Blog

  • CUTE TAMAGON กับการเปลี่ยนอารมณ์ในชีวิตประจำวันให้กลายเป็นคาแรกเตอร์ที่คนอยากสะสม

    CUTE TAMAGON กับการเปลี่ยนอารมณ์ในชีวิตประจำวันให้กลายเป็นคาแรกเตอร์ที่คนอยากสะสม

    CUTE TAMAGON นำอารมณ์และช่วงเวลาที่คุ้นเคยในชีวิตประจำวันมาถ่ายทอดผ่านคาแรกเตอร์ในคอลเลกชัน Bad Mood Keeper Series พร้อมสร้างเรื่องราวและบุคลิกที่หลากหลาย เพื่อเชื่อมโยงคาแรกเตอร์เข้ากับความรู้สึกของนักสะสมในรูปแบบที่เข้าถึงง่ายและน่าจดจำ

    ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ได้รับการเผยแพร่บน ด้วยเช่นกัน VRITIMES

  • Ondo Finance จับมือ FLOQ เปิดทางหุ้นและ ETF สหรัฐฯ แบบโทเคนสู่นักลงทุนอินโดนีเซีย

    Ondo Finance จับมือ FLOQ เปิดทางหุ้นและ ETF สหรัฐฯ แบบโทเคนสู่นักลงทุนอินโดนีเซีย

    จาการ์ตา — 15 กันยายน 2569 บริษัท Ondo Finance ผู้พัฒนาเทคโนโลยีโทเคนหลักทรัพย์รายใหญ่ของสหรัฐฯ และ FLOQ แพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับใบอนุญาตจากหน่วยงานกำกับดูแลของอินโดนีเซีย ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MoU) เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการนำ “หุ้นและกองทุน ETF สหรัฐฯ ในรูปแบบโทเคน” เข้าสู่ตลาดอินโดนีเซีย โดยการลงนามเกิดขึ้นระหว่างงาน Indonesia Blockchain Week (IDBW) 2026 ที่กรุงจาการ์ตา หลังจบเวทีเสวนาว่าด้วยอนาคตของหุ้นและ ETF สหรัฐฯ ในรูปแบบดิจิทัล

    ความร่วมมือครั้งนี้ยังอยู่ในขั้นเริ่มต้น โดยทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันประเมินความเป็นไปได้ด้านผลิตภัณฑ์ ช่องทางจัดจำหน่ายในประเทศ การให้ความรู้แก่ผู้ใช้งาน ข้อกำหนดทางเทคนิค ตลอดจนแนวทางด้านกฎระเบียบที่จำเป็น ก่อนที่ผลิตภัณฑ์ประเภทนี้จะสามารถเปิดให้บริการจริงผ่าน FLOQ ได้

    ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลอินโดนีเซียเติบโตต่อเนื่อง

    ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการเติบโตของอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลในอินโดนีเซีย โดยสำนักงานกำกับหลักทรัพย์และการเงินของอินโดนีเซีย (OJK) รายงานว่าในเดือนมิถุนายน 2569 มีผู้ใช้งานสินทรัพย์ดิจิทัลและคริปโทเคอร์เรนซีมากถึง 22.69 ล้านราย ขณะที่มูลค่าธุรกรรมคริปโทในเดือนเดียวกันอยู่ที่ราว 2.858 หมื่นล้านรูเปียห์ ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าอินโดนีเซียเป็นหนึ่งในตลาดที่มีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานคริปโทและฐานผู้ใช้งานจำนวนมาก ซึ่งอาจเป็นจุดเชื่อมต่อไปสู่การเข้าถึงสินทรัพย์ในตลาดทุนโลกผ่านเทคโนโลยีโทเคน

    Ondo Stocks คืออะไร

    Ondo Finance เป็นหนึ่งในผู้ให้บริการโทเคนหลักทรัพย์ในตลาดสาธารณะรายใหญ่ที่สุดราย หนึ่ง ผ่านผลิตภัณฑ์ที่เรียกว่า Ondo Stocks ซึ่งเปิดให้นักลงทุนนอกสหรัฐฯ เข้าถึงผลตอบแทนทางเศรษฐกิจของหุ้นและ ETF สหรัฐฯ ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ผ่านโทเคนที่ออกโดย Ondo Global Markets (BVI) Limited ปัจจุบันบริษัทมีหุ้นและ ETF ในรูปแบบโทเคนมากกว่า 430 รายการ โดยมีหุ้นอ้างอิงจริงถือครองอยู่กับโบรกเกอร์ที่จดทะเบียนในสหรัฐฯ และมีมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การดูแล (TVL) ทะลุ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ไปแล้วตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2569 หรือไม่ถึง 8 เดือนหลังเปิดตัว

    สินทรัพย์ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะนำมาให้บริการในอินโดนีเซีย รวมถึงหุ้นบริษัทเทคโนโลยีชื่อดังของสหรัฐฯ อย่าง Nvidia, Apple, Amazon, Alphabet, Meta และ Tesla รวมถึงกองทุน ETF รายใหญ่อย่าง SPDR S&P 500 ETF Trust (SPY) และ Invesco QQQ อย่างไรก็ตาม ทั้งสองบริษัทย้ำว่ายังไม่มีการยืนยันผลิตภัณฑ์ใดที่จะเปิดให้บริการจริง และทุกอย่างยังต้องผ่านการพิจารณาด้านกฎหมาย การปฏิบัติตามกฎระเบียบ และมาตรฐานทางเทคนิคของ OJK ก่อน

    เสียงจากผู้บริหารทั้งสองฝ่าย

    รานีอา ราฮาร์จา ผู้อำนวยการอาวุโสประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ Ondo Finance ระบุว่าอินโดนีเซียมีชุมชนนักลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัลที่ตื่นตัวและมีขนาดใหญ่ ทำให้เป็นตลาดสำคัญสำหรับการขยายตัวของหลักทรัพย์แบบโทเคน และมองว่า FLOQ เป็นพันธมิตรท้องถิ่นที่จะช่วยให้บริษัทศึกษาแนวทางการนำสินทรัพย์เหล่านี้เข้าถึงผู้ใช้งานอย่างมีความรับผิดชอบ

    ด้าน ยุฒโธโน ราวิส ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ FLOQ กล่าวในทำนองว่า ก้าวต่อไปของตลาดดิจิทัลอินโดนีเซียไม่ใช่แค่การเพิ่มจำนวนสินทรัพย์ แต่คือการหาทางเชื่อมโยงผลิตภัณฑ์การเงินระดับโลกให้ผู้ใช้งานในประเทศเข้าถึงได้อย่างปลอดภัยและถูกต้องตามกฎระเบียบ โดยมองว่าจุดแข็งของ Ondo Finance ด้านเทคโนโลยีโทเคนหลักทรัพย์ ผนวกกับเครือข่ายการจัดจำหน่ายในประเทศของ FLOQ จะสร้างโอกาสที่น่าสนใจร่วมกัน

    ความแตกต่างที่ผู้ลงทุนต้องเข้าใจ

    ในเวทีเสวนาช่วงงาน IDBW 2026 ซึ่งมีทั้งตัวแทนจาก Ondo Finance, นักเทรดและนักการศึกษาด้านคริปโทชาวอินโดนีเซีย รวมถึงพันธมิตรจากบริษัทร่วมทุน ได้มีการหยิบยกประเด็นสำคัญเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างการถือครองหลักทรัพย์โดยตรง การถือครองผ่านโทเคนที่อ้างอิงผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ และการถือครองโทเคนของระบบนิเวศ (ecosystem token) ซึ่งแต่ละรูปแบบมีสิทธิ กลไก และระดับความเสี่ยงที่แตกต่างกัน ทั้งสองบริษัทจึงวางแผนจัดกิจกรรมให้ความรู้แก่ผู้ใช้งาน ครอบคลุมกลไกการออกและไถ่ถอนโทเคน ความสัมพันธ์ระหว่างโทเคนกับสินทรัพย์อ้างอิง ตลอดจนความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนควรทราบก่อนตัดสินใจ

    Ondo Stocks ออกแบบให้มีสินทรัพย์หนุนหลังเต็มจำนวนจากหุ้น ETF และเงินสดที่ถือครองอยู่กับโบรกเกอร์ในสหรัฐฯ พร้อมมีผู้ตรวจสอบอิสระคอยตรวจทานสินทรัพย์หนุนหลังอย่างสม่ำเสมอ โดยแนวคิดหลักคือการเชื่อมสภาพคล่องบนบล็อกเชนเข้ากับสภาพคล่องของตลาดหลักทรัพย์ดั้งเดิม แทนที่จะสร้างสระสภาพคล่องแยกต่างหากบนบล็อกเชน

    มุมมองต่อภูมิภาค

    แม้ MoU ฉบับนี้จะเจาะจงตลาดอินโดนีเซีย แต่สะท้อนเทรนด์ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งรวมถึงไทย ที่ผู้ลงทุนรายย่อยจำนวนมากให้ความสนใจสินทรัพย์ดิจิทัลและมองหาช่องทางเข้าถึงหุ้นสหรัฐฯ ผ่านเทคโนโลยีใหม่ ๆ ความเคลื่อนไหวของ Ondo Finance ในอินโดนีเซียจึงอาจเป็นกรณีศึกษาที่น่าจับตาสำหรับผู้กำกับดูแลและผู้ประกอบการในตลาดเพื่อนบ้านอย่างไทย ว่าการนำหุ้นและ ETF ต่างประเทศมาอยู่ในรูปแบบโทเคนจะถูกควบคุมดูแลและให้ความรู้แก่ผู้ลงทุนอย่างไรให้เกิดความปลอดภัยสูงสุด

    ทั้งนี้ ทุกกิจกรรมสื่อสารด้านผลิตภัณฑ์และการดำเนินการเชิงพาณิชย์ในอนาคตของทั้งสองบริษัท ยังคงต้องอยู่ภายใต้ข้อกำหนดทางกฎหมาย การปฏิบัติตามกฎระเบียบ และการกำกับดูแลที่บังคับใช้ในอินโดนีเซียต่อไป

    ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ได้รับการเผยแพร่บน ด้วยเช่นกัน VRITIMES

  • Incubator มหาวิทยาลัย ปั้นสตาร์ตอัปจากห้องแล็บสู่ตลาดจริง

    Incubator มหาวิทยาลัย ปั้นสตาร์ตอัปจากห้องแล็บสู่ตลาดจริง

    เมื่อมหาวิทยาลัยไม่ใช่แค่ที่เรียน แต่เป็นโรงงานสร้างธุรกิจ

    ในอดีต งานวิจัยของมหาวิทยาลัยไทยมักจบลงที่ชั้นหนังสือหรือฐานข้อมูลวิชาการ แต่ในปี 2026 ภาพนั้นเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง Incubator ที่ผูกกับมหาวิทยาลัย กำลังกลายเป็นเครื่องยนต์หลักในการเปลี่ยนองค์ความรู้ทางวิชาการให้กลายเป็นผลิตภัณฑ์และบริการที่ขายได้จริง ตัวเลขล่าสุดจากหลายโครงการพิสูจน์ว่านี่ไม่ใช่แค่กระแส แต่คือการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง

    MFii มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง: บ่มเพาะธุรกิจวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

    ส่วนจัดการทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (MFii) ได้จัดกิจกรรมคัดเลือกผู้ประกอบการเข้าสู่ แผนงานบ่มเพาะธุรกิจวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม (TBI) ประจำปี 2569 พร้อมกับ แผนงานพัฒนาขีดความสามารถทางเทคโนโลยีและวิจัยของภาคเอกชนในพื้นที่ (IRTC) 

    เป้าหมายชัดเจน: “เพื่อสนับสนุนและส่งเสริมผู้ประกอบการให้สามารถต่อยอดองค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรม สู่การพัฒนาธุรกิจอย่างเป็นรูปธรรม”  โครงการนี้ไม่ใช่แค่การให้ความรู้ แต่เป็นการจับมือกันระหว่างนักวิจัยและผู้ประกอบการเพื่อสร้างธุรกิจที่มีขีดความสามารถในการแข่งขันในระดับภูมิภาค

    Blue Horizon: Mahidol Incubation Program 2026

    มหาวิทยาลัยมหิดลเปิดตัว Blue Horizon ภายใต้แนวคิด “From Deep-Tech Depths to a Global Horizon” โดยเป็นโปรแกรมที่เปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมทั้งจากภายในและภายนอกมหาวิทยาลัยได้เรียนรู้ สร้างทีม เชื่อมต่อเครือข่าย และต่อยอดศักยภาพสู่การเป็นธุรกิจนวัตกรรม  สิ่งที่ทำให้ Blue Horizon แตกต่างคือการเชื่อมโยงกับความเชี่ยวชาญด้านการแพทย์และวิทยาศาสตร์สุขภาพของมหิดล ซึ่งเป็นจุดแข็งที่สอดคล้องกับกระแส Wellness Economy ที่กำลังเติบโต

    builds CMU: 20 บริษัทนักศึกษา 232 ล้านบาท

    หนึ่งในกรณีศึกษาที่น่าสนใจที่สุดคือ builds CMU ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งเปิดดำเนินการมาแล้วและประสบความสำเร็จในการบ่มเพาะ บริษัทที่นำโดยนักศึกษาเกิน 20 แห่ง สร้างรายได้รวมกว่า 23.2 ล้านบาท  ตัวเลขนี้พิสูจน์ว่าห้องเรียนและห้องแล็บสามารถทำหน้าที่เป็น Incubator ที่มีประสิทธิภาพได้จริง

    builds CMU เปิดโอกาสให้นักศึกษาและบัณฑิตจบใหม่ได้ทดลองสร้างธุรกิจจากงานวิจัยหรือไอเดียของตนเอง โดยมีพี่เลี้ยงจากภาคอุตสาหกรรมคอยให้คำแนะนำ

    ทำไม Incubator มหาวิทยาลัยจึงได้เปรียบ?

