เครดิตบูโรกับทางรอดสินเชื่อ SME ไทยปี 2569: ข้อมูลเจ้าของกิจการและธุรกิจที่ธนาคารใช้ปลดล็อกวงเงิน

เครดิตบูโรกับทางรอดสินเชื่อ SME ไทยปี 2569: ข้อมูลเจ้าของกิจการและธุรกิจที่ธนาคารใช้ปลดล็อกวงเงิน

SME กว่า 3 ล้านรายทั่วประเทศเป็นกระดูกสันหลังของเศรษฐกิจไทย แต่การเข้าถึงสินเชื่อธนาคารยังคงเป็นอุปสรรคอันดับต้น ๆ ปี 2569 ฐานข้อมูลเครดิตบูโรไม่ได้เป็นเพียงเครื่องมือคัดกรองผู้กู้รายย่อยเท่านั้น แต่ยังมีบทบาทชี้ขาดในการปล่อยสินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอีกด้วย โดยธนาคารใช้ข้อมูลทั้งจากนิติบุคคลและประวัติการเงินส่วนตัวของเจ้าของกิจการประกอบการพิจารณา

ทำไม SME ต้องพึ่งพาเครดิตบูโรมากขึ้น

ข้อมูลที่ธนาคารใช้ประเมินนิติบุคคล

NCB จัดเก็บข้อมูลเครดิตของนิติบุคคลที่ขอสินเชื่อผ่านธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงินสมาชิก ทั้งวงเงินสินเชื่อ ระยะเวลาผ่อนชำระ ประวัติการค้างชำระของบริษัท รวมถึงการค้ำประกันโดยกรรมการและผู้ถือหุ้น หากธุรกิจเคยผิดนัดชำระหนี้กับซัพพลายเออร์หรือผิดเงื่อนไขสินเชื่อการค้า ข้อมูลเหล่านี้จะถูกบันทึกไว้และส่งผลต่อการขอสินเชื่อครั้งต่อไป

ทำไมประวัติส่วนตัวเจ้าของจึงมีผลต่อบริษัท

สถาบันการเงินส่วนใหญ่ในไทยให้ความสำคัญกับคะแนนเครดิตส่วนบุคคลของเจ้าของหรือกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กที่งบการเงินยังไม่โปร่งใสพอ ธนาคารจะใช้ข้อมูลเครดิตบูโรส่วนบุคคลของเจ้าของเป็นตัวแทนความเสี่ยงของบริษัท หากเจ้าของมีบัตรเครดิตค้างชำระหรือสินเชื่อบุคคลเป็น NPL โอกาสที่บริษัทจะถูกปฏิเสธสินเชื่อสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ แม้ผลประกอบการของบริษัทจะกำไรดีก็ตาม

ปัญหาที่พบบ่อยจากรายงานเครดิตของ SME

ตัวอย่างในปี 2569 เจ้าของร้านกาแฟในจังหวัดเชียงใหม่มีรายได้เฉลี่ย 150,000 บาทต่อเดือน และต้องการสินเชื่อเพื่อขยายสาขาที่สอง แต่เมื่อธนาคารตรวจเครดิตบูโรกลับพบว่ากรรมการมีบัตรเครดิตส่วนตัวค้างชำระ 2 งวดเมื่อ 8 เดือนก่อน แม้ปัจจุบันจะปิดยอดแล้ว แต่ข้อมูลยังคงอยู่ในรายงานเครดิต ส่งผลให้คะแนนเครดิตลดลงเหลือ 580 และธนาคารปฏิเสธสินเชื่อวงเงิน 2 ล้านบาท ทั้งที่ร้านมีกำไรสุทธิต่อเดือนกว่า 50,000 บาท กรณีนี้ตอกย้ำว่าฐานข้อมูลเครดิตบูโรไม่มีเส้นแบ่งระหว่างการเงินส่วนบุคคลกับธุรกิจ โดยเฉพาะ SME ขนาดเล็กที่เจ้าของคือตัวแทนความเสี่ยง ข้อมูลเพิ่มเติมสามารถตรวจสอบได้ที่เว็บไซต์ NCB: https://www.ncb.co.th/

แนวทางเตรียมข้อมูลเครดิตให้ SME ได้เปรียบในปี 2569

ผู้ประกอบการควรตรวจรายงานเครดิตของตนเองและนิติบุคคลก่อนยื่นขอสินเชื่ออย่างน้อย 3-6 เดือนล่วงหน้า เพื่อปิดยอดหนี้ที่ค้างชำระหรือลดภาระหนี้ส่วนบุคคลให้น้อยกว่า 40% ของรายได้ อีกทั้งควรหลีกเลี่ยงการยื่นขอสินเชื่อหลายแห่งพร้อมกัน เพราะการสอบถามข้อมูลเครดิตที่ถี่เกินไปจะทำให้คะแนนลดลงและดูเหมือนว่าธุรกิจกำลังขาดสภาพคล่อง การรักษาประวัติการชำระหนี้ตรงเวลาเป็นเวลา 12-24 เดือน จะช่วยฟื้นคะแนนและเพิ่มอำนาจต่อรองในการขอวงเงินสูงขึ้นหรืออัตราดอกเบี้ยต่ำลง

Comments

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *