขณะเดียวกันก็เปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการได้รู้จักบริการเผยแพร่ข่าวประชาสัมพันธ์ ซึ่งสามารถใช้สื่อสารเรื่องราวของธุรกิจได้ทั้งก่อน ระหว่าง และหลังการเข้าร่วมงานแสดงสินค้า

    สำหรับ VRITIMES Thailand การเข้าร่วม BCT Expo 2026 จึงเป็นโอกาสในการนำเสนอบทบาทของการประชาสัมพันธ์ควบคู่กับสินค้าและเทคโนโลยีที่จัดแสดง เพื่อให้เรื่องราวของธุรกิจสามารถส่งต่อไปถึงผู้อ่านนอกพื้นที่งานได้ด้วย

    ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ได้รับการเผยแพร่บน ด้วยเช่นกัน VRITIMES

  • TFEX Mini Gold Online Futures กับอนาคตการลงทุนทองคำของคนไทย

    TFEX Mini Gold Online Futures กับอนาคตการลงทุนทองคำของคนไทย

    การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงของตลาดทองคำไทย

    วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 ถือเป็นวันสำคัญของตลาดทุนไทย เมื่อตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้าแห่งประเทศไทย (TFEX) ประกาศเปิดซื้อขาย Mini Gold Online Futures (MGO) อย่างเป็นทางการ สัญญาชนิดใหม่นี้ถูกออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์นักลงทุนรายย่อยโดยเฉพาะ ด้วยขนาดสัญญาเพียง 1 ทรอยออนซ์ และเงินหลักประกันเริ่มต้นประมาณ 15,000 บาท หรือเพียง 10–15% ของมูลค่าสัญญา 

    การเปิดตัวครั้งนี้สะท้อนความเข้าใจที่ลึกซึ้งของ TFEX ต่อโครงสร้างนักลงทุนไทยที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป หลังจากที่ความต้องการทองคำเพื่อการลงทุนในประเทศไทยพุ่งสูงสุดในรอบ 7 ปีที่ระดับ 10 ตันในไตรมาสแรกของปี 2569 

    จุดเด่นที่ MGO แก้ปัญหาที่แท้จริงของนักลงทุนไทย

    ปัญหาเรื่องอัตราแลกเปลี่ยน

    ก่อนหน้านี้ นักลงทุนไทยที่ต้องการลงทุนในราคาทองคำโลกต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเสมอ เพราะราคาทองคำในตลาดโลกซื้อขายเป็นดอลลาร์สหรัฐ เมื่อค่าเงินบาทอ่อนตัวลง ราคาทองคำในประเทศอาจสูงขึ้นแม้ราคาโลกจะไม่เปลี่ยนแปลง 

    MGO แก้ปัญหานี้ด้วยกลไก quanto feature ที่กำหนดราคาเป็นดอลลาร์สหรัฐ แต่ชำระราคาเป็นเงินบาทด้วยตัวคูณคงที่  ซึ่งหมายความว่านักลงทุนไม่ต้องกังวลว่าเงินบาทจะแข็งค่าหรืออ่อนค่าในวันที่สัญญาครบกำหนด

    การเข้าถึงที่เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด

    การเปิดตัว MGO สอดคล้องกับกระแสความต้องการของนักลงทุนรุ่นใหม่ที่ต้องการเข้าถึงทองคำโดยไม่ต้องซื้อทองคำแท่งจริง ด้วยค่าธรรมเนียมแลกเปลี่ยนเพียง 0.75 บาทต่อสัญญาตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม ถึง 31 กรกฎาคม 2569 

    ข้อมูลจากตลาดจริงที่นักลงทุนควรรู้

    ระหว่างที่ MGO กำลังสร้างฐานในตลาด TFEX ราคาทองคำในประเทศไทยก็ผันผวนอย่างมีนัยสำคัญ ข้อมูลจากเว็บไซต์ไทยพีบีเอส ณ วันที่ 21 กันยายน 2569 เปิดเผยว่าราคาทองคำรูปพรรณขายออกอยู่ที่บาทละ 69,650 บาท  ตลอดทั้งปี 2569 ราคาทองคำไทยเคยขึ้นไปสูงสุดที่ 81,950 บาท และลงไปต่ำสุดที่ 62,000 บาท 

    ความผันผวนระดับนี้เป็นทั้งความท้าทายและโอกาสสำหรับนักลงทุนที่ใช้ MGO ในฐานะเครื่องมือ hedging หรือเก็งกำไรระยะสั้น

    มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญต่อทิศทางตลาด

    แม้ราคาทองคำจะผันผวนสูง แต่การเปิดตัว MGO สะท้อนมุมมองระยะยาวว่าตลาดทุนไทยต้องการเครื่องมือที่ยืดหยุ่นมากกว่าการซื้อทองคำแท่งแบบดั้งเดิม นายแพทย์กฤชรัตน์ หิรัณยศิริ นายกสมาคมค้าทองคำ ได้คาดการณ์ว่าราคาทองคำในประเทศยังมีทิศทางขาขึ้น และมีเป้าหมายสิ้นปี 2569 ที่ระดับ 73,000–75,000 บาท 

  • Exim Bank อัดฉีด 5 หมื่นล้านบาท หนุนผู้ส่งออกไทย ปริ่มภาวะเงินบาทผันผวนหนัก

    Exim Bank อัดฉีด 5 หมื่นล้านบาท หนุนผู้ส่งออกไทย ปริ่มภาวะเงินบาทผันผวนหนัก

    วิกฤตที่เกษตรกรและ SMEs รับรู้ได้ก่อนใคร

    เมื่อค่าเงินบาทอ่อนค่าลงกว่า 5% ในปี 2569 การส่งออกของไทยกลับไม่ได้รับประโยชน์อย่างที่หลายคนคาดคิด เพราะความผันผวนที่รุนแรงต่างหากคือศัตรูตัวจริงที่กัดกร่อนขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ประกอบการ SMEs ที่มีสัดส่วนสูงถึง 99.5% ของจำนวนวิสาหกิจทั้งหมดในประเทศไทย

    ความรุนแรงของปัญหาและผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง

    จากรายงานของ Investopedia ระบุว่าไทยต้องเผชิญกับความท้าทายซ้ำซ้อน ทั้งค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น 1.1% เมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ นอกเหนือจากการแข็งค่า 9% ในปี 2568 การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และความไม่แน่นอนทางการเมืองก่อนการเลือกตั้งในต้นเดือนกุมภาพันธ์ ทำให้ผู้ส่งออกต้องแบกรับต้นทุนการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนที่พุ่งสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

    Exim Bank ลงมือ: มาตรการ 5 หมื่นล้านบาท

    เพื่อบรรเทาผลกระทบจากความผันผวนของค่าเงินบาท ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) ได้ประกาศมาตรการอัดฉีดสินเชื่อหมุนเวียนวงเงิน 50,000 ล้านบาท เพื่อสนับสนุนผู้ส่งออกที่ประสบปัญหาสภาพคล่องจากความผันผวนของค่าเงิน โดยนายชลัช รัตนบุญนิธิ กรรมการผู้จัดการ EXIM BANK เปิดเผยว่าธนาคารพร้อมให้การสนับสนุนด้านเงินทุนหมุนเวียนแก่ผู้ประกอบการส่งออก พร้อมทั้งให้บริการประกันการส่งออกและประกันอัตราแลกเปลี่ยนแก่ลูกค้าทุกราย

    ภาระค่า hedging ที่บีบคั้นผู้ประกอบการรายเล็ก

    จากรายงานของ Nation Thailand ระบุว่าสถานการณ์ความผันผวนของค่าเงินที่อยู่ในระดับ 7-8% ทำให้ผู้ประกอบการ SMEs มีการป้องกันความเสี่ยงเพียง 50% ของหนี้สินที่เกี่ยวข้องกับอัตราแลกเปลี่ยน ซึ่งเป็นอัตราที่ไม่เพียงพอ และธนาคารต่างต้องการให้ลูกค้าสถาบันเพิ่มสัดส่วนการป้องกันความเสี่ยงเป็น 70-80% จากข้อมูลของสมาคมผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย ต้นทุนการป้องกันความเสี่ยงที่พุ่งสูงขึ้นกลายเป็นภาระซ้ำเติมที่ผู้ประกอบการรายกลางและรายเล็กไม่สามารถเข้าถึงเครื่องมือจัดการความเสี่ยงได้อย่างเพียงพอ

    ผลลัพธ์ที่คาดหวังและความจำเป็นเร่งด่วน

    Exim Bank ได้คาดการณ์ว่าการส่งออกของไทยในปี 2569 จะขยายตัวที่ 2% ซึ่งเป็นตัวเลขที่ระมัดระวัง ภาคเอกชนเรียกร้องให้ภาครัฐเร่งออกมาตรการดูแลอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการลดต้นทุนการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนให้กับ SMEs และการควบคุมเงินทุนเก็งกำไรระยะสั้นที่สร้างความผันผวนโดยไม่จำเป็น

  • พื้นที่ทำงานร่วมกันกับกลไกการลดต้นทุนสตาร์ทอัพ

    พื้นที่ทำงานร่วมกันกับกลไกการลดต้นทุนสตาร์ทอัพ

    ทางเลือกเชิงกลยุทธ์สำหรับสตาร์ทอัพที่มีงบจำกัด

    สำหรับสตาร์ทอัพระยะเริ่มต้น ต้นทุนค่าเช่าสำนักงานแบบดั้งเดิมถือเป็นภาระที่หนักหน่วง การวิจัยตลาดชี้ว่าการเติบโตของจำนวนสตาร์ทอัพและธุรกิจขนาดเล็กที่มองหาทางเลือกสำนักงานที่คุ้มต้นทุน เป็นปัจจัยผลักดันหลักของการขยายตัวในตลาด Coworking Space ไทย การเลือกใช้พื้นที่ทำงานร่วมกันจึงไม่ใช่แค่การประหยัด แต่เป็นการจัดสรรทรัพยากรอย่างชาญฉลาด

    การเปรียบเทียบต้นทุนจริง

    JustCo ผู้ให้บริการพื้นที่ทำงานแบบยืดหยุ่นรายใหญ่ในภูมิภาค มีสาขาในประเทศไทย 6 แห่ง เปิดให้บริการ Hot Desk เริ่มต้นที่ 9,500 บาทต่อคนต่อเดือน ขณะที่พื้นที่สำนักงานส่วนตัวอยู่ที่ประมาณ 20,000 บาทต่อคนต่อเดือน ราคานี้รวมค่าสาธารณูปโภค อินเทอร์เน็ตความเร็วสูง และการเข้าถึงพื้นที่ส่วนกลาง ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายที่สตาร์ทอัพต้องบริหารจัดการเอง ดูรายละเอียดได้ที่ https://www.justco.com

    ความยืดหยุ่นที่ตอบโจทย์ทุกช่วงการเติบโต

    JustCo ใช้กลยุทธ์สามแบรนด์เพื่อครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย โดยแบรนด์ JustCo เน้นกลุ่มพรีเมียม แบรนด์ The Collective เน้นความหรูหรา และแบรนด์ The Boring Office เสนอราคาที่ประหยัดกว่า JustCo ประมาณ 20% แนวทางนี้ทำให้สตาร์ทอัพสามารถเลือกใช้บริการที่เหมาะกับงบประมาณในแต่ละช่วงของการเติบโต

    บทบาทของสถาบันการเงินในการสนับสนุน

    ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (SME Bank) ได้เปิด Coworking Space ให้บริการฟรีสำหรับสตาร์ทอัพและ SMEs พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน อาทิ โต๊ะทำงาน ห้องประชุม WiFi และกิจกรรมอบรมให้ความรู้ด้านธุรกิจและการตลาดจากกูรูเฉพาะด้าน โครงการนี้ตั้งอยู่ติดสถานี BTS อารีย์ เปิดให้บริการวันจันทร์ถึงศุกร์ เวลา 8.30-18.00 น. ข้อมูลเพิ่มเติมที่ https://www.smebank.co.th