    1. ต้นทุนต่ำแต่คุณภาพสูง — การใช้โครงสร้างพื้นฐานของมหาวิทยาลัย ทั้งห้องแล็บ อุปกรณ์วิจัย และองค์ความรู้ของคณาจารย์ ทำให้ต้นทุนการบ่มเพาะต่อโครงการต่ำกว่าการตั้ง Incubator เอกชน

    2. Deep Tech เป็นจุดแข็ง — งานวิจัยเชิงลึกที่ใช้เวลาหลายปีในห้องแล็บ เมื่อผ่านกระบวนการบ่มเพาะที่ถูกต้อง สามารถกลายเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีกำแพงการแข่งขันสูง

    3. Talent Pipeline — มหาวิทยาลัยมีนักศึกษาและนักวิจัยรุ่นใหม่ที่พร้อมเป็นทั้งผู้ก่อตั้งและทีมงาน

    4. เครือข่ายศิษย์เก่า — ศิษย์เก่าที่ประสบความสำเร็จกลายเป็นนักลงทุนและที่ปรึกษาให้กับรุ่นน้อง

    ความท้าทายที่ต้องแก้

    แม้ตัวเลขจะสวยงาม แต่ Incubator มหาวิทยาลัยยังเผชิญความท้าทายสำคัญ โดยเฉพาะ ช่องว่างระหว่างงานวิจัยกับตลาด นักวิจัยจำนวนมากยังขาดทักษะด้านการตลาดและการขาย ขณะที่นักธุรกิจก็ขาดความเข้าใจในเทคโนโลยี การสร้างทีมที่ผสมผสานทั้งสองด้านจึงเป็นโจทย์ที่ Incubator ต้องให้ความสำคัญ

    นอกจากนี้ ระยะเวลาบ่มเพาะ ที่มักจำกัดอยู่ในช่วง 6-12 เดือน ยังไม่เพียงพอสำหรับ Deep Tech ที่ต้องใช้เวลาในการพัฒนาและทดสอบนานกว่า การขยายระยะเวลาสนับสนุนหรือสร้างกลไกต่อเนื่องจึงเป็นสิ่งจำเป็น

  • กลยุทธ์ Thailand Focus 2026 กับการดึงดูดทุนสถาบันระดับโลก

    กลยุทธ์ Thailand Focus 2026 กับการดึงดูดทุนสถาบันระดับโลก

    เวทีระดับโลกที่เปลี่ยนโฉมการลงทุนไทย

    งาน Thailand Focus 2026 ภายใต้ธีม “Reignite Thailand” ได้กลายเป็นหมุดหมายสำคัญที่แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยในการดึงดูดนักลงทุนสถาบันจากทั่วโลก งานในปีนี้มีนักลงทุนสถาบันเข้าร่วมถึง 220 ราย จาก 74 สถาบันการเงินชั้นนำทั่วโลก  ซึ่งถือเป็นการตอบรับที่แข็งแกร่งที่สุดนับตั้งแต่การจัดงานครั้งแรกเมื่อ 20 ปีก่อน

    นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดเผยว่า Agenda ของงานในปีนี้เปลี่ยนจากการเน้นเรื่อง Regulation มาเป็นการมองไปที่ Growth Story และโอกาสการเติบโตของประเทศไทย โดยมีบริษัทจดทะเบียนไทยเข้าร่วมพบปะนักลงทุนแบบตัวต่อตัวถึง 77 บริษัท 

    ตัวเลขที่บ่งชี้ความสำเร็จ

    ผลลัพธ์จากงาน Thailand Focus 2026 สะท้อนผ่านตัวเลขที่ชัดเจน ดัชนี SET Index ปรับตัวขึ้นจากระดับ 1,200 จุดในปีที่แล้วมาอยู่ที่ประมาณ 1,600 จุด คิดเป็นการเติบโตเกือบ 30% ขณะที่มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยต่อวันเพิ่มขึ้นจากต่ำกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐเป็นมากกว่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ 

    ที่สำคัญที่สุด กระแสเงินทุนต่างชาติกลับทิศทางอย่างมีนัยสำคัญ จากที่เคยไหลออกสุทธิ 3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปีที่แล้ว กลายเป็นไหลเข้าสุทธิมากกว่า 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐในปีนี้ โดยนักลงทุนต่างชาติบันทึกการซื้อสุทธิสะสม 67,000 ล้านบาทนับจากต้นปี 

    อุตสาหกรรมเป้าหมายที่ดึงดูดความสนใจ

    อุตสาหกรรมที่นักลงทุนสถาบันให้ความสนใจเป็นพิเศษคือกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับ AI ซึ่งยังคงเป็นไฮไลท์สำคัญ แต่ที่โดดเด่นในสายตานักลงทุนต่างชาติคือกลุ่มสถาบันการเงินไทย โดยเฉพาะธนาคารพาณิชย์ที่นักลงทุนชื่นชมในความแข็งแกร่งและเงินปันผลที่ปรับตัวดีขึ้น 

    นอกจากนี้ อุตสาหกรรมเป้าหมายที่เชื่อมโยงกับ BOI ยังได้รับความสนใจอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น Data Center, Semiconductor และการผลิตรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งหากทุกภาคส่วนเชื่อมโยงกันได้จะช่วยให้เศรษฐกิจไทยก้าวกระโดดในระยะยาว 

    เสียงสะท้อนจากนักลงทุนระดับโลก

    ตัวแทนจาก UBS ระบุว่าเงินทุนที่ไหลเข้าตลาดหุ้นไทย “เพิ่งเริ่มต้น” หากรัฐบาลสามารถดำเนินการตามแผนสร้างการเติบโตได้จริง โอกาสที่จะเห็นเม็ดเงินไหลเข้าต่อเนื่องยังมีอยู่อีกมาก ขณะที่ DBS เปิดเผยกองทุนขนาดใหญ่บางแห่งกลับมาลงทุนในไทยเป็นครั้งแรกนับจากปี 2018 

    ปรากฏการณ์ที่น่าจับตาคือการเข้าร่วมงานเป็นครั้งแรกของกลุ่มทุนจากสวิตเซอร์แลนด์ นิวซีแลนด์ และอิสราเอล ซึ่งตอกย้ำว่าเรดาร์การลงทุนระดับโลกกำลังเปิดรับและมองเห็นศักยภาพใหม่ ๆ ของตลาดทุนไทย 

    JUMP+ กลยุทธ์เสริมสร้างขีดความสามารถ

    ตลท. ยังเดินหน้าโครงการ JUMP+ ซึ่งมี 15 บริษัทเข้าร่วม โดยเน้นเรื่องธรรมาภิบาลและความยั่งยืน โครงการนี้เป็นส่วนหนึ่งของแผนกลยุทธ์ 3 ปี (2569-2571) ภายใต้วิสัยทัศน์ “The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities” 

    ข้อมูลอ้างอิง

    รายละเอียดเกี่ยวกับผลการจัดงาน Thailand Focus 2026 และรายชื่อบริษัทจดทะเบียนที่เข้าร่วมสามารถดูได้จากรายงานของ Mondovisione ซึ่งเผยแพร่เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2569 

  • TCL เปิดศึกกฎหมาย ฟ้อง Samsung โฆษณาคุณสมบัติผลิตภัณฑ์เกินจริง ปมทีวีที่อ้างใช้เทคโนโลยี “Mini LED”

    TCL เปิดศึกกฎหมาย ฟ้อง Samsung โฆษณาคุณสมบัติผลิตภัณฑ์เกินจริง ปมทีวีที่อ้างใช้เทคโนโลยี “Mini LED”

