Author: vritimes

  • “School Trip: Joined a Group I'm Not Close To” ซีซัน 2 กำลังจะมา! ย้อนดู ซีซัน 1 แบบมาราธอน

    “School Trip: Joined a Group I’m Not Close To” ซีซัน 2 กำลังจะมา! ย้อนดู ซีซัน 1 แบบมาราธอน

    \เตรียมพร้อมสำหรับซีซัน 2!/
    School Trip: Joined a Group I’m Not Close To
    ประกาศจัด Revival Watching Party แล้ว!

    ซีรีส์ดราม่าเรื่อง “School Trip: Joined a Group I’m Not Close To” ซึ่งออกอากาศทาง ABC TV ประเทศญี่ปุ่นเมื่อช่วงฤดูใบไม้ร่วงที่ผ่านมา กำลังกลับมาอีกครั้งในซีซัน 2

    เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองการกลับมาของซีซัน 2 จึงมีการจัดงาน “School Trip: Joined a Group I’m Not Close To: Revival Watching Party” ขึ้นในไต้หวัน ฮ่องกง และประเทศไทย ในวันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคมนี้

    “School Trip: Joined a Group I’m Not Close To” เป็นซีรีส์โรแมนติกวัยรุ่นที่เล่าเรื่องราวของเด็กหนุ่มธรรมดาคนหนึ่ง ซึ่งพบว่าตัวเองต้องอยู่กลุ่มเดียวกับหนุ่มหล่อและหนุ่มฮอตที่สุด 4 คนของโรงเรียนระหว่างทริปโรงเรียน และเรื่องราวความรักที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นระหว่างเขากับหนึ่งในนั้น ซึ่งเป็นเด็กหนุ่มจริงใจและจิตใจดี แต่กลับมีมุมขี้หึงที่คาดไม่ถึง

    ซีรีส์เรื่องนี้ได้รับความสนใจจากผู้ชมตั้งแต่เริ่มออกอากาศ ก่อนตอนจบของซีซัน 1 ยังมีการจัดฉายล่วงหน้ารอบพิเศษ พร้อมการปรากฏตัวของนักแสดงนำ ซึ่งสร้างความตื่นเต้นให้กับแฟนๆ ทั่วประเทศญี่ปุ่น ความนิยมของซีรีส์ยังคงต่อเนื่องแม้ซีซันจะจบลงแล้ว โดยมีการจัดแฟนมีตติ้งทั้งในญี่ปุ่นและต่างประเทศ

    ขณะนี้ ซีซัน 2 ที่แฟนๆ รอคอยกำลังจะกลับมาในช่วงฤดูใบไม้ร่วงนี้ และแฟนๆ จะได้ย้อนกลับไปสัมผัสจุดเริ่มต้นของเรื่องราวอีกครั้ง กับการฉายมาราธอนสุดพิเศษครบทั้ง 10 ตอนของซีซัน 1!

    ก่อนที่ซีซัน 2 จะกลับมาในช่วงฤดูใบไม้ร่วงนี้ มาร่วมงานสุดพิเศษครั้งนี้และย้อนชมเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นจนถึงตอนนี้แบบรวดเดียวจบ! มาสัมผัสทุกความรู้สึกและความตื่นเต้นอีกครั้งบนจอภาพยนตร์ พร้อมเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับเรื่องราวที่จะเกิดขึ้นในซีซัน 2!

    เตรียมพบกับกิจกรรมจับรางวัลสุดพิเศษ ลุ้นรับการ์ดพร้อมลายเซ็นจากนักแสดงนำทั้ง 5 คน

    สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม กรุณาติดตามข้อมูลผ่านเว็บไซต์ของโรงภาพยนตร์แต่ละแห่ง

    【Outline】
    <เรื่อง>

    School Trip: Joined a Group I’m Not Close to: Revival Watching Party

    <วันและเวลา> 
    เริ่มฉายเวลา 13:00 น. (เวลาท้องถิ่น) วันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคม 2569

     – ซีซัน 1 ทั้ง 10 ตอนจะฉายครบทั้งหมด
     – ไม่มีช่วงพักระหว่างการฉาย
     – ไม่มีการปรากฏตัวของนักแสดง
     – การฉายจะเริ่มตรงตามเวลาที่กำหนด
     – ผู้เข้าชมจะได้รับของที่ระลึกสุดพิเศษจากซีซัน 2

    <สถานที่> 
    ฮ่องกง:MCL K11 Art House
    ไตหวัน:台北欣欣秀泰影城
    ประเทศไทย:Paragon Cineplex

    【คำเตือน】
    《เกี่ยวกับการฉาย》

    ・รอบนี้จัดขึ้นเพื่อให้ผู้ชมได้สนุกสนานร่วมกันเหมือนกับการชมการแสดงสดทั่วไป ภายในโรงอาจมีการปรบมือหรือส่งเสียง ดังนั้นโปรดทำความเข้าใจเงื่อนไขนี้ก่อนทำการซื้อบัตร
    ・เนื่องจากเป็นกิจกรรมที่มีการถ่ายทอดสด อาจเกิดเหตุขัดข้องของภาพและสัญญาณเสียงได้
    ・ในกรณีที่เกิดแผ่นดินไหวหรือมีสัญญาณแจ้งเตือนภัยพิบัติ ทางโรงภาพยนตร์อาจต้องระงับการฉายชั่วคราวเพื่อความปลอดภัยของทุกคน

    《เกี่ยวกับการถ่ายภาพและการบันทึกเสียง》
    ・ห้ามบันทึกเสียง ถ่ายภาพ หรือถ่ายวิดีโอหน้าจอด้วยกล้อง โทรศัพท์มือถือ หรืออุปกรณ์อื่นใดโดยเด็ดขาด การทำซ้ำหรือเผยแพร่เนื้อหาบนอินเทอร์เน็ตโดยไม่ได้รับอนุญาตอาจมีผลทางกฎหมาย
    ・หากตรวจพบการบันทึกภาพหรือเสียงดังกล่าวภายในโรงภาพยนตร์ คุณจะถูกขอให้ลบเนื้อหาและเชิญให้ออกจากพื้นที่ทันที ทั้งนี้ จะไม่มีการคืนเงินค่าบัตรไม่ว่ากรณีใดๆ

    《เกี่ยวกับโรงภาพยนตร์》
    ・เวลาฉายที่แสดง ณ โรงภาพยนตร์แต่ละแห่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย นอกจากนี้ หากการแสดงใช้เวลาเกินกว่ากำหนดอย่างมาก อาจมีการยุติการฉายก่อนเวลา
    ・โปรดทราบว่าอาจมีการบันทึกภาพหรือวิดีโอภายในโรงภาพยนตร์เพื่อการบันทึกข้อมูลหรือการประชาสัมพันธ์ โดยภาพและวิดีโอที่บันทึกไว้อาจถูกนำไปใช้ในสื่อต่างๆ

    《เรื่องที่นั่ง》 
    เนื่องจากผังที่นั่งของโรงภาพยนตร์แต่ละแห่ง ผู้ที่มาเป็นกลุ่มอาจไม่ได้นั่งติดกัน 

    ข้อมูลที่ระบุไว้อาจมีการเปลี่ยนแปลงโดยไม่ต้องแจ้งให้ทราบล่วงหน้า

    School Trip: Joined a Group I’m Not Close to: Revival Watching Party
    Organized by:ABC
    Distributed by:LIVE VIEWING JAPAN / LIVE VIEWING ENTERTAINMENT

    ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ได้รับการเผยแพร่บน ด้วยเช่นกัน VRITIMES

  • VRITIMES Thailand ร่วมเป็น Media Partner งาน 55th Intrigue MAdVerse Bangkok พร้อมแนะนำแพลตฟอร์มบนเวที

    VRITIMES Thailand ร่วมเป็น Media Partner งาน 55th Intrigue MAdVerse Bangkok พร้อมแนะนำแพลตฟอร์มบนเวที

    VRITIMES Thailand ร่วมเป็น Media Partner ในงาน 55th Intrigue MAdVerse Bangkok เมื่อวันที่ 15 กันยายน 2026 ณ Jasmine City Hotel กรุงเทพฯ โดย Ferry Bayu ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ได้แนะนำ VRITIMES บนเวที พร้อมทีมงานประเทศไทยที่ให้ข้อมูลบริการกระจายข่าวประชาสัมพันธ์และพบปะผู้เข้าร่วมงานบริเวณบูท

    กรุงเทพฯ ประเทศไทย – 16 กันยายน 2026 – VRITIMES Thailand แพลตฟอร์มเผยแพร่และกระจายข่าวประชาสัมพันธ์ เข้าร่วมเป็นพันธมิตรด้านสื่อ (Media Partner) ในงาน 55th Intrigue MAdVerse Bangkok ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2026 ณ Jasmine City Hotel กรุงเทพฯ พร้อมแนะนำบริการแก่ผู้เข้าร่วมงานทั้งบนเวทีและบริเวณบูทของบริษัท

    ภายในงาน Ferry Bayu ผู้ร่วมก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (Co-Founder / CEO) ของ VRITIMES ได้มีโอกาสแนะนำบริษัทบนเวที โดยการเข้าร่วมครั้งนี้เปิดโอกาสให้ VRITIMES ได้พบปะและเชื่อมต่อกับบุคลากรในแวดวงการตลาดและการสื่อสารโดยตรง

    งานดังกล่าวจัดโดย Salesgasm ภายใต้แนวคิดที่ให้ความสำคัญกับการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างผู้คนในโลกธุรกิจที่ขับเคลื่อนด้วย AI โดยเป็นพื้นที่พบปะระหว่างผู้บริหารด้านการตลาด นักการตลาด แบรนด์ เอเจนซี และผู้ให้บริการโซลูชัน

    กำหนดการของงานครอบคลุมประเด็นการใช้ AI เพื่อสร้างผลลัพธ์ทางการตลาด เส้นทางการตัดสินใจซื้อของลูกค้า คอนเทนต์วิดีโอ ระบบการตลาดอัตโนมัติ และการทำงานร่วมกับครีเอเตอร์ โดยเชื่อมโยงการใช้เทคโนโลยีเข้ากับความเข้าใจลูกค้าและการรักษาความเป็นมนุษย์ในการสื่อสารของแบรนด์

    บริเวณบูท VRITIMES Thailand มี Pornprom “IQ” Khantee, Country Manager – Thailand ร่วมให้ข้อมูลบริการและพูดคุยกับผู้เข้าร่วมงานเกี่ยวกับการใช้ข่าวประชาสัมพันธ์เพื่อสื่อสารข่าวสารของธุรกิจ ผลิตภัณฑ์ ความร่วมมือ และกิจกรรมต่าง ๆ ผ่านเครือข่ายสื่อออนไลน์

    ผู้สนใจสามารถศึกษาเอกสารแนะนำบริการและข้อมูลแพ็กเกจ พร้อมสอบถามรายละเอียดกับทีมงานโดยตรง เพื่อพิจารณาว่าการกระจายข่าวประชาสัมพันธ์สามารถนำไปใช้สนับสนุนแผน PR และ Marketing ขององค์กรได้อย่างไร

    การเข้าร่วมงานในฐานะ Media Partner ครั้งนี้เป็นโอกาสให้ VRITIMES Thailand ได้สร้างความสัมพันธ์กับแบรนด์ เอเจนซี และผู้ประกอบการ พร้อมแนะนำแพลตฟอร์มที่ลูกค้าสามารถเขียน จัดการ และส่งข่าวประชาสัมพันธ์เพื่อเผยแพร่ผ่าน Dashboard ได้ด้วยตนเอง โดย VRITIMES ช่วยกระจายข่าวไปยังเครือข่ายสื่อออนไลน์ เพื่อสนับสนุนการสื่อสารข่าวสารของธุรกิจ

    ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ได้รับการเผยแพร่บน ด้วยเช่นกัน VRITIMES

  • Ondo Finance จับมือ FLOQ เปิดทางหุ้นและ ETF สหรัฐฯ แบบโทเคนสู่นักลงทุนอินโดนีเซีย

    Ondo Finance จับมือ FLOQ เปิดทางหุ้นและ ETF สหรัฐฯ แบบโทเคนสู่นักลงทุนอินโดนีเซีย

    จาการ์ตา — 15 กันยายน 2569 บริษัท Ondo Finance ผู้พัฒนาเทคโนโลยีโทเคนหลักทรัพย์รายใหญ่ของสหรัฐฯ และ FLOQ แพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลที่ได้รับใบอนุญาตจากหน่วยงานกำกับดูแลของอินโดนีเซีย ได้ลงนามบันทึกความเข้าใจ (MoU) เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ในการนำ “หุ้นและกองทุน ETF สหรัฐฯ ในรูปแบบโทเคน” เข้าสู่ตลาดอินโดนีเซีย โดยการลงนามเกิดขึ้นระหว่างงาน Indonesia Blockchain Week (IDBW) 2026 ที่กรุงจาการ์ตา หลังจบเวทีเสวนาว่าด้วยอนาคตของหุ้นและ ETF สหรัฐฯ ในรูปแบบดิจิทัล

    ความร่วมมือครั้งนี้ยังอยู่ในขั้นเริ่มต้น โดยทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันประเมินความเป็นไปได้ด้านผลิตภัณฑ์ ช่องทางจัดจำหน่ายในประเทศ การให้ความรู้แก่ผู้ใช้งาน ข้อกำหนดทางเทคนิค ตลอดจนแนวทางด้านกฎระเบียบที่จำเป็น ก่อนที่ผลิตภัณฑ์ประเภทนี้จะสามารถเปิดให้บริการจริงผ่าน FLOQ ได้

    ตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลอินโดนีเซียเติบโตต่อเนื่อง

    ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นท่ามกลางการเติบโตของอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลในอินโดนีเซีย โดยสำนักงานกำกับหลักทรัพย์และการเงินของอินโดนีเซีย (OJK) รายงานว่าในเดือนมิถุนายน 2569 มีผู้ใช้งานสินทรัพย์ดิจิทัลและคริปโทเคอร์เรนซีมากถึง 22.69 ล้านราย ขณะที่มูลค่าธุรกรรมคริปโทในเดือนเดียวกันอยู่ที่ราว 2.858 หมื่นล้านรูเปียห์ ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่าอินโดนีเซียเป็นหนึ่งในตลาดที่มีความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานคริปโทและฐานผู้ใช้งานจำนวนมาก ซึ่งอาจเป็นจุดเชื่อมต่อไปสู่การเข้าถึงสินทรัพย์ในตลาดทุนโลกผ่านเทคโนโลยีโทเคน

    Ondo Stocks คืออะไร

    Ondo Finance เป็นหนึ่งในผู้ให้บริการโทเคนหลักทรัพย์ในตลาดสาธารณะรายใหญ่ที่สุดราย หนึ่ง ผ่านผลิตภัณฑ์ที่เรียกว่า Ondo Stocks ซึ่งเปิดให้นักลงทุนนอกสหรัฐฯ เข้าถึงผลตอบแทนทางเศรษฐกิจของหุ้นและ ETF สหรัฐฯ ที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ผ่านโทเคนที่ออกโดย Ondo Global Markets (BVI) Limited ปัจจุบันบริษัทมีหุ้นและ ETF ในรูปแบบโทเคนมากกว่า 430 รายการ โดยมีหุ้นอ้างอิงจริงถือครองอยู่กับโบรกเกอร์ที่จดทะเบียนในสหรัฐฯ และมีมูลค่าสินทรัพย์ภายใต้การดูแล (TVL) ทะลุ 1,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ไปแล้วตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2569 หรือไม่ถึง 8 เดือนหลังเปิดตัว

    สินทรัพย์ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาว่าจะนำมาให้บริการในอินโดนีเซีย รวมถึงหุ้นบริษัทเทคโนโลยีชื่อดังของสหรัฐฯ อย่าง Nvidia, Apple, Amazon, Alphabet, Meta และ Tesla รวมถึงกองทุน ETF รายใหญ่อย่าง SPDR S&P 500 ETF Trust (SPY) และ Invesco QQQ อย่างไรก็ตาม ทั้งสองบริษัทย้ำว่ายังไม่มีการยืนยันผลิตภัณฑ์ใดที่จะเปิดให้บริการจริง และทุกอย่างยังต้องผ่านการพิจารณาด้านกฎหมาย การปฏิบัติตามกฎระเบียบ และมาตรฐานทางเทคนิคของ OJK ก่อน

    เสียงจากผู้บริหารทั้งสองฝ่าย

    รานีอา ราฮาร์จา ผู้อำนวยการอาวุโสประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกของ Ondo Finance ระบุว่าอินโดนีเซียมีชุมชนนักลงทุนสินทรัพย์ดิจิทัลที่ตื่นตัวและมีขนาดใหญ่ ทำให้เป็นตลาดสำคัญสำหรับการขยายตัวของหลักทรัพย์แบบโทเคน และมองว่า FLOQ เป็นพันธมิตรท้องถิ่นที่จะช่วยให้บริษัทศึกษาแนวทางการนำสินทรัพย์เหล่านี้เข้าถึงผู้ใช้งานอย่างมีความรับผิดชอบ

    ด้าน ยุฒโธโน ราวิส ผู้ก่อตั้งและซีอีโอของ FLOQ กล่าวในทำนองว่า ก้าวต่อไปของตลาดดิจิทัลอินโดนีเซียไม่ใช่แค่การเพิ่มจำนวนสินทรัพย์ แต่คือการหาทางเชื่อมโยงผลิตภัณฑ์การเงินระดับโลกให้ผู้ใช้งานในประเทศเข้าถึงได้อย่างปลอดภัยและถูกต้องตามกฎระเบียบ โดยมองว่าจุดแข็งของ Ondo Finance ด้านเทคโนโลยีโทเคนหลักทรัพย์ ผนวกกับเครือข่ายการจัดจำหน่ายในประเทศของ FLOQ จะสร้างโอกาสที่น่าสนใจร่วมกัน

    ความแตกต่างที่ผู้ลงทุนต้องเข้าใจ

    ในเวทีเสวนาช่วงงาน IDBW 2026 ซึ่งมีทั้งตัวแทนจาก Ondo Finance, นักเทรดและนักการศึกษาด้านคริปโทชาวอินโดนีเซีย รวมถึงพันธมิตรจากบริษัทร่วมทุน ได้มีการหยิบยกประเด็นสำคัญเกี่ยวกับความแตกต่างระหว่างการถือครองหลักทรัพย์โดยตรง การถือครองผ่านโทเคนที่อ้างอิงผลตอบแทนทางเศรษฐกิจ และการถือครองโทเคนของระบบนิเวศ (ecosystem token) ซึ่งแต่ละรูปแบบมีสิทธิ กลไก และระดับความเสี่ยงที่แตกต่างกัน ทั้งสองบริษัทจึงวางแผนจัดกิจกรรมให้ความรู้แก่ผู้ใช้งาน ครอบคลุมกลไกการออกและไถ่ถอนโทเคน ความสัมพันธ์ระหว่างโทเคนกับสินทรัพย์อ้างอิง ตลอดจนความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนควรทราบก่อนตัดสินใจ

    Ondo Stocks ออกแบบให้มีสินทรัพย์หนุนหลังเต็มจำนวนจากหุ้น ETF และเงินสดที่ถือครองอยู่กับโบรกเกอร์ในสหรัฐฯ พร้อมมีผู้ตรวจสอบอิสระคอยตรวจทานสินทรัพย์หนุนหลังอย่างสม่ำเสมอ โดยแนวคิดหลักคือการเชื่อมสภาพคล่องบนบล็อกเชนเข้ากับสภาพคล่องของตลาดหลักทรัพย์ดั้งเดิม แทนที่จะสร้างสระสภาพคล่องแยกต่างหากบนบล็อกเชน

    มุมมองต่อภูมิภาค

    แม้ MoU ฉบับนี้จะเจาะจงตลาดอินโดนีเซีย แต่สะท้อนเทรนด์ที่กำลังเกิดขึ้นทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งรวมถึงไทย ที่ผู้ลงทุนรายย่อยจำนวนมากให้ความสนใจสินทรัพย์ดิจิทัลและมองหาช่องทางเข้าถึงหุ้นสหรัฐฯ ผ่านเทคโนโลยีใหม่ ๆ ความเคลื่อนไหวของ Ondo Finance ในอินโดนีเซียจึงอาจเป็นกรณีศึกษาที่น่าจับตาสำหรับผู้กำกับดูแลและผู้ประกอบการในตลาดเพื่อนบ้านอย่างไทย ว่าการนำหุ้นและ ETF ต่างประเทศมาอยู่ในรูปแบบโทเคนจะถูกควบคุมดูแลและให้ความรู้แก่ผู้ลงทุนอย่างไรให้เกิดความปลอดภัยสูงสุด

    ทั้งนี้ ทุกกิจกรรมสื่อสารด้านผลิตภัณฑ์และการดำเนินการเชิงพาณิชย์ในอนาคตของทั้งสองบริษัท ยังคงต้องอยู่ภายใต้ข้อกำหนดทางกฎหมาย การปฏิบัติตามกฎระเบียบ และการกำกับดูแลที่บังคับใช้ในอินโดนีเซียต่อไป

    ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ได้รับการเผยแพร่บน ด้วยเช่นกัน VRITIMES

  • CUTE TAMAGON กับการเปลี่ยนอารมณ์ในชีวิตประจำวันให้กลายเป็นคาแรกเตอร์ที่คนอยากสะสม

    CUTE TAMAGON กับการเปลี่ยนอารมณ์ในชีวิตประจำวันให้กลายเป็นคาแรกเตอร์ที่คนอยากสะสม

    CUTE TAMAGON นำอารมณ์และช่วงเวลาที่คุ้นเคยในชีวิตประจำวันมาถ่ายทอดผ่านคาแรกเตอร์ในคอลเลกชัน Bad Mood Keeper Series พร้อมสร้างเรื่องราวและบุคลิกที่หลากหลาย เพื่อเชื่อมโยงคาแรกเตอร์เข้ากับความรู้สึกของนักสะสมในรูปแบบที่เข้าถึงง่ายและน่าจดจำ

    ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ได้รับการเผยแพร่บน ด้วยเช่นกัน VRITIMES

  • Kidz and Kitz เสริมทัพพอร์ตฯ ป๊อปคัลเจอร์ คว้าสิทธิ์ MANYC ค่ายการ์ดสะสมระดับพรีเมียม นำเข้า 3 IPs ยักษ์ยอดฮิต จากญี่ปุ่น ลุยตลาดไทย

    Kidz and Kitz เสริมทัพพอร์ตฯ ป๊อปคัลเจอร์ คว้าสิทธิ์ MANYC ค่ายการ์ดสะสมระดับพรีเมียม นำเข้า 3 IPs ยักษ์ยอดฮิต จากญี่ปุ่น ลุยตลาดไทย

    บริษัท คิดซ์ แอนด์ คิทซ์ จำกัด (Kidz and Kitz) ผู้นำอันดับ 1 ในตลาดเทรดดิ้งการ์ดเกม และการ์ดสะสมในประเทศไทย ด้วยส่วนแบ่งทางการตลาดกว่า 50% ประกาศยุทธศาสตร์ความร่วมมือครั้งสำคัญด้วยการคว้าสิทธิ์เป็นตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการแต่เพียงผู้เดียวในประเทศไทย (Sole Official Distributor) ให้กับ MANYC (Guangzhou MANYC Cultural Technology Co., Ltd.) ค่ายผู้ผลิตการ์ดสะสมพรีเมียมระดับสากล ประเดิมส่ง 3 IP แฟรนไชส์ความบันเทิงระดับโลก Jujutsu Kaisen (มหาเวทย์ผนึกมาร), Haikyu!! (ไฮคิว!! คู่ตบฟ้าประทาน) และ Solo Leveling (โซโลเลเวลลิง) บุกตลาดการ์ดสะสม (Collectibles Card) ขยายฐานลูกค้าสู่กลุ่ม Kidult และแฟนคลับอนิเมะ-เว็บตูนทั่วประเทศ

    ยุทธศาสตร์ขยายพอร์ตโฟลิโอ: เจาะตลาด Emotional & Pop Art Asset

    นายจรกฤตย์ กิจเลิศไพโรจน์ ผู้ช่วยผู้บริหารระดับสูง บริษัท
    คิดซ์ แอนด์ คิทซ์ จำกัด เปิดเผยว่า “ตลาดการ์ดสะสมในประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่ยุค
    Hyper-Growth ที่พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนจากการซื้อเพื่อเล่นแข่งขัน (TCG
    Gameplay) มาเป็นการซื้อเพื่อตอบสนองคุณค่าทางอารมณ์ สะสมเป็นงานศิลปะ (Pop Art)
    และลงทุนเชิงมูลค่า การจับมือกับ MANYC
    ซึ่งเป็นผู้ผลิตระดับพรีเมียมที่มีนวัตกรรมการพิมพ์ล้ำสมัย ทั้งเทคนิค Cold Foil,
    Laser Refraction, 3D Embossing และการ์ดเลเซอร์รันหมายเลขเฉพาะใบ (Serial
    Numbered Cards) จะช่วยเพิ่มความหลากหลายและยกระดับระบบนิเวศการ์ดสะสมในไทยให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น”

    การนำเข้าไลน์อัพการ์ดสะสมจาก MANYC ในครั้งนี้
    เป็นการวางโครงสร้างพอร์ตโฟลิโอเพื่อครอบคลุมผู้บริโภคทุกกลุ่มเป้าหมาย
    (Segment-Mapping Strategy) ได้แก่:

    ●    
    Mass
    & Trend Driver (Jujutsu Kaisen): ดึงดูดกลุ่ม Gen Z และ Gen Y ผ่าน IP
    อนิเมะดีกรีสถิติโลกเพื่อสร้างปริมาณการขาย (Volume Sales) ในช่องทางโมเดิร์นเทรด

    ●    
    High-Engagement
    & Female-Driven Segment (Haikyu!!): เจาะกลุ่มนักสะสมเพศหญิงและกลุ่ม Kidult
    ที่มีกำลังซื้อสูงและเน้นการสะสมเชิงสุนทรียศาสตร์ (Binder Completion)

    ●    
    New
    Market Pioneer (Solo Leveling): ขยายฐานลูกค้าใหม่สู่กลุ่มผู้ใช้อ่าน K-Webtoon
    และเกมเมอร์ ด้วย IP ยอดอ่านหลายพันล้านครั้งระดับโลก

    การกระจายสินค้า Omnichannel และการรับรองสินค้าลิขสิทธิ์แท้

    เพื่อให้สินค้าเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายอย่างทั่งถึง
    ในราคาที่จับต้องได้ คิดซ์ แอนด์ คิทซ์ ได้วางโครงสร้างการจัดจำหน่ายแบบ
    Omnichannel ผ่านจุดจำหน่ายกว่า 8,600 แห่งทั่วประเทศ ได้แก่ ร้านหนังสือ
    ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ ร้านค้าเฉพาะทาง (Specialty Stores), ร้านการ์ดเกมพันธมิตร
    ตลอดจนช่องทาง E-Commerce ของบริษัทได้แก่ https://kidzandkai.com/  หลักอย่าง Shopee, Lazada และ TikTok Shop
    เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่นักสะสมในระยะยาว

    เกี่ยวกับ MANYC

    MANYC (Guangzhou MANYC Cultural Technology Co., Ltd.) เป็นแบรนด์สินค้าไลฟ์สไตล์ระดับสากลที่มุ่งเน้นการสร้างสรรค์วัฒนธรรมการ์ดสะสม
    (Trading Card Culture)
    โดยเป็นพันธมิตรร่วมกับผู้ถือลิขสิทธิ์แฟรนไชส์ยักษ์ใหญ่ระดับโลก
    ทั้งในกลุ่มอนิเมะ เกม และความบันเทิงชั้นนำ อาทิ Disney, Universal, Aniplex,
    Tencent, NetEase Games และ Garena
    เพื่อเปลี่ยนตัวละครและเรื่องราวอันเป็นที่รักให้กลายเป็นสินค้าการ์ดสะสมพรีเมียมที่เปี่ยมด้วยคุณค่าทางอารมณ์และงานศิลปะ

    ด้วยทีมบริหารและพัฒนาผลิตภัณฑ์ระดับมืออาชีพที่มีประสบการณ์จากบริษัทชั้นนำในอุตสาหกรรม
    MANYC มีความเชี่ยวชาญทั้งด้านนวัตกรรมการผลิตงานพิมพ์ไฮเอนด์ การบริหารจัดการ IP
    ตลอดจนการทำการตลาดผ่านนวัตกรรมยุคใหม่ เช่น ตู้กดการ์ดสะสมอัตโนมัติ (Automated
    Card-Dispensing Machine) และเป็นองค์กรผู้นำด้านการไลฟ์สตรีมเปิดซองการ์ดบน
    TikTok ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ MANYC
    มุ่งมั่นที่จะสร้างสรรค์ประสบการณ์การสะสมที่เป็นเอกลักษณ์
    เพื่อให้การ์ดสะสมเป็นทั้งสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมและสะพานเชื่อมต่อความสุขของแฟนคลับทั่วโลก

    ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ได้รับการเผยแพร่บน ด้วยเช่นกัน VRITIMES

  • LPIXEL จับมือ VNPT-IT เป็นพันธมิตรเพื่อให้บริการ AI สำหรับสนับสนุนการวินิจฉัยจากภาพทางการแพทย์ “EIRL” ในประเทศเวียดนาม

    LPIXEL จับมือ VNPT-IT เป็นพันธมิตรเพื่อให้บริการ AI สำหรับสนับสนุนการวินิจฉัยจากภาพทางการแพทย์ “EIRL” ในประเทศเวียดนาม

    เร่งการนำ AI ทางการแพทย์เข้าสู่ภูมิภาคอาเซียน ด้วยโครงสร้างพื้นฐานทั่วประเทศของเวียดนามที่เชื่อมโยงสถาบันการแพทย์กว่า 600 แห่ง

    LPIXEL Inc. (สำนักงานใหญ่: เขตชิโยดะ กรุงโตเกียว; กรรมการผู้แทนและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร: Tomihisa Kamada; ต่อไปนี้เรียกว่า “LPIXEL”) ได้ลงนามในข้อตกลงความร่วมมือทางธุรกิจกับ VNPT Information Technology Company (สำนักงานใหญ่: กรุงฮานอย; ต่อไปนี้เรียกว่า “VNPT-IT”) เพื่อทำตลาดผลิตภัณฑ์ซีรีส์ “EIRL” ซึ่งเป็น AI สำหรับสนับสนุนการวินิจฉัยจากภาพทางการแพทย์ของ LPIXEL ในตลาดอาเซียน

    VNPT-IT เป็นบริษัทไอทีหลักภายใต้เครือ Vietnam Posts and Telecommunications Group (VNPT) ซึ่งเป็นกลุ่มบริษัทโทรคมนาคมรายใหญ่ที่สุดของเวียดนาม ความร่วมมือครั้งนี้ต่อยอดจากความสำเร็จของโครงการ Proof of Concept (PoC) สำหรับ “EIRL” ซึ่ง LPIXEL และ VNPT-IT ได้เริ่มดำเนินการตั้งแต่เดือนกันยายน 2025 โดยร่วมมือกับ Japan Telecommunications Engineering and Consulting Service (JTEC; สำนักงานใหญ่: เขตชินากาวะ กรุงโตเกียว; ประธานบริษัท: Toshiyuki Minami)

    JTEC จะยังคงให้การสนับสนุนการพัฒนาความร่วมมือและการขยายพันธมิตรทางธุรกิจนี้อย่างต่อเนื่อง

    ภายใต้ความร่วมมือนี้ ฟังก์ชันการวิเคราะห์ภาพทางการแพทย์ด้านรังสีวิทยาของ AI “EIRL” จะถูกผสานเข้ากับ “VNPT RIS/PACS” ซึ่งเป็นแพลตฟอร์มบริหารจัดการภาพทางการแพทย์บนระบบคลาวด์ที่ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อรองรับข้อกำหนดด้านความปลอดภัยที่เข้มงวดและมาตรฐานการทำงานร่วมกันระหว่างระบบในระดับสากล โดย VNPT-IT ได้นำแพลตฟอร์มดังกล่าวไปใช้งานในสถาบันการแพทย์กว่า 600 แห่ง (*1) ทั่วประเทศเวียดนาม

    บริการดังกล่าวจะให้บริการผ่านเครือข่ายดิจิทัลด้านการแพทย์ที่มีความมั่นคงและครอบคลุมทั่วประเทศ ด้วยการผสานเทคโนโลยี AI ทางการแพทย์ขั้นสูงจากประเทศญี่ปุ่นเข้ากับโครงสร้างพื้นฐานระดับประเทศของเวียดนาม LPIXEL มีเป้าหมายที่จะเร่งการขยายธุรกิจไปทั่วภูมิภาคอาเซียน

    นอกจากนี้ ในฐานะก้าวแรกของความร่วมมือครั้งนี้ LPIXEL มีความยินดีที่จะประกาศว่า การติดตั้งระบบ “EIRL” อย่างเต็มรูปแบบได้เสร็จสมบูรณ์แล้วในสถาบันการแพทย์มากกว่า 10 แห่งในเวียดนาม รวมถึง Hospital of Post and Telecommunications, Hanoi (Bệnh viện Bưu Điện Hà Nội) (ต่อไปนี้เรียกว่า “Hanoi Post Hospital”) และระบบได้เริ่มใช้งานอย่างเป็นทางการในสถานการณ์ทางคลินิกแล้ว

    ตลาดอาเซียน – ภูมิหลังและโครงการ Proof of Concept (PoC)

    ปัจจุบันภูมิภาคอาเซียนกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของรูปแบบการเกิดโรค อันเป็นผลมาจากการเติบโตทางเศรษฐกิจและการขยายตัวของเมืองอย่างรวดเร็ว

    ในอดีต โรคติดเชื้อและโรคเฉียบพลันเคยเป็นสาเหตุหลักของการเสียชีวิต แต่ในปัจจุบัน โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น โรคมะเร็ง โรคหัวใจ และโรคเบาหวาน ได้เพิ่มขึ้นอย่างมาก และคิดเป็นสัดส่วนส่วนใหญ่ของจำนวนผู้เสียชีวิตในภูมิภาค (*2)

    เมื่อจำนวนผู้ป่วยโรคเรื้อรังเพิ่มสูงขึ้น ความสำคัญของการตรวจพบโรคตั้งแต่ระยะเริ่มต้นจึงเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ความต้องการบริการทางการแพทย์ขยายตัว และทำให้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์ทวีความรุนแรงขึ้น (*3)

    ภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว ภาระงานของรังสีแพทย์ซึ่งรับผิดชอบการวินิจฉัยจากภาพทางการแพทย์เฉพาะทางจึงเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้ความต้องการเทคโนโลยี AI ที่ช่วยสนับสนุนการวินิจฉัยและเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการทำงานมีมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง

    เพื่อรับมือกับความท้าทายดังกล่าว LPIXEL และ VNPT-IT ได้ดำเนินโครงการ Proof of Concept (PoC) ตั้งแต่เดือนกันยายน 2025 ในสถาบันการแพทย์มากกว่า 10 แห่งในเวียดนาม รวมถึง Hanoi Post Hospital โดยผสานระบบ EIRL เข้ากับระบบ PACS (Picture Archiving and Communication System) บนระบบคลาวด์ของ VNPT (*4)

    Dr. An หัวหน้าแผนกรังสีวิทยาของ Hanoi Post Hospital ได้กล่าวชื่นชมเทคโนโลยีดังกล่าวหลังจากการทดลองใช้งาน โดยระบุว่า ซีรีส์ EIRL โดยเฉพาะ EIRL Chest Screening ซึ่งช่วยสนับสนุนการอ่านและแปลผลภาพเอกซเรย์ทรวงอก สามารถสร้างคุณค่าทางคลินิกได้อย่างชัดเจน และได้รับความไว้วางใจจากแพทย์ผู้ปฏิบัติงานอย่างรวดเร็ว

    หลังจากประสบความสำเร็จในการยืนยันประสิทธิผลของระบบ AI จากการทดลองดังกล่าว ทั้งสองบริษัทจึงเดินหน้าสู่ความร่วมมือเชิงพาณิชย์อย่างเป็นทางการ พร้อมดำเนินการใช้งานระบบอย่างเป็นทางการ

    รายละเอียดการผสานระบบและภาพรวมระบบ

    ภายใต้ความร่วมมือนี้ ความสามารถในการวิเคราะห์ภาพทางการแพทย์ด้วย AI ของซีรีส์ “EIRL” จะถูกผสานเข้ากับระบบ “VNPT RIS/PACS”

    ระบบที่ผสานการทำงานนี้มาพร้อมกระบวนการทำงานแบบอัตโนมัติ โดยจะส่งภาพทางการแพทย์ที่กำหนดจากระบบ PACS ของโรงพยาบาลไปยัง EIRL ผ่าน DICOM Gateway ของ VNPT จากนั้นจึงส่งผลการวิเคราะห์จาก AI กลับมายังระบบ PACS โดยอัตโนมัติ

    ผลการวิเคราะห์จาก AI จะแสดงโดยตรงและอย่างราบรื่นบน DICOM Viewer ภายในระบบ VNPT RIS/PACS ที่แพทย์ใช้งาน

    ด้วยการออกแบบระบบให้สอดคล้องกับขั้นตอนการทำงานของแพทย์ในปัจจุบัน ระบบดังกล่าวจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการวินิจฉัยจากภาพทางการแพทย์ และมีส่วนช่วยสนับสนุนการให้บริการทางการแพทย์ที่ปลอดภัยและมีคุณภาพมากยิ่งขึ้น

    แนวโน้มในอนาคต

    ด้วยการใช้ประโยชน์จากความร่วมมือทางธุรกิจกับ VNPT-IT และการนำ EIRL ไปใช้งานอย่างเป็นทางการในสถาบันการแพทย์หลายแห่งทั่วประเทศเวียดนาม LPIXEL จะเดินหน้าส่งเสริมการนำ AI ทางการแพทย์มาใช้งานอย่างแพร่หลายทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง

    นอกจากนี้ ซีรีส์ EIRL ยังได้รับการอนุมัติด้านกฎระเบียบสำหรับเครื่องมือแพทย์ในตลาดสำคัญของอาเซียนแล้ว 6 ประเทศ ได้แก่ เวียดนาม ไทย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย และสิงคโปร์ (*5)

    เพื่อขยายการใช้งาน EIRL ไปยังประเทศอื่น ๆ ในภูมิภาคอาเซียน โดยในระยะแรกมุ่งเน้นที่ประเทศไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ LPIXEL กำลังมองหาพันธมิตรด้านการจัดจำหน่ายที่มีเครือข่ายด้านการแพทย์ที่แข็งแกร่งในแต่ละประเทศ รวมถึงมีความสามารถด้านโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีสารสนเทศทางการแพทย์ เช่น PACS/RIS เป็นต้น

    บริษัทที่สนใจร่วมเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ เพื่อร่วมแก้ไขความท้าทายด้านสาธารณสุขในแต่ละประเทศผ่านเทคโนโลยี AI ทางการแพทย์ สามารถติดต่อฝ่ายธุรกิจระหว่างประเทศของ LPIXEL ผ่านแบบฟอร์มติดต่อด้านล่าง

    LPIXEL มุ่งสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรในแต่ละประเทศ เพื่อผลักดันให้การวินิจฉัยจากภาพทางการแพทย์ที่ได้รับการสนับสนุนจาก AI กลายเป็นมาตรฐานในการให้บริการทางการแพทย์ทั่วภูมิภาคอาเซียน พร้อมมีส่วนช่วยแก้ไขปัญหาสังคมที่สำคัญ เช่น การขาดแคลนแพทย์และความเหลื่อมล้ำด้านการดูแลสุขภาพ

    หมายเหตุ

    *1
    ข้อมูล ณ เดือนสิงหาคม 2026

    *2
    แหล่งข้อมูล: องค์การอนามัยโลก (WHO) “Global Health Estimates” และรายงานจากสำนักงานภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ของ WHO (SEARO)

    โดยระบุว่าโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) คิดเป็นประมาณ 62% ของจำนวนผู้เสียชีวิตทั้งหมดในภูมิภาค

    *3
    แหล่งข้อมูล: ธนาคารโลก (World Bank), World Development Indicators

    (จำนวนแพทย์ต่อประชากร 1,000 คน: เวียดนาม 0.83 คน, อินโดนีเซีย 0.70 คน, ไทย 0.93 คน, ฟิลิปปินส์ 0.79 คน, ญี่ปุ่น 2.61 คน)

    *4
    อ้างอิง: ข่าวประชาสัมพันธ์ลงวันที่ 25 กันยายน 2025:

    “VNPT-IT, LPIXEL และ JTEC เปิดตัวโครงการ Proof-of-Concept สำหรับระบบ AI สนับสนุนการวินิจฉัยภาพทางการแพทย์ ‘EIRL’ ณ Hanoi Hospital of Post and Communication ประเทศเวียดนาม”

    https://lpixel.net/en/news/press-release/2025/9911/

    *5
    อ้างอิง: ข่าวประชาสัมพันธ์ลงวันที่ 16 เมษายน 2026:

    “ซีรีส์ AI ด้านการวิเคราะห์ภาพทางการแพทย์ ‘EIRL’ ของ LPIXEL ได้รับการอนุมัติด้านกฎระเบียบใน 6 ตลาดอาเซียน”

    https://lpixel.net/en/news/press-release/2026/10051/

    เกี่ยวกับ VNPT Information Technology Company (VNPT-IT)

    VNPT-IT เป็นบริษัทไอทีหลักที่ขับเคลื่อนธุรกิจด้านเทคโนโลยีของ Vietnam Posts and Telecommunications Group (VNPT) ซึ่งเป็นผู้ให้บริการโทรคมนาคมรายใหญ่ที่สุดของเวียดนาม

    บริษัทมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล (DX) ของเวียดนาม ด้วยการผสานโครงสร้างพื้นฐานเครือข่ายโทรคมนาคมที่ทันสมัยเข้ากับโซลูชันด้านไอทีขั้นสูง

    ในด้านเทคโนโลยีสารสนเทศทางการแพทย์ VNPT-IT ได้พัฒนาระบบนิเวศทางการแพทย์ดิจิทัลแบบครบวงจร พร้อมให้บริการโซลูชันด้านไอทีแก่สถาบันการแพทย์ทั่วประเทศเวียดนาม เช่น ระบบเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการวินิจฉัย และบริการให้คำปรึกษาด้านการวิเคราะห์ภาพทางการแพทย์จากระยะไกล

    ชื่อบริษัท:
    VNPT INFORMATION TECHNOLOGY COMPANY – BRANCH OF VIETNAM POSTS AND TELECOMMUNICATIONS GROUP

    ที่อยู่:
    VNPT Tower, 57 Huynh Thuc Khang Str, Hanoi, Vietnam

    ผู้แทน:
    Dr. Pham Huy Hoang, General Director

    ประเภทธุรกิจ:
    การวิจัยและพัฒนา การผลิต และการจำหน่ายผลิตภัณฑ์และบริการด้านการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล

    เกี่ยวกับ JTEC

    Japan Telecommunications Engineering and Consulting Service (JTEC) เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรที่ก่อตั้งขึ้นในปี 1978

    จากความต้องการความร่วมมือระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้นในด้านโทรคมนาคมและการกระจายเสียง รัฐบาลญี่ปุ่นร่วมกับภาคอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องได้ริเริ่มก่อตั้ง JTEC ขึ้น

    เว็บไซต์:
    https://www.jtec.or.jp

    เกี่ยวกับ LPIXEL Inc.

    LPIXEL ก่อตั้งขึ้นในปี 2014 และเป็นผู้ให้บริการชั้นนำด้านเทคโนโลยีการวิเคราะห์ภาพด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) สำหรับอุตสาหกรรมการแพทย์และวิทยาศาสตร์ชีวภาพ

    ด้วยพันธกิจในการยกระดับคุณภาพชีวิตของบุคลากรทางการแพทย์และสุขภาพของผู้ป่วย LPIXEL ได้พัฒนาผลิตภัณฑ์ Software as a Medical Device (SaMD) ภายใต้ชื่อ “EIRL” ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์หลักของบริษัท โดยช่วยสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์ในการอ่านและแปลผลภาพทางการแพทย์ เช่น ภาพเอกซเรย์ (X-ray), CT, MRI รวมถึงภาพจากการส่องกล้องลำไส้ใหญ่

    ปัจจุบัน EIRL มีการวิเคราะห์ภาพทางคลินิกแล้วมากกว่า 16 ล้านครั้ง (ข้อมูลสะสม ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2026)

    นอกเหนือจากโซลูชันสำหรับการใช้งานทางคลินิกแล้ว LPIXEL ยังช่วยส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาในสาขาวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ด้วยการนำเสนอโซลูชันการวิเคราะห์ภาพที่ออกแบบเฉพาะสำหรับบริษัทเภสัชกรรมและบริษัทอุปกรณ์การแพทย์ชั้นนำ

    โซลูชันดังกล่าวมุ่งเน้นการแก้ไขความท้าทายในทุกขั้นตอนของกระบวนการพัฒนายา ตั้งแต่การค้นคว้ายาไปจนถึงการผลิต

    เว็บไซต์บริษัท:
    https://lpixel.net/en/

    เกี่ยวกับ EIRL – เทคโนโลยี AI สำหรับสนับสนุนการวินิจฉัยจากภาพทางการแพทย์

    “EIRL” คือซีรีส์ซอฟต์แวร์วิเคราะห์ภาพทางการแพทย์ด้วย AI หลักของ LPIXEL ซึ่งช่วยสนับสนุนบุคลากรทางการแพทย์ในการอ่านและแปลผลภาพทางการแพทย์หลากหลายประเภท ตั้งแต่ภาพทางรังสีวิทยา เช่น X-ray, CT และ MRI ไปจนถึงภาพจากการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ เพื่อช่วยให้การอ่านและแปลผลภาพมีความแม่นยำและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

    ปัจจุบัน EIRL ได้รับการติดตั้งในสถาบันการแพทย์มากกว่า 1,200 แห่งในประเทศญี่ปุ่น และมีการวิเคราะห์ภาพทางคลินิกแล้วมากกว่า 16 ล้านครั้ง (ข้อมูลสะสม ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2026)

    EIRL มีส่วนช่วยเพิ่มความมั่นใจในการวินิจฉัยและลดภาระงานของบุคลากรทางการแพทย์ ผ่านการสนับสนุนการตรวจพบความผิดปกติที่สำคัญและช่วยลดโอกาสในการพลาดการตรวจพบ

    เว็บไซต์ผลิตภัณฑ์ EIRL (สำหรับบุคลากรทางการแพทย์):
    https://eirl.ai/

    สอบถามข้อมูลผลิตภัณฑ์

    LPIXEL Inc. Global Business Development Office
    โทร: +81-3-6259-1713
    อีเมล: ml-global@lpixel.net

    สอบถามข้อมูลสำหรับสื่อมวลชน

    LPIXEL Inc. Public Relations
    โทร: +81-3-6259-1713
    อีเมล: pr@lpixel.net

    ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ได้รับการเผยแพร่บน ด้วยเช่นกัน VRITIMES

  • TCL เปิดศึกกฎหมาย ฟ้อง Samsung โฆษณาคุณสมบัติผลิตภัณฑ์เกินจริง ปมทีวีที่อ้างใช้เทคโนโลยี “Mini LED”

    TCL เปิดศึกกฎหมาย ฟ้อง Samsung โฆษณาคุณสมบัติผลิตภัณฑ์เกินจริง ปมทีวีที่อ้างใช้เทคโนโลยี “Mini LED”

    TTE Technology, Inc. หรือ TCL North America บริษัทผู้ดำเนินธุรกิจผลิตภัณฑ์อิเล็กทรอนิกส์ของ TCL ในสหรัฐอเมริกา ยื่นฟ้อง Samsung คู่แข่งจากเกาหลีใต้ต่อศาลรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ในนครลอสแอนเจลิส รัฐแคลิฟอร์เนีย โดยกล่าวหาว่า Samsung ทำการตลาดโทรทัศน์บางรุ่นในสหรัฐฯ ว่าใช้เทคโนโลยี “Mini LED” ทั้งที่ผลิตภัณฑ์ดังกล่าวไม่มีคุณสมบัติทางเทคโนโลยีตามที่กล่าวอ้าง

    คดีซึ่งยื่นต่อศาลเมื่อวันจันทร์ ที่ 31 สิงหาคม 2026 ระบุว่า Samsung ทำการตลาดทีวีตระกูล M Seriesโดยอ้างว่า มาพร้อมเทคโนโลยี Mini LED ซึ่งได้รับการออกแบบมาเพื่อยกระดับคุณภาพของภาพ TCL กล่าวว่า Samsung นำทีวีราคาถูกซึ่งไม่ใช่ Mini LED โดยพัฒนาต่อยอดมาจากผลิตภัณฑ์รุ่นเดิมมาทำตลาดใหม่ในฐานะทีวี Mini LED ระดับ “Supreme” พร้อมตั้งราคาที่ดึงดูดผู้บริโภค

    ด้าน Samsung เปิดเผยผ่านแถลงการณ์เมื่อวันอังคารว่า บริษัทเตรียมต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ พร้อมยืนยันว่าบริษัทยังคง เชื่อมั่นอย่างเต็มเปี่ยมในคุณภาพของผลิตภัณฑ์และความถูกต้องของรายละเอียดที่ใช้สื่อสารเกี่ยวกับสินค้า

    อาร์.ซี. ฮาร์ลาน ทนายความของ TCL North America ระบุในแถลงการณ์ว่า “การโฆษณาที่เป็นเท็จของ Samsung ทำให้ผู้บริโภคซึ่งต้องการคุณภาพของภาพในระดับที่ควรได้รับจากทีวี Mini LED ตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์ของ Samsung ที่ถูกกล่าวหาว่าติดฉลากไม่ตรงกับความเป็นจริง ส่งผลให้ยอดขาย ชื่อเสียงทางธุรกิจและคุณค่าของ เทคโนโลยีที่ TCL พัฒนาขึ้นได้รับความเสียหายอย่างไม่เป็นธรรม”

    “ในคำฟ้อง TCL ระบุว่าเทคโนโลยี Mini LED ที่ใช้ในทีวีของบริษัทสามารถให้คุณภาพของภาพที่ดีกว่าอย่างมี

    นัยสำคัญ ทั้งในด้านของช่วงไดนามิกที่กว้างขึ้นและอัตราส่วนคอนทราสต์ที่สูงกว่า”

    บริษัทยังกล่าวว่า TCL สามารถแซงหน้า Samsung ในด้านยอดขายทีวี Mini LED ในตลาดสหรัฐฯ ระหว่างปี 2023 – 2025 เนื่องจาก Samsung ไม่สามารถพัฒนาทีวี Mini LED ที่มีราคาแข่งขันในตลาดได้

    TCL ระบุเพิ่มเติมว่า Samsung เปิดตัวทีวีตระกูล M Series เมื่อเดือนมีนาคม โดยตั้งราคาต่ำกว่าทีวี Mini LED รุ่นที่มีราคาถูกที่สุดของ TCL พร้อมโฆษณาว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้เทคโนโลยี Mini LED

    ตามที่ TCL กล่าวหาในคำฟ้องว่า ทีวี M Series ดังกล่าวไม่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญ ของ Mini LED และแท้จริงแล้วเป็นการนำทีวี LED มาตรฐานรุ่นเดิมของ Samsung มาปรับบรรจุภัณฑ์และทำตลาดใหม่

    TCL มองว่ากลยุทธ์ทางธุรกิจดังกล่าวดูเหมือนจะได้ผล ทำให้ Samsung สามารถช่วงชิงส่วนแบ่งตลาดที่ TCL สั่งสมมาอย่างยากลำบากกลับไปได้ ในขณะที่ TCL ยังคงตั้งข้อสังเกตถึงความน่าเชื่อถือของผลิตภัณฑ์ดังกล่าว ว่าไม่ใช่ Mini LED อย่างแท้จริง

    สำหรับข้อเรียกร้องในคดี TCL ขอให้ศาลมีคำสั่งห้าม Samsung ใช้คำว่า “Mini LED” กับผลิตภัณฑ์ที่เป็นประเด็น พร้อมเรียกร้องค่าเสียหายเป็นตัวเงิน โดยยังไม่ได้เปิดเผยจำนวนที่ชัดเจน

    Credit: Reuters

    ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ได้รับการเผยแพร่บน ด้วยเช่นกัน VRITIMES

  • FLOQ จับมือ ASTER ลงนาม MoU ใน Indonesia Blockchain Week 2026 เดินหน้าปูทาง Web3 เข้าถึงผู้ใช้อินโดนีเซียง่ายขึ้น

    FLOQ จับมือ ASTER ลงนาม MoU ใน Indonesia Blockchain Week 2026 เดินหน้าปูทาง Web3 เข้าถึงผู้ใช้อินโดนีเซียง่ายขึ้น

    FLOQ ร่วมกับ ASTER ลงนาม MoU เพื่อขยายการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ Web3 ในอินโดนีเซีย พร้อมสำรวจความร่วมมือด้าน referral program การพัฒนาเครือข่าย กิจกรรมชุมชน และการผนวก Aster Perpetual DEX เข้าสู่ระบบนิเวศ FLOQ

    จาการ์ตา, อินโดนีเซีย (10 กันยายน 2569) — FLOQ แพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์คริปโตรายใหญ่ของอินโดนีเซียที่มีผู้ใช้งานลงทะเบียนกว่า 1.8 ล้านราย ประกาศลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MoU) กับ ASTER แพลตฟอร์มเทรดแบบกระจายศูนย์ (DEX) ชื่อดัง ในงาน Indonesia Blockchain Week (IDBW) 2026 เพื่อขยายการเข้าถึงผลิตภัณฑ์และระบบนิเวศ Web3 ให้กับผู้ใช้งานชาวอินโดนีเซียในวงกว้างมากขึ้น

    ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นอีกหนึ่งสัญญาณที่สะท้อนว่าตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้กำลังกลายเป็นสมรภูมิสำคัญของผู้เล่นระดับโลกในวงการ DeFi และ Perpetual DEX โดยเฉพาะอินโดนีเซียที่มีประชากรผู้ใช้งานคริปโตหนาแน่นที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาค

    เนื้อหาความร่วมมือ: ตั้งแต่ระบบแนะนำเพื่อน ไปจนถึงการพัฒนาเครือข่าย

    ภายใต้ MoU ฉบับนี้ ทั้งสองฝ่ายจะร่วมกันศึกษาความเป็นไปได้ในหลายด้าน ได้แก่ การพัฒนาโปรแกรมแนะนำเพื่อน (referral program) กิจกรรมกระตุ้นชุมชนคริปโต การขยายการสนับสนุนเครือข่ายเนทีฟของ ASTER รวมถึงรูปแบบการผนวกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับบริบทของตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลในอินโดนีเซีย

    Yudhono Rawis ซีอีโอและผู้ก่อตั้ง FLOQ ระบุว่า ความร่วมมือนี้เป็นก้าวต่อยอดจากแรงตอบรับที่ดีของ ASTER ในระบบนิเวศของ FLOQ อยู่แล้ว โดยนับตั้งแต่ ASTER เข้าจดทะเบียนบน FLOQ เมื่อเดือนตุลาคม 2568 ปัจจุบันมีผู้ใช้งาน FLOQ ถือครองเหรียญ ASTER แล้วราว 1,500 ราย และเหรียญดังกล่าวยังติดอันดับ 1 ใน 10 สินทรัพย์คริปโตที่มีการซื้อขายมากที่สุดบนแพลตฟอร์มอย่างต่อเนื่อง

    ปัจจุบัน FLOQ รองรับการซื้อขาย ASTER ผ่านเครือข่าย BNB Chain ขณะที่การรองรับเครือข่ายเนทีฟของ ASTER โดยตรงเป็นหนึ่งในประเด็นที่อยู่ระหว่างการประเมิน เพื่อเพิ่มทั้งการเข้าถึงและสภาพคล่องให้กับนักลงทุน

    “การลงนาม MoU ครั้งนี้สะท้อนถึงแรงดึงดูดที่เราเห็นเองในระบบนิเวศของ FLOQ รวมถึงความสนใจร่วมกันที่จะสำรวจก้าวต่อไปของความร่วมมือนี้ ASTER แสดงให้เห็นถึงกิจกรรมการซื้อขายที่แข็งแกร่งในกลุ่มผู้ใช้ของเรา และเรามองเห็นโอกาสที่จะขยายความร่วมมือต่อไป ตั้งแต่การเข้าถึงสินทรัพย์ ไปจนถึงศักยภาพในการผนวกผลิตภัณฑ์ การขยายเครือข่าย และกิจกรรมกระตุ้นชุมชน” — Yudhono Rawis

    “อินโดนีเซียเป็นตลาดสำคัญสำหรับการเติบโตของ Web3 ในเฟสถัดไป และเรามองเห็นศักยภาพที่ยิ่งใหญ่ในการทำงานร่วมกับ FLOQ เพื่อทำให้ผลิตภัณฑ์และระบบนิเวศของ ASTER เข้าถึงผู้ใช้งานในอินโดนีเซียได้ง่ายขึ้น FLOQ มีเครือข่ายการกระจายสินค้าในประเทศที่แข็งแกร่ง มีฐานชุมชนที่กว้างขวาง และเข้าใจตลาดอินโดนีเซียเป็นอย่างดี ขณะที่ ASTER นำเสนอโครงสร้างพื้นฐานการเทรดแบบกระจายศูนย์และระบบนิเวศผลิตภัณฑ์ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง ผ่านความร่วมมือครั้งนี้ เราหวังว่าจะได้ค้นหาแนวทางใหม่ ๆ ในการเชื่อมโยงผู้ใช้งานชาวอินโดนีเซียเข้ากับผลิตภัณฑ์และโอกาสของ Web3 ระดับโลก” — โฆษกของ ASTER

    รู้จัก ASTER: DEX เพอร์เพชวลที่เกิดจากการควบรวมสองโปรเจกต์

    ASTER คือแพลตฟอร์มเทรดแบบกระจายศูนย์ที่นำโดย Leonard ในตำแหน่งซีอีโอ โดยให้บริการทั้งการเทรด spot และ perpetual สำหรับผู้ใช้งานแบบ on-chain แพลตฟอร์มนี้เกิดขึ้นจากการควบรวมกันระหว่าง Astherus โปรโตคอลที่เน้นด้าน yield กับ APX Finance แพลตฟอร์มเทรด perpetual แบบกระจายศูนย์ ก่อนรวมขีดความสามารถของทั้งสองโครงการไว้ภายใต้แบรนด์ Aster

    ที่น่าสนใจคือ ASTER ได้รับการสนับสนุนจาก YZi Labs ซึ่งเดิมรู้จักกันในชื่อ Binance Labs และเป็นหนึ่งในบริษัทที่อยู่ในพอร์ตการลงทุนของ YZi Labs ด้วย โดยแพลตฟอร์มถูกออกแบบมาเพื่อรองรับทั้งนักลงทุนรายย่อยและเทรดเดอร์มืออาชีพ พร้อมฟีเจอร์การเทรดแบบมัลติเชน ระบบคำสั่งซื้อขายขั้นสูง โครงสร้างพื้นฐานที่เน้นความเป็นส่วนตัว และรองรับตลาด perpetual แบบกระจายศูนย์

    ผลิตภัณฑ์เรือธงที่อาจมาถึงระบบนิเวศ FLOQ

    หนึ่งในประเด็นที่ทั้งสองฝ่ายกำลังหารือกันคือความเป็นไปได้ในการนำ Aster Perpetual DEX เข้ามาอยู่ในระบบนิเวศของ FLOQ นอกจากนี้ ทั้งสองฝ่ายยังสำรวจความเป็นไปได้ที่ ASTER จะกลายเป็นพันธมิตรผูกขาดด้านการเทรด perpetual ในฝั่งกระเป๋าเงินดิจิทัล (wallet) อย่างไรก็ตาม รูปแบบการผนวกรวม กลไกทางเทคนิค และไทม์ไลน์การเปิดตัว ยังอยู่ระหว่างการหารือและรอการอนุมัติจากหน่วยงานกำกับดูแลตลาดหลักทรัพย์และสำนักงานกำกับหลักทรัพย์ของอินโดนีเซีย (OJK)

    นอกเหนือจากการผนวกผลิตภัณฑ์แล้ว ทั้งสองฝ่ายยังวางแผนพัฒนาโปรแกรมแนะนำเพื่อนที่มีการแบ่งปันรายได้ (revenue sharing) จากธุรกรรมที่เกิดขึ้นผ่านความร่วมมือนี้ พร้อมทั้งกิจกรรมกระตุ้นชุมชนเพื่อแนะนำ ASTER ให้กับชุมชนคริปโตในอินโดนีเซีย

    สำหรับผู้ที่ยังไม่คุ้นเคยกับคำว่า “Perpetual DEX” อธิบายง่าย ๆ คือแพลตฟอร์มที่เปิดให้ผู้ใช้งานเทรดสัญญา perpetual แบบ on-chain โดยไม่มีวันหมดอายุเหมือนสัญญา futures แบบดั้งเดิม ซึ่งความสามารถของ ASTER ในด้านนี้เองที่เป็นหนึ่งในเหตุผลเชิงกลยุทธ์ที่ทำให้ FLOQ สนใจสำรวจการผนวกผลิตภัณฑ์ในระดับที่ลึกขึ้น

    ดันการเติบโตของ Web3 ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

    สำหรับ FLOQ ความร่วมมือครั้งนี้เปิดโอกาสให้ ASTER เข้าถึงฐานผู้ใช้งานที่ลงทะเบียนแล้วกว่า 1.8 ล้านราย ซึ่งมีกิจกรรมการซื้อขาย ASTER อย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว นอกจากนี้ยังต่อยอดจากความร่วมมือที่ FLOQ มีอยู่กับพันธมิตรรายอื่น เช่น Tiket, Telkomsel และ Blibli โดยการผสมผสานช่องทางการกระจายสินค้า การเข้าถึงชุมชน และความเข้าใจลักษณะเฉพาะของตลาดอินโดนีเซีย อาจกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยเร่งการเติบโตและขยายการเข้าถึงผลิตภัณฑ์ของ ASTER ในวงกว้างขึ้น

    ในส่วนของ ASTER นั้นนำผลิตภัณฑ์ perpetual DEX ที่เปิดให้ผู้ใช้งานเทรดตรงจากกระเป๋าเงินดิจิทัลของตนเองมาสู่ความร่วมมือ พร้อมทั้งสภาพคล่อง ศักยภาพในการผนวกผลิตภัณฑ์เข้ากับ wallet และโครงสร้างโปรแกรมแนะนำเพื่อนที่สามารถพัฒนาร่วมกันได้ในอนาคต ความร่วมมือครั้งนี้จึงมีศักยภาพที่จะเชื่อมโยงผลิตภัณฑ์ Web3 ระดับโลกเข้ากับบริบทของตลาดและช่องทางการกระจายในระดับท้องถิ่นของอินโดนีเซีย

    อีกหนึ่งจุดที่น่าจับตาคือผลิตภัณฑ์ Pre-IPO Perpetuals ของ ASTER ซึ่งเปิดโอกาสให้นักลงทุนได้รับความเสี่ยง (exposure) ต่อมูลค่าบริษัทเอกชนก่อนเข้าตลาดหลักทรัพย์ อาทิ สัญญา $SPCX ที่อ้างอิงกับ SpaceX โดยปริมาณการซื้อขายสินทรัพย์โลกจริง (Real-World Asset หรือ RWA) ในลักษณะนี้บนแพลตฟอร์ม DEX ต่าง ๆ เติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพที่จะนำผลิตภัณฑ์ประเภทนี้เข้าสู่ตลาดอินโดนีเซียในอนาคต

    “สำหรับ FLOQ สิ่งสำคัญคือการทำให้เทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ Web3 ที่เติบโตในระดับโลกสามารถเข้าถึงผู้ใช้งานชาวอินโดนีเซียได้ ด้วยประสบการณ์ที่สอดคล้องกับความต้องการมากยิ่งขึ้น ASTER มีศักยภาพในด้าน perpetual DEX ขณะที่ FLOQ มีเครือข่ายการกระจายสินค้า ชุมชน และความเข้าใจตลาดท้องถิ่น การผสมผสานกันนี้เองที่เราต้องการสำรวจ เพื่อให้ความร่วมมือนี้สร้างคุณค่าที่แท้จริงให้กับผู้ใช้งาน พร้อมทั้งช่วยผลักดันการเติบโตของระบบนิเวศ Web3 ในอินโดนีเซีย” — Yudhono Rawis