    ข้อมูลจากตลาดที่ยืนยันแนวโน้ม

    อัตราค่าเช่าเฉลี่ยของพื้นที่ทำงานแบบยืดหยุ่นในกรุงเทพฯ ปรับขึ้นจาก 298 ดอลลาร์สหรัฐในปี 2024 เป็น 308 ดอลลาร์สหรัฐในปี 2025 หรือเพิ่มขึ้น 3% ขณะที่เขต CBD สีลม-สาทร มีอัตราสูงสุดที่ 305 ดอลลาร์สหรัฐต่อโต๊ะ และสุขุมวิทตอนกลางอยู่ที่ 303 ดอลลาร์สหรัฐ การปรับขึ้นเล็กน้อยนี้สะท้อนว่าอุปสงค์ยังคงแข็งแกร่ง แม้เศรษฐกิจภูมิภาคจะมีความไม่แน่นอน

    โมเดลที่ยั่งยืนสำหรับสตาร์ทอัพไทย

    การเลือกใช้ Coworking Space ช่วยให้สตาร์ทอัพสามารถจัดสรรงบประมาณไปกับสิ่งสำคัญกว่า เช่น การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การตลาด และการจ้างบุคลากรที่มีคุณภาพ ความยืดหยุ่นในการขยายหรือลดพื้นที่ตามความจำเป็น ยังช่วยให้สตาร์ทอัพปรับตัวได้อย่างรวดเร็วเมื่อโมเดลธุรกิจเปลี่ยนแปลง

  • VRITIMES Thailand ร่วมเป็น Media Partner งาน 55th Intrigue MAdVerse Bangkok พร้อมแนะนำแพลตฟอร์มบนเวที

    VRITIMES Thailand ร่วมเป็น Media Partner งาน 55th Intrigue MAdVerse Bangkok พร้อมแนะนำแพลตฟอร์มบนเวที

    VRITIMES Thailand ร่วมเป็น Media Partner ในงาน 55th Intrigue MAdVerse Bangkok เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2026 ณ Jasmine City Hotel กรุงเทพฯ โดย Ferry Bayu ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ได้แนะนำ VRITIMES บนเวที พร้อมทีมงานประเทศไทยที่ให้ข้อมูลบริการกระจายข่าวประชาสัมพันธ์และพบปะผู้เข้าร่วมงานบริเวณบูท

    กรุงเทพฯ ประเทศไทย – 16 กันยายน 2026 – VRITIMES Thailand แพลตฟอร์มเผยแพร่และกระจายข่าวประชาสัมพันธ์ เข้าร่วมเป็นพันธมิตรด้านสื่อ (Media Partner) ในงาน 55th Intrigue MAdVerse Bangkok ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2026 ณ Jasmine City Hotel กรุงเทพฯ พร้อมแนะนำบริการแก่ผู้เข้าร่วมงานทั้งบนเวทีและบริเวณบูทของบริษัท

    ภายในงาน Ferry Bayu ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (Co-Founder / CEO) ของ VRITIMES ได้มีโอกาสแนะนำบริษัทบนเวที โดยการเข้าร่วมครั้งนี้เปิดโอกาสให้ VRITIMES ได้พบปะและเชื่อมต่อกับบุคลากรในแวดวงการตลาดและการสื่อสารโดยตรง

    งานดังกล่าวจัดโดย Salesgasm ภายใต้แนวคิดที่ให้ความสำคัญกับการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนในโลกธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วย AI โดยเป็นพื้นที่พบปะระหว่างผู้บริหารด้านการตลาด นักการตลาด แบรนด์ เอเจนซี และผู้ให้บริการโซลูชัน

    กำหนดการของงานครอบคลุมประเด็นการใช้ AI เพื่อสร้างผลลัพธ์ทางการตลาด เส้นทางการตัดสินใจซื้อของลูกค้า คอนเทนต์วิดีโอ ระบบการตลาดอัตโนมัติ และการทำงานร่วมกับครีเอเตอร์ โดยเชื่อมโยงการใช้เทคโนโลยีเข้ากับความเข้าใจลูกค้าและการรักษาความเป็นมนุษย์ในการสื่อสารของแบรนด์

    บริเวณบูท VRITIMES Thailand มี Pornprom “IQ” Khantee, Country Manager – Thailand ร่วมให้ข้อมูลบริการและพูดคุยกับผู้เข้าร่วมงานเกี่ยวกับการใช้ข่าวประชาสัมพันธ์เพื่อสื่อสารข่าวสารของธุรกิจ ผลิตภัณฑ์ ความร่วมมือ และกิจกรรมต่าง ๆ ผ่านเครือข่ายสื่อออนไลน์

    ผู้สนใจสามารถศึกษาเอกสารแนะนำบริการและข้อมูลแพ็กเกจ พร้อมสอบถามรายละเอียดกับทีมงานโดยตรง เพื่อพิจารณาว่าการกระจายข่าวประชาสัมพันธ์สามารถนำไปใช้สนับสนุนแผน PR และ Marketing ขององค์กรได้อย่างไร

    การเข้าร่วมงานในฐานะ Media Partner ครั้งนี้เป็นโอกาสให้ VRITIMES Thailand ได้สร้างความสัมพันธ์กับแบรนด์ เอเจนซี และผู้ประกอบการ พร้อมแนะนำแพลตฟอร์มที่ลูกค้าสามารถเขียน จัดการ และส่งข่าวประชาสัมพันธ์เพื่อเผยแพร่ผ่าน Dashboard ได้ด้วยตนเอง โดย VRITIMES ช่วยกระจายข่าวไปยังเครือข่ายสื่อออนไลน์ เพื่อสนับสนุนการสื่อสารข่าวสารของธุรกิจ

    ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ได้รับการเผยแพร่บน ด้วยเช่นกัน VRITIMES

  • “School Trip: Joined a Group I'm Not Close To” ซีซัน 2 กำลังจะมา! ย้อนดู ซีซัน 1 แบบมาราธอน

    “School Trip: Joined a Group I’m Not Close To” ซีซัน 2 กำลังจะมา! ย้อนดู ซีซัน 1 แบบมาราธอน

    \เตรียมพร้อมสำหรับซีซัน 2!/
    School Trip: Joined a Group I’m Not Close To
    ประกาศจัด Revival Watching Party แล้ว!