    TTE Technology, Inc. หรือ TCL North America บริษัทผู้ดำเนินธุรกิจผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ของ TCL ในสหรัฐอเมริกา ยื่นฟ้อง Samsung คู่แข่งจากเกาหลีใต้ต่อศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ในนครลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย โดยกล่าวหาว่า Samsung ทำการตลาดโทรทัศน์บางรุ่นในสหรัฐฯ ว่าใช้เทคโนโลยี “Mini LED” ทั้งที่ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไม่มีคุณสมบัติทางเทคโนโลยีตามที่กล่าวอ้าง

    คดีซึ่งยื่นต่อศาลเมื่อวันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2026 ระบุว่า Samsung ทำการตลาดทีวีตระกูล M Seriesโดยอ้างว่า มาพร้อมเทคโนโลยี Mini LED ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อยกระดับคุณภาพของภาพ TCL กล่าวว่า Samsung นำทีวีราคาถูกซึ่งไม่ใช่ Mini LED โดยพัฒนาต่อยอดมาจากผลิตภัณฑ์รุ่นเดิมมาทำตลาดใหม่ในฐานะทีวี Mini LED ระดับ “Supreme” พร้อมตั้งราคาที่ดึงดูดผู้บริโภค

    ด้าน Samsung เปิดเผยผ่านแถลงการณ์เมื่อวันอังคารว่า บริษัทเตรียมต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ พร้อมยืนยันว่าบริษัทยังคง เชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมในคุณภาพของผลิตภัณฑ์และความถูกต้องของรายละเอียดที่ใช้สื่อสารเกี่ยวกับสินค้า

    อาร์.ซี. ฮาร์ลาน ทนายความของ TCL North America ระบุในแถลงการณ์ว่า “การโฆษณาที่เป็นเท็จของ Samsung ทำให้ผู้บริโภคซึ่งต้องการคุณภาพของภาพในระดับที่ควรได้รับจากทีวี Mini LED ตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์ของ Samsung ที่ถูกกล่าวหาว่าติดฉลากไม่ตรงกับความเป็นจริง ส่งผลให้ยอดขาย ชื่อเสียงทางธุรกิจและคุณค่าของ เทคโนโลยีที่ TCL พัฒนาขึ้นได้รับความเสียหายอย่างไม่เป็นธรรม”

    “ในคำฟ้อง TCL ระบุว่าเทคโนโลยี Mini LED ที่ใช้ในทีวีของบริษัทสามารถให้คุณภาพของภาพที่ดีกว่าอย่างมี

    นัยสำคัญ ทั้งในด้านของช่วงไดนามิกที่กว้างขึ้นและอัตราส่วนคอนทราสต์ที่สูงกว่า”

    บริษัทยังกล่าวว่า TCL สามารถแซงหน้า Samsung ในด้านยอดขายทีวี Mini LED ในตลาดสหรัฐฯ ระหว่างปี 2023 – 2025 เนื่องจาก Samsung ไม่สามารถพัฒนาทีวี Mini LED ที่มีราคาแข่งขันในตลาดได้

    TCL ระบุเพิ่มเติมว่า Samsung เปิดตัวทีวีตระกูล M Series เมื่อเดือนมีนาคม โดยตั้งราคาต่ำกว่าทีวี Mini LED รุ่นที่มีราคาถูกที่สุดของ TCL พร้อมโฆษณาว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้เทคโนโลยี Mini LED

    ตามที่ TCL กล่าวหาในคำฟ้องว่า ทีวี M Series ดังกล่าวไม่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญ ของ Mini LED และแท้จริงแล้วเป็นการนำทีวี LED มาตรฐานรุ่นเดิมของ Samsung มาปรับบรรจุภัณฑ์และทำตลาดใหม่

    TCL มองว่ากลยุทธ์ทางธุรกิจดังกล่าวดูเหมือนจะได้ผล ทำให้ Samsung สามารถช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดที่ TCL สั่งสมมาอย่างยากลำบากกลับไปได้ ในขณะที่ TCL ยังคงตั้งข้อสังเกตถึงความน่าเชื่อถือของผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ว่าไม่ใช่ Mini LED อย่างแท้จริง

    สำหรับข้อเรียกร้องในคดี TCL ขอให้ศาลมีคำสั่งห้าม Samsung ใช้คำว่า “Mini LED” กับผลิตภัณฑ์ที่เป็นประเด็น พร้อมเรียกร้องค่าเสียหายเป็นตัวเงิน โดยยังไม่ได้เปิดเผยจำนวนที่ชัดเจน

    Credit: Reuters

    ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ได้รับการเผยแพร่บน ด้วยเช่นกัน VRITIMES

  • เมื่อเศรษฐีไทยไม่ยอมซื้อกองทุนตามคำแนะนำอีกต่อไป Private Banking ต้องเปลี่ยนจาก “พนักงานขาย” สู่ “ที่ปรึกษาประจำตระกูล”

    เมื่อเศรษฐีไทยไม่ยอมซื้อกองทุนตามคำแนะนำอีกต่อไป Private Banking ต้องเปลี่ยนจาก “พนักงานขาย” สู่ “ที่ปรึกษาประจำตระกูล”

    จุดเปลี่ยนของอุตสาหกรรมที่มาพร้อมความมั่งคั่งที่เติบโตแบบก้าวกระโดด

    ในปี 2026 จำนวนเศรษฐีระดับ UHNWI ของไทยคาดว่าจะเติบโต 26% ระหว่างปี 2026 ถึง 2031 ซึ่งสูงเป็นอันดับต้นๆ ของเอเชีย และมีแนวโน้มชัดเจนว่าเศรษฐีทั่วโลกมองประเทศไทยเป็นจุดหมายใหม่สำหรับการลงทุนและการย้ายฐานการเงิน แต่อัตราการเติบโตนี้มาพร้อมกับความคาดหวังที่สูงขึ้นของลูกค้า การขายกองทุนแบบ rotate fund โดยไม่คำนึงถึงภาพรวมของพอร์ตไม่ใช่สูตรสำเร็จอีกต่อไป

    จาก Transaction-Driven สู่ Advisory-Led โมเดลที่ตลาดต้องการ

    หนึ่งในเทรนด์ที่ชัดเจนที่สุดในตลาด Private Banking ไทยคือการเปลี่ยนผ่านจากโมเดลที่ขับเคลื่อนด้วยการซื้อขาย (transaction-driven) ไปสู่โมเดลที่ขับเคลื่อนด้วยคำแนะนำ (advisory-led) โดยธนาคารกำลังวางตำแหน่งตัวเองเป็น “ผู้จัดการหลัก” ของครอบครัว เพื่อให้คำแนะนำด้านการสร้างพอร์ตระยะยาวและการวางแผนความมั่งคั่งอย่างเป็นองค์รวม สิ่งนี้สะท้อนว่าลูกค้าไม่ได้ต้องการแค่ “การซื้อกองทุนที่ดี” แต่ต้องการ “การบริหารพอร์ตที่ตอบโจทย์ชีวิต”

    SCB Julius Baer และกลยุทธ์ Great Wealth Transfer

    การวางแผนสืบทอดความมั่งคั่งกำลังกลายเป็นวาระสำคัญอันดับต้นๆ ของตระกูลเศรษฐีไทย SCB Julius Baer ได้เร่งกลยุทธ์ 2026 เพื่อตอกย้ำความเป็นผู้นำในตลาดนี้ โดยเปิดตัว “SCB Julius Baer Wealth Planning Series” ซึ่งเป็นหนึ่งในโปรแกรมแรกของไทยที่นำคนหลายรุ่นในครอบครัวมาไว้บนแพลตฟอร์มเดียวกัน เพื่อให้เกิดการสนทนาแลกเปลี่ยนมุมมองและเสริมสร้างความสัมพันธ์ระหว่างรุ่น นี่คือการยกระดับจาก “การให้คำแนะนำการลงทุน” ไปสู่ “การเป็นพาร์ทเนอร์ของตระกูลในทุกรุ่น”

    ความท้าทายด้านบุคลากรและสงครามแย่งชิง Relationship Manager

    ปัญหาที่อุตสาหกรรมต้องเผชิญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือการขาดแคลน Relationship Manager ที่มีประสบการณ์ระดับสากล บางบริษัทเลือกกลยุทธ์การดึงตัว RM ที่มี AUM ในมือมาอยู่ด้วยทันที ในขณะที่บางแห่งเลือกสร้างแพลตฟอร์มที่แข็งแกร่งและฝึกฝนบุคลากรจากภายใน กลยุทธ์หลังนี้แม้จะใช้เวลา แต่ให้ความยั่งยืนระยะยาวมากกว่า เพราะความสัมพันธ์กับลูกค้ากลุ่มเศรษฐีไม่ใช่สิ่งที่โอนย้ายได้ง่ายๆ และความไว้วางใจที่แท้จริงต้องใช้เวลาในการสร้าง

    บทเรียนจากความสำเร็จของ Kiatnakin Phatra

    KKPS เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนว่าการทุ่มเทใน DPM และการเป็นหุ้นส่วนกับ Goldman Sachs Asset Management ช่วยเปลี่ยนโฉมธุรกิจได้อย่างไร โดยมีสัดส่วนพอร์ตกว่า 90% ที่จัดสรรผ่านกองทุนบุคคลที่สาม ทำให้คำแนะนำเป็นกลางและยึดหลัก Merit-based โมเดลนี้ทำให้ KKPS มีอัตราการรักษาลูกค้า (client retention) สูง โดยรายได้กว่า 80% มาจากการแนะนำแบบปากต่อปากของลูกค้าที่พึงพอใจ

  • Palworld OFFICIAL CARD GAME ประกาศยอดจำหน่าย Booster Pack ชุดแรก “Dawn of Palpagos” ทั่วโลกทะลุ 4.4 ล้านซอง

    Palworld OFFICIAL CARD GAME ประกาศยอดจำหน่าย Booster Pack ชุดแรก “Dawn of Palpagos” ทั่วโลกทะลุ 4.4 ล้านซอง

    Bushiroad Inc. โดย ประธาน และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร: คุณทาคาอากิ คิดานิ (Takaaki Kidani) ประกาศความสำเร็จของ Palworld OFFICIAL CARD GAME หลัง Booster Pack ชุดแรก “Dawn of Palpagos” ทำยอดจำหน่ายทั่วโลกอย่างเป็นทางการแล้วกว่า 4.4 ล้านซอง

    ข้อมูลผลิตภัณฑ์ Booster Pack “Dawn of Palpagos”

    Palworld OFFICIAL CARD GAME เปิดตัวและวางจำหน่ายพร้อมกันทั่วโลก โดยมี Booster Pack ชุดแรก “Dawn of Palpagos” เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์หลักในการเปิดตัว ภายในชุดประกอบด้วยเหล่า Pals มากกว่า 50 ตัว พร้อมภาพวาดใหม่ที่จัดทำขึ้นสำหรับการ์ดเกมโดยเฉพาะ

    นอกจากนี้ ตัวละครยอดนิยมจาก Palworld อย่าง Zoe และ Lily ก็ปรากฏอยู่ในเซ็ตนี้ด้วย โดย “Dawn of Palpagos” วางจำหน่ายพร้อมกับ Trial Deck จำนวน 2 แบบ เพื่อให้ผู้เล่นสามารถเริ่มต้นเล่น Palworld OFFICIAL CARD GAME ได้ทันที

    Palworld OFFICIAL CARD GAME คืออะไร?

    Palworld OFFICIAL CARD GAME เป็น Trading Card Game หรือ TCG เกมใหม่จาก Bushiroad ที่พัฒนาขึ้นจากวิดีโอเกมระดับโลก Palworld และเปิดตัวพร้อมกันทั่วโลกเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2569

    ตัวเกมเป็นการ์ดเกมแข่งขันสำหรับผู้เล่น 2 คน ผู้เล่นจะต้องจัดทีมเหล่า Pals รวบรวมทรัพยากร และนำสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ มาใช้เพื่อช่วงชิงการควบคุมสนามและมุ่งสู่ชัยชนะ

    Pals แต่ละตัวมีความสามารถและคุณลักษณะเฉพาะที่สนับสนุนกลยุทธ์แตกต่างกัน ทำให้ผู้เล่นสามารถสร้างรูปแบบการเล่นได้อย่างหลากหลายและเกิดการวางแผนเชิงกลยุทธ์ที่แตกต่างกันในแต่ละเกม

    Palworld OFFICIAL CARD GAME ได้รับการออกแบบให้ถ่ายทอดโลกและกลไกหลักของ Palworld สู่ประสบการณ์การแข่งขันบนโต๊ะในรูปแบบ Trading Card Game อย่างเต็มรูปแบบ

    เว็บไซต์และช่องทางโซเชียลมีเดียอย่างเป็นทางการ

    Website: https://en.palworld-official-cardgame.com/

    X: @PalworldOCG_EN

    YouTube: @PalworldOCG_EN

    Facebook: PalworldOCG

    Instagram: palworldocg_en

    รายชื่อร้านค้าที่จำหน่าย Palworld OFFICIAL CARD GAME ในไทย ดูได้ที่ Link นี้ https://bit.ly/shopPW

    Palworld คืออะไร?

    Palworld เป็นเกม Multiplayer แนว Monster-Taming Open-World Survival Crafting ที่ดำเนินเรื่องในโลกซึ่งเต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตลึกลับที่เรียกว่า “Pals”

    นับตั้งแต่เปิดให้เล่นในรูปแบบ Early Access เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2567 Palworld มีจำนวนผู้เล่นรวมทั่วโลกบนแพลตฟอร์ม Steam®, Xbox, PlayStation®5 และ Mac มากกว่า 32 ล้านคน ตอกย้ำความสำเร็จของเกมในฐานะหนึ่งในผลงานที่ได้รับความนิยมในระดับโลก

    ชื่อเกม: Palworld
    ประเภท: Monster Taming Open-World Survival Crafting
    แพลตฟอร์มที่รองรับ: PC (Steam®), PlayStation®5, Xbox Game Pass, Xbox Series X|S, Xbox One และ Mac

    เว็บไซต์อย่างเป็นทางการ: https://www.pocketpair.jp/en/

    ผู้พัฒนา/ผู้จัดจำหน่าย: Pocketpair, Inc.  

    ©PALWORLD

    ©Bushiroad   

    ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ได้รับการเผยแพร่บน ด้วยเช่นกัน VRITIMES

  • FLOQ จับมือ ASTER ลงนาม MoU ใน Indonesia Blockchain Week 2026 เดินหน้าปูทาง Web3 เข้าถึงผู้ใช้อินโดนีเซียง่ายขึ้น

    FLOQ จับมือ ASTER ลงนาม MoU ใน Indonesia Blockchain Week 2026 เดินหน้าปูทาง Web3 เข้าถึงผู้ใช้อินโดนีเซียง่ายขึ้น

    FLOQ ร่วมกับ ASTER ลงนาม MoU เพื่อขยายการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ Web3 ในอินโดนีเซีย พร้อมสำรวจความร่วมมือด้าน referral program การพัฒนาเครือข่าย กิจกรรมชุมชน และการผนวก Aster Perpetual DEX เข้าสู่ระบบนิเวศ FLOQ

    จาการ์ตา, อินโดนีเซีย (10 กันยายน 2569) — FLOQ แพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์คริปโตรายใหญ่ของอินโดนีเซียที่มีผู้ใช้งานลงทะเบียนกว่า 1.8 ล้านราย ประกาศลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MoU) กับ ASTER แพลตฟอร์มเทรดแบบกระจายศูนย์ (DEX) ชื่อดัง ในงาน Indonesia Blockchain Week (IDBW) 2026 เพื่อขยายการเข้าถึงผลิตภัณฑ์และระบบนิเวศ Web3 ให้กับผู้ใช้งานชาวอินโดนีเซียในวงกว้างมากขึ้น

    ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่สะท้อนว่าตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังกลายเป็นสมรภูมิสำคัญของผู้เล่นระดับโลกในวงการ DeFi และ Perpetual DEX โดยเฉพาะอินโดนีเซียที่มีประชากรผู้ใช้งานคริปโตหนาแน่นที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาค

    เนื้อหาความร่วมมือ: ตั้งแต่ระบบแนะนำเพื่อน ไปจนถึงการพัฒนาเครือข่าย

    ภายใต้ MoU ฉบับนี้ ทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันศึกษาความเป็นไปได้ในหลายด้าน ได้แก่ การพัฒนาโปรแกรมแนะนำเพื่อน (referral program) กิจกรรมกระตุ้นชุมชนคริปโต การขยายการสนับสนุนเครือข่ายเนทีฟของ ASTER รวมถึงรูปแบบการผนวกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับบริบทของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลในอินโดนีเซีย

    Yudhono Rawis ซีอีโอและผู้ก่อตั้ง FLOQ ระบุว่า ความร่วมมือนี้เป็นก้าวต่อยอดจากแรงตอบรับที่ดีของ ASTER ในระบบนิเวศของ FLOQ อยู่แล้ว โดยนับตั้งแต่ ASTER เข้าจดทะเบียนบน FLOQ เมื่อเดือนตุลาคม 2568 ปัจจุบันมีผู้ใช้งาน FLOQ ถือครองเหรียญ ASTER แล้วราว 1,500 ราย และเหรียญดังกล่าวยังติดอันดับ 1 ใน 10 สินทรัพย์คริปโตที่มีการซื้อขายมากที่สุดบนแพลตฟอร์มอย่างต่อเนื่อง

    ปัจจุบัน FLOQ รองรับการซื้อขาย ASTER ผ่านเครือข่าย BNB Chain ขณะที่การรองรับเครือข่ายเนทีฟของ ASTER โดยตรงเป็นหนึ่งในประเด็นที่อยู่ระหว่างการประเมิน เพื่อเพิ่มทั้งการเข้าถึงและสภาพคล่องให้กับนักลงทุน

    “การลงนาม MoU ครั้งนี้สะท้อนถึงแรงดึงดูดที่เราเห็นเองในระบบนิเวศของ FLOQ รวมถึงความสนใจร่วมกันที่จะสำรวจก้าวต่อไปของความร่วมมือนี้ ASTER แสดงให้เห็นถึงกิจกรรมการซื้อขายที่แข็งแกร่งในกลุ่มผู้ใช้ของเรา และเรามองเห็นโอกาสที่จะขยายความร่วมมือต่อไป ตั้งแต่การเข้าถึงสินทรัพย์ ไปจนถึงศักยภาพในการผนวกผลิตภัณฑ์ การขยายเครือข่าย และกิจกรรมกระตุ้นชุมชน” — Yudhono Rawis

    “อินโดนีเซียเป็นตลาดสำคัญสำหรับการเติบโตของ Web3 ในเฟสถัดไป และเรามองเห็นศักยภาพที่ยิ่งใหญ่ในการทำงานร่วมกับ FLOQ เพื่อทำให้ผลิตภัณฑ์และระบบนิเวศของ ASTER เข้าถึงผู้ใช้งานในอินโดนีเซียได้ง่ายขึ้น FLOQ มีเครือข่ายการกระจายสินค้าในประเทศที่แข็งแกร่ง มีฐานชุมชนที่กว้างขวาง และเข้าใจตลาดอินโดนีเซียเป็นอย่างดี ขณะที่ ASTER นำเสนอโครงสร้างพื้นฐานการเทรดแบบกระจายศูนย์และระบบนิเวศผลิตภัณฑ์ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ผ่านความร่วมมือครั้งนี้ เราหวังว่าจะได้ค้นหาแนวทางใหม่ ๆ ในการเชื่อมโยงผู้ใช้งานชาวอินโดนีเซียเข้ากับผลิตภัณฑ์และโอกาสของ Web3 ระดับโลก” — โฆษกของ ASTER

    รู้จัก ASTER: DEX เพอร์เพชวลที่เกิดจากการควบรวมสองโปรเจกต์

    ASTER คือแพลตฟอร์มเทรดแบบกระจายศูนย์ที่นำโดย Leonard ในตำแหน่งซีอีโอ โดยให้บริการทั้งการเทรด spot และ perpetual สำหรับผู้ใช้งานแบบ on-chain แพลตฟอร์มนี้เกิดขึ้นจากการควบรวมกันระหว่าง Astherus โปรโตคอลที่เน้นด้าน yield กับ APX Finance แพลตฟอร์มเทรด perpetual แบบกระจายศูนย์ ก่อนรวมขีดความสามารถของทั้งสองโครงการไว้ภายใต้แบรนด์ Aster

    ที่น่าสนใจคือ ASTER ได้รับการสนับสนุนจาก YZi Labs ซึ่งเดิมรู้จักกันในชื่อ Binance Labs และเป็นหนึ่งในบริษัทที่อยู่ในพอร์ตการลงทุนของ YZi Labs ด้วย โดยแพลตฟอร์มถูกออกแบบมาเพื่อรองรับทั้งนักลงทุนรายย่อยและเทรดเดอร์มืออาชีพ พร้อมฟีเจอร์การเทรดแบบมัลติเชน ระบบคำสั่งซื้อขายขั้นสูง โครงสร้างพื้นฐานที่เน้นความเป็นส่วนตัว และรองรับตลาด perpetual แบบกระจายศูนย์

    ผลิตภัณฑ์เรือธงที่อาจมาถึงระบบนิเวศ FLOQ

    หนึ่งในประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายกำลังหารือกันคือความเป็นไปได้ในการนำ Aster Perpetual DEX เข้ามาอยู่ในระบบนิเวศของ FLOQ นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังสำรวจความเป็นไปได้ที่ ASTER จะกลายเป็นพันธมิตรผูกขาดด้านการเทรด perpetual ในฝั่งกระเป๋าเงินดิจิทัล (wallet) อย่างไรก็ตาม รูปแบบการผนวกรวม กลไกทางเทคนิค และไทม์ไลน์การเปิดตัว ยังอยู่ระหว่างการหารือและรอการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลตลาดหลักทรัพย์และสำนักงานกำกับหลักทรัพย์ของอินโดนีเซีย (OJK)