    ซีรีส์ดราม่าเรื่อง “School Trip: Joined a Group I’m Not Close To” ซึ่งออกอากาศทาง ABC TV ประเทศญี่ปุ่นเมื่อช่วงฤดูใบไม้ร่วงที่ผ่านมา กำลังกลับมาอีกครั้งในซีซัน 2

    เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองการกลับมาของซีซัน 2 จึงมีการจัดงาน “School Trip: Joined a Group I’m Not Close To: Revival Watching Party” ขึ้นในไต้หวัน ฮ่องกง และประเทศไทย ในวันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคมนี้

    “School Trip: Joined a Group I’m Not Close To” เป็นซีรีส์โรแมนติกวัยรุ่นที่เล่าเรื่องราวของเด็กหนุ่มธรรมดาคนหนึ่ง ซึ่งพบว่าตัวเองต้องอยู่กลุ่มเดียวกับหนุ่มหล่อและหนุ่มฮอตที่สุด 4 คนของโรงเรียนระหว่างทริปโรงเรียน และเรื่องราวความรักที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นระหว่างเขากับหนึ่งในนั้น ซึ่งเป็นเด็กหนุ่มจริงใจและจิตใจดี แต่กลับมีมุมขี้หึงที่คาดไม่ถึง

    ซีรีส์เรื่องนี้ได้รับความสนใจจากผู้ชมตั้งแต่เริ่มออกอากาศ ก่อนตอนจบของซีซัน 1 ยังมีการจัดฉายล่วงหน้ารอบพิเศษ พร้อมการปรากฏตัวของนักแสดงนำ ซึ่งสร้างความตื่นเต้นให้กับแฟนๆ ทั่วประเทศญี่ปุ่น ความนิยมของซีรีส์ยังคงต่อเนื่องแม้ซีซันจะจบลงแล้ว โดยมีการจัดแฟนมีตติ้งทั้งในญี่ปุ่นและต่างประเทศ

    ขณะนี้ ซีซัน 2 ที่แฟนๆ รอคอยกำลังจะกลับมาในช่วงฤดูใบไม้ร่วงนี้ และแฟนๆ จะได้ย้อนกลับไปสัมผัสจุดเริ่มต้นของเรื่องราวอีกครั้ง กับการฉายมาราธอนสุดพิเศษครบทั้ง 10 ตอนของซีซัน 1!

    ก่อนที่ซีซัน 2 จะกลับมาในช่วงฤดูใบไม้ร่วงนี้ มาร่วมงานสุดพิเศษครั้งนี้และย้อนชมเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นจนถึงตอนนี้แบบรวดเดียวจบ! มาสัมผัสทุกความรู้สึกและความตื่นเต้นอีกครั้งบนจอภาพยนตร์ พร้อมเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นในซีซัน 2!

    เตรียมพบกับกิจกรรมจับรางวัลสุดพิเศษ ลุ้นรับการ์ดพร้อมลายเซ็นจากนักแสดงนำทั้ง 5 คน

    สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม กรุณาติดตามข้อมูลผ่านเว็บไซต์ของโรงภาพยนตร์แต่ละแห่ง

    【Outline】
    <เรื่อง>

    School Trip: Joined a Group I’m Not Close to: Revival Watching Party

    <วันและเวลา> 
    เริ่มฉายเวลา 13:00 น. (เวลาท้องถิ่น) วันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคม 2569

     – ซีซัน 1 ทั้ง 10 ตอนจะฉายครบทั้งหมด
     – ไม่มีช่วงพักระหว่างการฉาย
     – ไม่มีการปรากฏตัวของนักแสดง
     – การฉายจะเริ่มตรงตามเวลาที่กำหนด
     – ผู้เข้าชมจะได้รับของที่ระลึกสุดพิเศษจากซีซัน 2

    <สถานที่> 
    ฮ่องกง:MCL K11 Art House
    ไตหวัน:台北欣欣秀泰影城
    ประเทศไทย:Paragon Cineplex

    【คำเตือน】
    《เกี่ยวกับการฉาย》

    ・รอบนี้จัดขึ้นเพื่อให้ผู้ชมได้สนุกสนานร่วมกันเหมือนกับการชมการแสดงสดทั่วไป ภายในโรงอาจมีการปรบมือหรือส่งเสียง ดังนั้นโปรดทำความเข้าใจเงื่อนไขนี้ก่อนทำการซื้อบัตร
    ・เนื่องจากเป็นกิจกรรมที่มีการถ่ายทอดสด อาจเกิดเหตุขัดข้องของภาพและสัญญาณเสียงได้
    ・ในกรณีที่เกิดแผ่นดินไหวหรือมีสัญญาณแจ้งเตือนภัยพิบัติ ทางโรงภาพยนตร์อาจต้องระงับการฉายชั่วคราวเพื่อความปลอดภัยของทุกคน

    《เกี่ยวกับการถ่ายภาพและการบันทึกเสียง》
    ・ห้ามบันทึกเสียง ถ่ายภาพ หรือถ่ายวิดีโอหน้าจอด้วยกล้อง โทรศัพท์มือถือ หรืออุปกรณ์อื่นใดโดยเด็ดขาด การทำซ้ำหรือเผยแพร่เนื้อหาบนอินเทอร์เน็ตโดยไม่ได้รับอนุญาตอาจมีผลทางกฎหมาย
    ・หากตรวจพบการบันทึกภาพหรือเสียงดังกล่าวภายในโรงภาพยนตร์ คุณจะถูกขอให้ลบเนื้อหาและเชิญให้ออกจากพื้นที่ทันที ทั้งนี้ จะไม่มีการคืนเงินค่าบัตรไม่ว่ากรณีใดๆ

    《เกี่ยวกับโรงภาพยนตร์》
    ・เวลาฉายที่แสดง ณ โรงภาพยนตร์แต่ละแห่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย นอกจากนี้ หากการแสดงใช้เวลาเกินกว่ากำหนดอย่างมาก อาจมีการยุติการฉายก่อนเวลา
    ・โปรดทราบว่าอาจมีการบันทึกภาพหรือวิดีโอภายในโรงภาพยนตร์เพื่อการบันทึกข้อมูลหรือการประชาสัมพันธ์ โดยภาพและวิดีโอที่บันทึกไว้อาจถูกนำไปใช้ในสื่อต่างๆ

    《เรื่องที่นั่ง》 
    เนื่องจากผังที่นั่งของโรงภาพยนตร์แต่ละแห่ง ผู้ที่มาเป็นกลุ่มอาจไม่ได้นั่งติดกัน 

    ข้อมูลที่ระบุไว้อาจมีการเปลี่ยนแปลงโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

    School Trip: Joined a Group I’m Not Close to: Revival Watching Party
    Organized by:ABC
    Distributed by:LIVE VIEWING JAPAN / LIVE VIEWING ENTERTAINMENT

    ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ได้รับการเผยแพร่บน ด้วยเช่นกัน VRITIMES

  • ยัสปาล กรุ๊ป กับโมเดล House of Brands และการนำแบรนด์เกาหลี SATUR สู่ตลาดอาเซียน

    ยัสปาล กรุ๊ป กับโมเดล House of Brands และการนำแบรนด์เกาหลี SATUR สู่ตลาดอาเซียน

    วิสัยทัศน์สู่การเป็น Regional Fashion and Lifestyle House of Brands

    ยัสปาล กรุ๊ป หรือ บริษัท ยัสปาล จำกัด (มหาชน) ประกาศเดินหน้าสู่การเป็น “A Regional Fashion and Lifestyle House of Brands” ด้วยความแข็งแกร่งทั้งด้านการสร้างและพัฒนาแบรนด์ของตนเอง ควบคู่กับการเป็นพันธมิตรทางธุรกิจให้กับแบรนด์ระดับสากลที่ต้องการขยายธุรกิจในประเทศไทยและภูมิภาคกลยุทธ์นี้แตกต่างจากโมเดลเดิมของบริษัทที่มุ่งเน้นการเป็นตัวแทนจำหน่าย โดยหันมาให้ความสำคัญกับการสร้างระบบนิเวศของแบรนด์ที่หลากหลายภายใต้ร่มเดียวกัน

    เดเมียน คอร์โคแรน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ยัสปาล กรุ๊ป กล่าวว่าบริษัทมีเป้าหมายพัฒนาธุรกิจสู่การเป็น “Regional Fashion and Lifestyle House of Brands” โดยใช้จุดแข็งด้านการสร้างและพัฒนาแบรนด์ การตลาด การบริหารธุรกิจค้าปลีก และเครือข่ายช่องทางจัดจำหน่าย

    SATUR: แบรนด์เกาหลีที่ก้าวสู่ไทยและอาเซียน

    การเปิดตัว SATUR (แซทเทอร์) แบรนด์แฟชั่นสไตล์ Contemporary Casual จากประเทศเกาหลีใต้ ถือเป็นก้าวสำคัญของยัสปาล กรุ๊ป ในการเสริมพอร์ตโฟลิโอด้วยแบรนด์ระดับสากลที่มีอัตลักษณ์โดดเด่น SATUR เปิดแฟล็กชิปสโตร์แห่งแรกในประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ณ ชั้น 2 ศูนย์การค้าเซ็นทรัล ลาดพร้าว

    การเลือกเปิดสาขาแรกที่เซ็นทรัล ลาดพร้าวสะท้อนกลยุทธ์การใช้กระแส K-fashion และ K-culture เป็นแรงหนุนการเติบโต โดยมุ่งเจาะกลุ่มผู้บริโภคชาวไทยที่ชื่นชอบแฟชั่นเกาหลีที่มีฐานแฟนคลับแข็งแรงอยู่แล้ว SATUR วางแผนขยายสาขาไปยังเวียดนาม มาเลเซีย กัมพูชา และฟิลิปปินส์ในปีถัดไป เพื่อสร้างฐานธุรกิจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อย่างต่อเนื่อง

    โมเดล House of Brands ทำงานอย่างไร

    โมเดล House of Brands ของยัสปาล กรุ๊ป อาศัยความเชี่ยวชาญในการคัดเลือกแบรนด์ระดับสากลที่มีศักยภาพและสอดคล้องกับเทรนด์ไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนแปลงของผู้บริโภค บริษัทนำความเชี่ยวชาญที่สั่งสมมาทั้งด้านการสร้างและพัฒนาแบรนด์ การตลาด การบริหารธุรกิจค้าปลีก ตลอดจนเครือข่ายช่องทางจัดจำหน่าย มาช่วยขับเคลื่อนแบรนด์พันธมิตรให้เติบโตในตลาดไทยและภูมิภาค

    แนวทางนี้ช่วยให้ยัสปาล กรุ๊ปสามารถกระจายความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดแฟชั่นแต่ละแบรนด์ ในขณะเดียวกันก็สร้างความได้เปรียบด้านขนาด (scale) ในการเจรจากับห้างสรรพสินค้าและซัพพลายเออร์

    การผสานความเชี่ยวชาญท้องถิ่นกับแบรนด์ระดับโลก

    จุดแข็งสำคัญของยัสปาล กรุ๊ป คือความเข้าใจตลาดผู้บริโภคไทยและภูมิภาคอย่างลึกซึ้ง ทั้งพฤติกรรมผู้บริโภค ทำเลที่ตั้ง และช่องทางจัดจำหน่ายที่เหมาะสม ความเชี่ยวชาญนี้ช่วยให้บริษัทสามารถนำแบรนด์ต่างชาติมาปรับให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าในท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    ในขณะเดียวกัน การมีเครือข่ายช่องทางจัดจำหน่ายที่แข็งแกร่ง ทั้งห้างสรรพสินค้าชั้นนำและช่องทางออนไลน์ ช่วยให้แบรนด์พันธมิตรสามารถเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ

    ความท้าทายของโมเดล House of Brands

    แม้ว่าโมเดล House of Brands จะมีข้อได้เปรียบด้านการกระจายความเสี่ยงและการสร้างขนาด แต่ก็มาพร้อมความท้าทายด้านการจัดการแบรนด์ที่หลากหลาย การรักษาความสอดคล้องของประสบการณ์ลูกค้า และการจัดสรรทรัพยากรระหว่างแบรนด์ต่างๆ ยัสปาล กรุ๊ปต้องสร้างระบบการจัดการที่แข็งแกร่งและทีมงานที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน

    นอกจากนี้ การแข่งขันในตลาดแฟชั่นอาเซียนที่ทวีความรุนแรงขึ้น ทั้งจากแบรนด์ระดับโลกที่ขยายสาขาและแบรนด์ท้องถิ่นที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ทำให้ยัสปาล กรุ๊ปต้องรักษาความสามารถในการคัดเลือกแบรนด์ที่มีศักยภาพและตอบสนองต่อเทรนด์ได้อย่างรวดเร็ว

  • LPIXEL จับมือ VNPT-IT เป็นพันธมิตรเพื่อให้บริการ AI สำหรับสนับสนุนการวินิจฉัยจากภาพทางการแพทย์ “EIRL” ในประเทศเวียดนาม

    LPIXEL จับมือ VNPT-IT เป็นพันธมิตรเพื่อให้บริการ AI สำหรับสนับสนุนการวินิจฉัยจากภาพทางการแพทย์ “EIRL” ในประเทศเวียดนาม

    เร่งการนำ AI ทางการแพทย์เข้าสู่ภูมิภาคอาเซียน ด้วยโครงสร้างพื้นฐานทั่วประเทศของเวียดนามที่เชื่อมโยงสถาบันการแพทย์กว่า 600 แห่ง

    LPIXEL Inc. (สำนักงานใหญ่: เขตชิโยดะ กรุงโตเกียว; กรรมการผู้แทนและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร: Tomihisa Kamada; ต่อไปนี้เรียกว่า “LPIXEL”) ได้ลงนามในข้อตกลงความร่วมมือทางธุรกิจกับ VNPT Information Technology Company (สำนักงานใหญ่: กรุงฮานอย; ต่อไปนี้เรียกว่า “VNPT-IT”) เพื่อทำตลาดผลิตภัณฑ์ซีรีส์ “EIRL” ซึ่งเป็น AI สำหรับสนับสนุนการวินิจฉัยจากภาพทางการแพทย์ของ LPIXEL ในตลาดอาเซียน

    VNPT-IT เป็นบริษัทไอทีหลักภายใต้เครือ Vietnam Posts and Telecommunications Group (VNPT) ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทโทรคมนาคมรายใหญ่ที่สุดของเวียดนาม ความร่วมมือครั้งนี้ต่อยอดจากความสำเร็จของโครงการ Proof of Concept (PoC) สำหรับ “EIRL” ซึ่ง LPIXEL และ VNPT-IT ได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนกันยายน 2025 โดยร่วมมือกับ Japan Telecommunications Engineering and Consulting Service (JTEC; สำนักงานใหญ่: เขตชินากาวะ กรุงโตเกียว; ประธานบริษัท: Toshiyuki Minami)

    JTEC จะยังคงให้การสนับสนุนการพัฒนาความร่วมมือและการขยายพันธมิตรทางธุรกิจนี้อย่างต่อเนื่อง

    ภายใต้ความร่วมมือนี้ ฟังก์ชันการวิเคราะห์ภาพทางการแพทย์ด้านรังสีวิทยาของ AI “EIRL” จะถูกผสานเข้ากับ “VNPT RIS/PACS” ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มบริหารจัดการภาพทางการแพทย์บนระบบคลาวด์ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อรองรับข้อกำหนดด้านความปลอดภัยที่เข้มงวดและมาตรฐานการทำงานร่วมกันระหว่างระบบในระดับสากล โดย VNPT-IT ได้นำแพลตฟอร์มดังกล่าวไปใช้งานในสถาบันการแพทย์กว่า 600 แห่ง (*1) ทั่วประเทศเวียดนาม

    บริการดังกล่าวจะให้บริการผ่านเครือข่ายดิจิทัลด้านการแพทย์ที่มีความมั่นคงและครอบคลุมทั่วประเทศ ด้วยการผสานเทคโนโลยี AI ทางการแพทย์ขั้นสูงจากประเทศญี่ปุ่นเข้ากับโครงสร้างพื้นฐานระดับประเทศของเวียดนาม LPIXEL มีเป้าหมายที่จะเร่งการขยายธุรกิจไปทั่วภูมิภาคอาเซียน

    นอกจากนี้ ในฐานะก้าวแรกของความร่วมมือครั้งนี้ LPIXEL มีความยินดีที่จะประกาศว่า การติดตั้งระบบ “EIRL” อย่างเต็มรูปแบบได้เสร็จสมบูรณ์แล้วในสถาบันการแพทย์มากกว่า 10 แห่งในเวียดนาม รวมถึง Hospital of Post and Telecommunications, Hanoi (Bệnh viện Bưu Điện Hà Nội) (ต่อไปนี้เรียกว่า “Hanoi Post Hospital”) และระบบได้เริ่มใช้งานอย่างเป็นทางการในสถานการณ์ทางคลินิกแล้ว

    ตลาดอาเซียน – ภูมิหลังและโครงการ Proof of Concept (PoC)

    ปัจจุบันภูมิภาคอาเซียนกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของรูปแบบการเกิดโรค อันเป็นผลมาจากการเติบโตทางเศรษฐกิจและการขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็ว

    ในอดีต โรคติดเชื้อและโรคเฉียบพลันเคยเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิต แต่ในปัจจุบัน โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ และโรคเบาหวาน ได้เพิ่มขึ้นอย่างมาก และคิดเป็นสัดส่วนส่วนใหญ่ของจำนวนผู้เสียชีวิตในภูมิภาค (*2)

    เมื่อจำนวนผู้ป่วยโรคเรื้อรังเพิ่มสูงขึ้น ความสำคัญของการตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจึงเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ความต้องการบริการทางการแพทย์ขยายตัว และทำให้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ทวีความรุนแรงขึ้น (*3)

    ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว ภาระงานของรังสีแพทย์ซึ่งรับผิดชอบการวินิจฉัยจากภาพทางการแพทย์เฉพาะทางจึงเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ความต้องการเทคโนโลยี AI ที่ช่วยสนับสนุนการวินิจฉัยและเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการทำงานมีมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    เพื่อรับมือกับความท้าทายดังกล่าว LPIXEL และ VNPT-IT ได้ดำเนินโครงการ Proof of Concept (PoC) ตั้งแต่เดือนกันยายน 2025 ในสถาบันการแพทย์มากกว่า 10 แห่งในเวียดนาม รวมถึง Hanoi Post Hospital โดยผสานระบบ EIRL เข้ากับระบบ PACS (Picture Archiving and Communication System) บนระบบคลาวด์ของ VNPT (*4)