    นอกเหนือจากการผนวกผลิตภัณฑ์แล้ว ทั้งสองฝ่ายยังวางแผนพัฒนาโปรแกรมแนะนำเพื่อนที่มีการแบ่งปันรายได้ (revenue sharing) จากธุรกรรมที่เกิดขึ้นผ่านความร่วมมือนี้ พร้อมทั้งกิจกรรมกระตุ้นชุมชนเพื่อแนะนำ ASTER ให้กับชุมชนคริปโตในอินโดนีเซีย

    สำหรับผู้ที่ยังไม่คุ้นเคยกับคำว่า “Perpetual DEX” อธิบายง่าย ๆ คือแพลตฟอร์มที่เปิดให้ผู้ใช้งานเทรดสัญญา perpetual แบบ on-chain โดยไม่มีวันหมดอายุเหมือนสัญญา futures แบบดั้งเดิม ซึ่งความสามารถของ ASTER ในด้านนี้เองที่เป็นหนึ่งในเหตุผลเชิงกลยุทธ์ที่ทำให้ FLOQ สนใจสำรวจการผนวกผลิตภัณฑ์ในระดับที่ลึกขึ้น

    ดันการเติบโตของ Web3 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    สำหรับ FLOQ ความร่วมมือครั้งนี้เปิดโอกาสให้ ASTER เข้าถึงฐานผู้ใช้งานที่ลงทะเบียนแล้วกว่า 1.8 ล้านราย ซึ่งมีกิจกรรมการซื้อขาย ASTER อย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว นอกจากนี้ยังต่อยอดจากความร่วมมือที่ FLOQ มีอยู่กับพันธมิตรรายอื่น เช่น Tiket, Telkomsel และ Blibli โดยการผสมผสานช่องทางการกระจายสินค้า การเข้าถึงชุมชน และความเข้าใจลักษณะเฉพาะของตลาดอินโดนีเซีย อาจกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยเร่งการเติบโตและขยายการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ของ ASTER ในวงกว้างขึ้น

    ในส่วนของ ASTER นั้นนำผลิตภัณฑ์ perpetual DEX ที่เปิดให้ผู้ใช้งานเทรดตรงจากกระเป๋าเงินดิจิทัลของตนเองมาสู่ความร่วมมือ พร้อมทั้งสภาพคล่อง ศักยภาพในการผนวกผลิตภัณฑ์เข้ากับ wallet และโครงสร้างโปรแกรมแนะนำเพื่อนที่สามารถพัฒนาร่วมกันได้ในอนาคต ความร่วมมือครั้งนี้จึงมีศักยภาพที่จะเชื่อมโยงผลิตภัณฑ์ Web3 ระดับโลกเข้ากับบริบทของตลาดและช่องทางการกระจายในระดับท้องถิ่นของอินโดนีเซีย

    อีกหนึ่งจุดที่น่าจับตาคือผลิตภัณฑ์ Pre-IPO Perpetuals ของ ASTER ซึ่งเปิดโอกาสให้นักลงทุนได้รับความเสี่ยง (exposure) ต่อมูลค่าบริษัทเอกชนก่อนเข้าตลาดหลักทรัพย์ อาทิ สัญญา $SPCX ที่อ้างอิงกับ SpaceX โดยปริมาณการซื้อขายสินทรัพย์โลกจริง (Real-World Asset หรือ RWA) ในลักษณะนี้บนแพลตฟอร์ม DEX ต่าง ๆ เติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพที่จะนำผลิตภัณฑ์ประเภทนี้เข้าสู่ตลาดอินโดนีเซียในอนาคต

    “สำหรับ FLOQ สิ่งสำคัญคือการทำให้เทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ Web3 ที่เติบโตในระดับโลกสามารถเข้าถึงผู้ใช้งานชาวอินโดนีเซียได้ ด้วยประสบการณ์ที่สอดคล้องกับความต้องการมากยิ่งขึ้น ASTER มีศักยภาพในด้าน perpetual DEX ขณะที่ FLOQ มีเครือข่ายการกระจายสินค้า ชุมชน และความเข้าใจตลาดท้องถิ่น การผสมผสานกันนี้เองที่เราต้องการสำรวจ เพื่อให้ความร่วมมือนี้สร้างคุณค่าที่แท้จริงให้กับผู้ใช้งาน พร้อมทั้งช่วยผลักดันการเติบโตของระบบนิเวศ Web3 ในอินโดนีเซีย” — Yudhono Rawis

    คำเตือนความเสี่ยง: การลงทุนในสินทรัพย์คริปโตมีความเสี่ยงสูง รวมถึงความเสี่ยงที่จะขาดทุนจากความผันผวนของราคาตลาด ข้อมูลทั้งหมดที่ปรากฏมีลักษณะเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น มิได้เป็นการชักชวน เสนอขาย ให้คำแนะนำ หรือคำแนะนำด้านการลงทุนแต่อย่างใด นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลและพิจารณาการตัดสินใจลงทุนอย่างรอบคอบก่อนทำธุรกรรมสินทรัพย์คริปโต และควรลงทุนให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้และความสามารถทางการเงินของตนเอง โดยไม่ใช้เงินทุนที่เกินกำลังความสามารถ

    ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ได้รับการเผยแพร่บน ด้วยเช่นกัน VRITIMES

  • P2P Lending ไทยยกระดับ: เมื่อหุ้นกลายเป็นหลักประกันเงินกู้

    P2P Lending ไทยยกระดับ: เมื่อหุ้นกลายเป็นหลักประกันเงินกู้

    ท่ามกลางการครองตลาดของสินเชื่อธนาคารแบบเดิม โมเดลธุรกิจใหม่กำลังดึงความสนใจในไทย: peer-to-peer lending ที่ให้ผู้ประกอบการใช้หุ้นในพอร์ตการลงทุนเป็นหลักประกันเพื่อขอเงินทุนหมุนเวียน แพลตฟอร์ม StockLend by Nestifly เป็นแพลตฟอร์ม P2P lending รายแรกและรายเดียวในไทยที่ได้รับใบอนุญาตอย่างเป็นทางการจากกระทรวงการคลังและอยู่ภายใต้การกำกับของธนาคารแห่งประเทศไทย

    กลไก StockLend ทำงานอย่างไร

    โมเดลธุรกิจของ Nestifly ทำหน้าที่เป็นตลาดดิจิทัลที่เชื่อมผู้ขอกู้กับนักลงทุนโดยตรง ผู้ประกอบการสามารถใช้หุ้นในพอร์ตการลงทุนเป็นหลักประกันเพื่อขอกู้ ทำให้ได้สภาพคล่องโดยไม่ต้องขายทรัพย์สินที่มีอยู่ สำหรับนักลงทุน แพลตฟอร์มนี้เสนอสินทรัพย์ประเภทใหม่ที่ให้ผลตอบแทนน่าสนใจภายใต้กรอบความเสี่ยงที่ชัดเจน

    นวัตกรรมนี้ตอบโจทย์ปัญหาจริง: ผู้ประกอบการไทยจำนวนมากมีพอร์ตหุ้นที่มีมูลค่าแต่ยังประสบปัญหาในการขอสินเชื่อเพราะไม่มีหลักประกันเป็นอสังหาริมทรัพย์หรือประวัติเครดิตทางการ

    TECHLEAD เข้ามาเป็นนักลงทุนเชิงกลยุทธ์

    ในเดือนมกราคม 2026 บริษัทเทคโนโลยีมหาชน TECHLEAD NPN ประกาศลงทุนและถือหุ้นใน Nestifly ถือเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ TECHLEAD ในการพัฒนาระบบนิเวศฟินเทคที่เชื่อมเทคโนโลยี การเงิน และโซลูชันดิจิทัล

    ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร TECHLEAD อิสรา เรืองสุขอุดม กล่าวว่าการลงทุนครั้งนี้สะท้อนความเชื่อมั่นในศักยภาพของแพลตฟอร์มที่ดำเนินงานภายใต้กรอบกฎหมายที่เหมาะสม TECHLEAD จะนำจุดแข็งด้านทรัพยากร เทคโนโลยี โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และองค์ความรู้ระบบการเงินมาเพิ่มประสิทธิภาพและขีดความสามารถของแพลตฟอร์ม Nestifly

    บริบทกฎเกณฑ์ P2P Lending ในไทย

    ภูมิทัศน์ P2P lending ไทยเติบโตต่อเนื่อง ข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทยระบุว่าถึงเดือนตุลาคม 2025 มีผู้ให้บริการ P2P lending 12 รายที่ได้รับใบอนุญาตจากกระทรวงการคลัง โดย 7 รายเริ่มดำเนินงานแล้ว Nestifly วางตำแหน่งเป็นผู้บุกเบิกด้วยโมเดลหลักประกันที่ไม่เหมือนใครในภูมิทัศน์นี้

    ความท้าทายและโอกาสข้างหน้า

    ความท้าทายหลักของโมเดลนี้อยู่ที่การบริหารความเสี่ยงเมื่อมูลค่าหลักประกันหุ้นผันผวน อย่างไรก็ตาม ด้วยการอยู่ภายใต้การกำกับอย่างเข้มงวดของธนาคารแห่งประเทศไทย Nestifly จึงใช้มาตรฐานความปลอดภัยของระบบตามข้อกำหนดหน่วยงานกำกับ การผสมผสานระหว่างการกำกับที่เข้มงวดและนวัตกรรมผลิตภัณฑ์คือสิ่งที่ทำให้แนวทางของไทยแตกต่างจากตลาด P2P lending ที่ผ่อนปรนกว่าในประเทศเพื่อนบ้าน

    สำหรับภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมของไทยที่เผชิญช่องว่างทางการเงินมานาน การมีโมเดลธุรกิจอย่าง StockLend เปิดทางเลือกจริง ไม่ใช่แค่แพลตฟอร์มสินเชื่อดิจิทัล แต่เป็นสะพานเชื่อมระหว่างตลาดทุนกับความต้องการสภาพคล่องของภาคธุรกิจ

  • นวัตกรรมยาของไทย: จากภูมิปัญญาท้องถิ่นยาสมุนไพรดั้งเดิม สู่มาตรฐานยาแผนปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีชีวภาพ

    นวัตกรรมยาของไทย: จากภูมิปัญญาท้องถิ่นยาสมุนไพรดั้งเดิม สู่มาตรฐานยาแผนปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีชีวภาพ

    ท่ามกลางการครองตลาดของยาเคมีสังเคราะห์ ประเทศไทยได้ค้นพบช่องว่างทางการตลาดที่ไม่มีประเทศใดในโลกทำได้: การทำให้ยาสมุนไพรทันสมัย ไทยเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศที่ประสบความสำเร็จในการผสานภูมิปัญญาการแพทย์แผนโบราณเข้ากับระบบสาธารณสุขแห่งชาติและอุตสาหกรรมยาเชิงพาณิชย์

    ศักยภาพความหลากหลายทางชีวภาพในฐานะวัตถุดิบยา

    ด้วยความอุดมสมบูรณ์ของพืชสมุนไพรมากกว่า 10,000 ชนิด ประเทศไทยจึงมี “ห้องสมุดธรรมชาติ” ที่น่าทึ่ง บริษัทอย่าง โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร และ สยามเฮอร์เบิล อินโนเวชั่น กำลังวิจัยสารสกัดจาก ฟ้าทะลายโจร (Andrographis paniculata) และ กระชายดำ (Kaempferia parviflora) อย่างจริงจัง การวิจัยนี้ไม่ได้หยุดอยู่แค่ยาต้มสมุนไพร แต่ก้าวไปถึงขั้นการทดลองทางคลินิกเพื่อยืนยันขนาดยา ประสิทธิภาพ และความปลอดภัย

    การทำมาตรฐานยาสมุนไพร: กุญแจสู่การยอมรับระดับโลก

    ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดของผลิตภัณฑ์สมุนไพรคือความสม่ำเสมอของคุณภาพ อุตสาหกรรมยาของไทยตอบโจทย์นี้ด้วยเทคโนโลยี โครมาโทกราฟีของเหลวสมรรถนะสูง (HPLC) และ แก๊สโครมาโทกราฟี-แมสสเปกโตรเมตรี (GC-MS) เทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยรับประกันว่าแต่ละแคปซูลหรือยาเม็ดที่ผลิตออกมามีปริมาณสารออกฤทธิ์เท่ากันทุกชุด นวัตกรรมนี้ยกระดับผลิตภัณฑ์จาก “อาหารเสริม” ขึ้นเป็น ไฟโตฟาร์มาซูติคอล (Phytopharmaceuticals) หรือยาแผนปัจจุบันที่ได้จากพืช ซึ่งแพทย์สามารถสั่งจ่ายได้ในโรงพยาบาลใหญ่

    กรณีศึกษาจริง: ความสำเร็จระดับโลกของสารสกัดขมิ้นชันและตะไคร้

    ตลาดส่งออกเครื่องสำอางและผลิตภัณฑ์เสริมอาหารทั่วโลกต่างกระหายวัตถุดิบธรรมชาติจากไทย บริษัทอย่าง บางกอก แล็บ แอนด์ คอสเมติค ได้คิดค้นการผลิต นาโนพาร์ติเคิลเคอร์คูมิน จากขมิ้นชัน ซึ่งมีชีวปริมาณออกฤทธิ์ (bioavailability) สูงกว่าผงขมิ้นชันธรรมดาถึง 10 เท่า นวัตกรรมนี้แก้ปัญหาคลาสสิกที่ร่างกายมนุษย์ดูดซึมสารออกฤทธิ์จากสมุนไพรได้ยาก

    ศูนย์พันธุวิศวกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพแห่งชาติ (BIOTEC) รายงานว่าการลงทุนด้านการวิจัยเภสัชเวทเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในช่วงปี 2025-2026 โดยมุ่งเน้นการพัฒนายาสำหรับโรคความเสื่อมและชะลอวัย สิ่งนี้ทำให้ไทยไม่ได้เป็นเพียงผู้ส่งออกวัตถุดิบอีกต่อไป แต่เป็นผู้ส่งออกสิทธิบัตรและสูตรสมุนไพรอัจฉริยะ นวัตกรรมนี้ทำให้ไทยยืนอยู่แถวหน้าของอุตสาหกรรม เวชศาสตร์ชะลอวัย (longevity medicine) ระดับโลก