    Dr. An หัวหน้าแผนกรังสีวิทยาของ Hanoi Post Hospital ได้กล่าวชื่นชมเทคโนโลยีดังกล่าวหลังจากการทดลองใช้งาน โดยระบุว่า ซีรีส์ EIRL โดยเฉพาะ EIRL Chest Screening ซึ่งช่วยสนับสนุนการอ่านและแปลผลภาพเอกซเรย์ทรวงอก สามารถสร้างคุณค่าทางคลินิกได้อย่างชัดเจน และได้รับความไว้วางใจจากแพทย์ผู้ปฏิบัติงานอย่างรวดเร็ว

    หลังจากประสบความสำเร็จในการยืนยันประสิทธิผลของระบบ AI จากการทดลองดังกล่าว ทั้งสองบริษัทจึงเดินหน้าสู่ความร่วมมือเชิงพาณิชย์อย่างเป็นทางการ พร้อมดำเนินการใช้งานระบบอย่างเป็นทางการ

    รายละเอียดการผสานระบบและภาพรวมระบบ

    ภายใต้ความร่วมมือนี้ ความสามารถในการวิเคราะห์ภาพทางการแพทย์ด้วย AI ของซีรีส์ “EIRL” จะถูกผสานเข้ากับระบบ “VNPT RIS/PACS”

    ระบบที่ผสานการทำงานนี้มาพร้อมกระบวนการทำงานแบบอัตโนมัติ โดยจะส่งภาพทางการแพทย์ที่กำหนดจากระบบ PACS ของโรงพยาบาลไปยัง EIRL ผ่าน DICOM Gateway ของ VNPT จากนั้นจึงส่งผลการวิเคราะห์จาก AI กลับมายังระบบ PACS โดยอัตโนมัติ

    ผลการวิเคราะห์จาก AI จะแสดงโดยตรงและอย่างราบรื่นบน DICOM Viewer ภายในระบบ VNPT RIS/PACS ที่แพทย์ใช้งาน

    ด้วยการออกแบบระบบให้สอดคล้องกับขั้นตอนการทำงานของแพทย์ในปัจจุบัน ระบบดังกล่าวจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการวินิจฉัยจากภาพทางการแพทย์ และมีส่วนช่วยสนับสนุนการให้บริการทางการแพทย์ที่ปลอดภัยและมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น

    แนวโน้มในอนาคต

    ด้วยการใช้ประโยชน์จากความร่วมมือทางธุรกิจกับ VNPT-IT และการนำ EIRL ไปใช้งานอย่างเป็นทางการในสถาบันการแพทย์หลายแห่งทั่วประเทศเวียดนาม LPIXEL จะเดินหน้าส่งเสริมการนำ AI ทางการแพทย์มาใช้งานอย่างแพร่หลายทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง

    นอกจากนี้ ซีรีส์ EIRL ยังได้รับการอนุมัติด้านกฎระเบียบสำหรับเครื่องมือแพทย์ในตลาดสำคัญของอาเซียนแล้ว 6 ประเทศ ได้แก่ เวียดนาม ไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และสิงคโปร์ (*5)

    เพื่อขยายการใช้งาน EIRL ไปยังประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคอาเซียน โดยในระยะแรกมุ่งเน้นที่ประเทศไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ LPIXEL กำลังมองหาพันธมิตรด้านการจัดจำหน่ายที่มีเครือข่ายด้านการแพทย์ที่แข็งแกร่งในแต่ละประเทศ รวมถึงมีความสามารถด้านโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีสารสนเทศทางการแพทย์ เช่น PACS/RIS เป็นต้น

    บริษัทที่สนใจร่วมเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ เพื่อร่วมแก้ไขความท้าทายด้านสาธารณสุขในแต่ละประเทศผ่านเทคโนโลยี AI ทางการแพทย์ สามารถติดต่อฝ่ายธุรกิจระหว่างประเทศของ LPIXEL ผ่านแบบฟอร์มติดต่อด้านล่าง

    LPIXEL มุ่งสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรในแต่ละประเทศ เพื่อผลักดันให้การวินิจฉัยจากภาพทางการแพทย์ที่ได้รับการสนับสนุนจาก AI กลายเป็นมาตรฐานในการให้บริการทางการแพทย์ทั่วภูมิภาคอาเซียน พร้อมมีส่วนช่วยแก้ไขปัญหาสังคมที่สำคัญ เช่น การขาดแคลนแพทย์และความเหลื่อมล้ำด้านการดูแลสุขภาพ

    หมายเหตุ

    *1
    ข้อมูล ณ เดือนสิงหาคม 2026

    *2
    แหล่งข้อมูล: องค์การอนามัยโลก (WHO) “Global Health Estimates” และรายงานจากสำนักงานภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของ WHO (SEARO)

    โดยระบุว่าโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) คิดเป็นประมาณ 62% ของจำนวนผู้เสียชีวิตทั้งหมดในภูมิภาค

    *3
    แหล่งข้อมูล: ธนาคารโลก (World Bank), World Development Indicators

    (จำนวนแพทย์ต่อประชากร 1,000 คน: เวียดนาม 0.83 คน, อินโดนีเซีย 0.70 คน, ไทย 0.93 คน, ฟิลิปปินส์ 0.79 คน, ญี่ปุ่น 2.61 คน)

    *4
    อ้างอิง: ข่าวประชาสัมพันธ์ลงวันที่ 25 กันยายน 2025:

    “VNPT-IT, LPIXEL และ JTEC เปิดตัวโครงการ Proof-of-Concept สำหรับระบบ AI สนับสนุนการวินิจฉัยภาพทางการแพทย์ ‘EIRL’ ณ Hanoi Hospital of Post and Communication ประเทศเวียดนาม”

    https://lpixel.net/en/news/press-release/2025/9911/

    *5
    อ้างอิง: ข่าวประชาสัมพันธ์ลงวันที่ 16 เมษายน 2026:

    “ซีรีส์ AI ด้านการวิเคราะห์ภาพทางการแพทย์ ‘EIRL’ ของ LPIXEL ได้รับการอนุมัติด้านกฎระเบียบใน 6 ตลาดอาเซียน”

    https://lpixel.net/en/news/press-release/2026/10051/

    เกี่ยวกับ VNPT Information Technology Company (VNPT-IT)

    VNPT-IT เป็นบริษัทไอทีหลักที่ขับเคลื่อนธุรกิจด้านเทคโนโลยีของ Vietnam Posts and Telecommunications Group (VNPT) ซึ่งเป็นผู้ให้บริการโทรคมนาคมรายใหญ่ที่สุดของเวียดนาม

    บริษัทมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (DX) ของเวียดนาม ด้วยการผสานโครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายโทรคมนาคมที่ทันสมัยเข้ากับโซลูชันด้านไอทีขั้นสูง

    ในด้านเทคโนโลยีสารสนเทศทางการแพทย์ VNPT-IT ได้พัฒนาระบบนิเวศทางการแพทย์ดิจิทัลแบบครบวงจร พร้อมให้บริการโซลูชันด้านไอทีแก่สถาบันการแพทย์ทั่วประเทศเวียดนาม เช่น ระบบเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการวินิจฉัย และบริการให้คำปรึกษาด้านการวิเคราะห์ภาพทางการแพทย์จากระยะไกล

    ชื่อบริษัท:
    VNPT INFORMATION TECHNOLOGY COMPANY – BRANCH OF VIETNAM POSTS AND TELECOMMUNICATIONS GROUP

    ที่อยู่:
    VNPT Tower, 57 Huynh Thuc Khang Str, Hanoi, Vietnam

    ผู้แทน:
    Dr. Pham Huy Hoang, General Director

    ประเภทธุรกิจ:
    การวิจัยและพัฒนา การผลิต และการจำหน่ายผลิตภัณฑ์และบริการด้านการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล

    เกี่ยวกับ JTEC

    Japan Telecommunications Engineering and Consulting Service (JTEC) เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่ก่อตั้งขึ้นในปี 1978

    จากความต้องการความร่วมมือระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้นในด้านโทรคมนาคมและการกระจายเสียง รัฐบาลญี่ปุ่นร่วมกับภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องได้ริเริ่มก่อตั้ง JTEC ขึ้น

    เว็บไซต์:
    https://www.jtec.or.jp

    เกี่ยวกับ LPIXEL Inc.

    LPIXEL ก่อตั้งขึ้นในปี 2014 และเป็นผู้ให้บริการชั้นนำด้านเทคโนโลยีการวิเคราะห์ภาพด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) สำหรับอุตสาหกรรมการแพทย์และวิทยาศาสตร์ชีวภาพ

    ด้วยพันธกิจในการยกระดับคุณภาพชีวิตของบุคลากรทางการแพทย์และสุขภาพของผู้ป่วย LPIXEL ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ Software as a Medical Device (SaMD) ภายใต้ชื่อ “EIRL” ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์หลักของบริษัท โดยช่วยสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์ในการอ่านและแปลผลภาพทางการแพทย์ เช่น ภาพเอกซเรย์ (X-ray), CT, MRI รวมถึงภาพจากการส่องกล้องลำไส้ใหญ่

    ปัจจุบัน EIRL มีการวิเคราะห์ภาพทางคลินิกแล้วมากกว่า 16 ล้านครั้ง (ข้อมูลสะสม ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2026)

    นอกเหนือจากโซลูชันสำหรับการใช้งานทางคลินิกแล้ว LPIXEL ยังช่วยส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาในสาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ด้วยการนำเสนอโซลูชันการวิเคราะห์ภาพที่ออกแบบเฉพาะสำหรับบริษัทเภสัชกรรมและบริษัทอุปกรณ์การแพทย์ชั้นนำ

    โซลูชันดังกล่าวมุ่งเน้นการแก้ไขความท้าทายในทุกขั้นตอนของกระบวนการพัฒนายา ตั้งแต่การค้นคว้ายาไปจนถึงการผลิต

    เว็บไซต์บริษัท:
    https://lpixel.net/en/

    เกี่ยวกับ EIRL – เทคโนโลยี AI สำหรับสนับสนุนการวินิจฉัยจากภาพทางการแพทย์

    “EIRL” คือซีรีส์ซอฟต์แวร์วิเคราะห์ภาพทางการแพทย์ด้วย AI หลักของ LPIXEL ซึ่งช่วยสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์ในการอ่านและแปลผลภาพทางการแพทย์หลากหลายประเภท ตั้งแต่ภาพทางรังสีวิทยา เช่น X-ray, CT และ MRI ไปจนถึงภาพจากการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ เพื่อช่วยให้การอ่านและแปลผลภาพมีความแม่นยำและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

    ปัจจุบัน EIRL ได้รับการติดตั้งในสถาบันการแพทย์มากกว่า 1,200 แห่งในประเทศญี่ปุ่น และมีการวิเคราะห์ภาพทางคลินิกแล้วมากกว่า 16 ล้านครั้ง (ข้อมูลสะสม ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2026)

    EIRL มีส่วนช่วยเพิ่มความมั่นใจในการวินิจฉัยและลดภาระงานของบุคลากรทางการแพทย์ ผ่านการสนับสนุนการตรวจพบความผิดปกติที่สำคัญและช่วยลดโอกาสในการพลาดการตรวจพบ

    เว็บไซต์ผลิตภัณฑ์ EIRL (สำหรับบุคลากรทางการแพทย์):
    https://eirl.ai/

    สอบถามข้อมูลผลิตภัณฑ์

    LPIXEL Inc. Global Business Development Office
    โทร: +81-3-6259-1713
    อีเมล: ml-global@lpixel.net

    สอบถามข้อมูลสำหรับสื่อมวลชน

    LPIXEL Inc. Public Relations
    โทร: +81-3-6259-1713
    อีเมล: pr@lpixel.net

    ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ได้รับการเผยแพร่บน ด้วยเช่นกัน VRITIMES