    คำเตือนความเสี่ยง: การลงทุนในสินทรัพย์คริปโตมีความเสี่ยงสูง รวมถึงความเสี่ยงที่จะขาดทุนจากความผันผวนของราคาตลาด ข้อมูลทั้งหมดที่ปรากฏมีลักษณะเป็นข้อมูลทั่วไปเท่านั้น มิได้เป็นการชักชวน เสนอขาย ให้คำแนะนำ หรือคำแนะนำด้านการลงทุนแต่อย่างใด นักลงทุนควรศึกษาข้อมูลและพิจารณาการตัดสินใจลงทุนอย่างรอบคอบก่อนทำธุรกรรมสินทรัพย์คริปโต และควรลงทุนให้สอดคล้องกับระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้และความสามารถทางการเงินของตนเอง โดยไม่ใช้เงินทุนที่เกินกำลังความสามารถ

    ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ได้รับการเผยแพร่บน ด้วยเช่นกัน VRITIMES

  • Palworld OFFICIAL CARD GAME ประกาศยอดจำหน่าย Booster Pack ชุดแรก “Dawn of Palpagos” ทั่วโลกทะลุ 4.4 ล้านซอง

    Palworld OFFICIAL CARD GAME ประกาศยอดจำหน่าย Booster Pack ชุดแรก “Dawn of Palpagos” ทั่วโลกทะลุ 4.4 ล้านซอง

    Bushiroad Inc. โดย ประธาน และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร: คุณทาคาอากิ คิดานิ (Takaaki Kidani) ประกาศความสำเร็จของ Palworld OFFICIAL CARD GAME หลัง Booster Pack ชุดแรก “Dawn of Palpagos” ทำยอดจำหน่ายทั่วโลกอย่างเป็นทางการแล้วกว่า 4.4 ล้านซอง

    ข้อมูลผลิตภัณฑ์ Booster Pack “Dawn of Palpagos”

    Palworld OFFICIAL CARD GAME เปิดตัวและวางจำหน่ายพร้อมกันทั่วโลก โดยมี Booster Pack ชุดแรก “Dawn of Palpagos” เป็นหนึ่งในผลิตภัณฑ์หลักในการเปิดตัว ภายในชุดประกอบด้วยเหล่า Pals มากกว่า 50 ตัว พร้อมภาพวาดใหม่ที่จัดทำขึ้นสำหรับการ์ดเกมโดยเฉพาะ

    นอกจากนี้ ตัวละครยอดนิยมจาก Palworld อย่าง Zoe และ Lily ก็ปรากฏอยู่ในเซ็ตนี้ด้วย โดย “Dawn of Palpagos” วางจำหน่ายพร้อมกับ Trial Deck จำนวน 2 แบบ เพื่อให้ผู้เล่นสามารถเริ่มต้นเล่น Palworld OFFICIAL CARD GAME ได้ทันที

    Palworld OFFICIAL CARD GAME คืออะไร?

    Palworld OFFICIAL CARD GAME เป็น Trading Card Game หรือ TCG เกมใหม่จาก Bushiroad ที่พัฒนาขึ้นจากวิดีโอเกมระดับโลก Palworld และเปิดตัวพร้อมกันทั่วโลกเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2569

    ตัวเกมเป็นการ์ดเกมแข่งขันสำหรับผู้เล่น 2 คน ผู้เล่นจะต้องจัดทีมเหล่า Pals รวบรวมทรัพยากร และนำสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ มาใช้เพื่อช่วงชิงการควบคุมสนามและมุ่งสู่ชัยชนะ

    Pals แต่ละตัวมีความสามารถและคุณลักษณะเฉพาะที่สนับสนุนกลยุทธ์แตกต่างกัน ทำให้ผู้เล่นสามารถสร้างรูปแบบการเล่นได้อย่างหลากหลายและเกิดการวางแผนเชิงกลยุทธ์ที่แตกต่างกันในแต่ละเกม

    Palworld OFFICIAL CARD GAME ได้รับการออกแบบให้ถ่ายทอดโลกและกลไกหลักของ Palworld สู่ประสบการณ์การแข่งขันบนโต๊ะในรูปแบบ Trading Card Game อย่างเต็มรูปแบบ

    เว็บไซต์และช่องทางโซเชียลมีเดียอย่างเป็นทางการ

    Website: https://en.palworld-official-cardgame.com/

    X: @PalworldOCG_EN

    YouTube: @PalworldOCG_EN

    Facebook: PalworldOCG

    Instagram: palworldocg_en

    รายชื่อร้านค้าที่จำหน่าย Palworld OFFICIAL CARD GAME ในไทย ดูได้ที่ Link นี้ https://bit.ly/shopPW

    Palworld คืออะไร?

    Palworld เป็นเกม Multiplayer แนว Monster-Taming Open-World Survival Crafting ที่ดำเนินเรื่องในโลกซึ่งเต็มไปด้วยสิ่งมีชีวิตลึกลับที่เรียกว่า “Pals”

    นับตั้งแต่เปิดให้เล่นในรูปแบบ Early Access เมื่อวันที่ 19 มกราคม 2567 Palworld มีจำนวนผู้เล่นรวมทั่วโลกบนแพลตฟอร์ม Steam®, Xbox, PlayStation®5 และ Mac มากกว่า 32 ล้านคน ตอกย้ำความสำเร็จของเกมในฐานะหนึ่งในผลงานที่ได้รับความนิยมในระดับโลก

    ชื่อเกม: Palworld
    ประเภท: Monster Taming Open-World Survival Crafting
    แพลตฟอร์มที่รองรับ: PC (Steam®), PlayStation®5, Xbox Game Pass, Xbox Series X|S, Xbox One และ Mac

    เว็บไซต์อย่างเป็นทางการ: https://www.pocketpair.jp/en/

    ผู้พัฒนา/ผู้จัดจำหน่าย: Pocketpair, Inc.  

    ©PALWORLD

    ©Bushiroad   

    ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ได้รับการเผยแพร่บน ด้วยเช่นกัน VRITIMES

  • LA TRỊNH ATELIER นำเสนอ “GODS WITHIN HER” บนรันเวย์มิลาน ถ่ายทอดเรื่องราวความเป็นหญิงและวัฒนธรรมเวียดนาม

    LA TRỊNH ATELIER นำเสนอ “GODS WITHIN HER” บนรันเวย์มิลาน ถ่ายทอดเรื่องราวความเป็นหญิงและวัฒนธรรมเวียดนาม

    เป็นครั้งแรกที่ LA TRỊNH atelier แบรนด์แฟชั่นจากเวียดนามประกาศจัดแฟชั่นโชว์เปิดตัวคอลเลกชันใหม่ “Gods Within Her” ณ เมืองมิลาน ประเทศอิตาลี โดยคอลเลกชันประกอบด้วยผลงาน 30 ลุค ถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับ ความเป็นหญิงและพลังของผู้หญิงร่วมสมัย ผ่านการผสมผสานงานหัตถศิลป์แบบดั้งเดิมเข้ากับวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

    แรงบันดาลใจและทิศทางด้านศิลปะ

    “Gods Within Her” คือบทหนึ่งของเรื่องราวการตื่นขึ้นของตัวตนแห่งเทพธิดา ผู้ก้าวเดินอย่างสง่างามผ่านวิหารโบราณและภูเขาในตำนานอันลึกลับที่ทอดยาวจากตะวันออกสู่ตะวันตก การเดินทางครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงการเคลื่อนผ่านพื้นที่ทางภูมิศาสตร์ หากแต่เป็นการเดินทางผ่านเรื่องราวและชั้นของวัฒนธรรมที่แตกต่างกัน

    การผสานกันของสัญลักษณ์จากโลกตะวันออกและตะวันตกจะได้รับการถ่ายทอดผ่านภาษาของแฟชั่นบนรันเวย์ใจกลางเมืองมิลาน ประเทศอิตาลี และหนึ่งในศูนย์กลางแฟชั่นสำคัญของยุโรป

    “Gods Within Her” ยังสำรวจความสัมพันธ์ระหว่างตำนานร่วมสมัยกับคุณค่าที่ยั่งยืนของธรรมชาติและมนุษย์ ผ่านแนวคิดการกลับคืนสู่คุณค่าดั้งเดิม การเลือกใช้วัสดุที่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการสะท้อนถึงความท้าทายที่มนุษย์ในปัจจุบันกำลังเผชิญ เพื่อกลับมาเชื่อมโยงกับธรรมชาติอีกครั้ง

    หัวใจสำคัญของคอลเลกชันคือแนวคิดเรื่อง การเชื่อมโยงข้ามวัฒนธรรม ข้ามรุ่น และข้ามพรมแดน โดยมีผู้หญิงและความเป็นหญิงเป็นศูนย์กลาง

    สารสำคัญของงาน

    ถ่ายทอดเรื่องราวของผู้หญิงในแวดวงสร้างสรรค์ รวมถึงสัญลักษณ์และคุณค่าทางวัฒนธรรมของเวียดนามและเอเชียสู่เวทีโลกสืบสานและยกระดับงานหัตถศิลป์ดั้งเดิมผ่านภาษาการออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์ของ LA TRỊNH atelier แบรนด์เวียดนามที่มุ่งสู่แฟชั่นที่ยั่งยืนและเคารพธรรมชาติเฉลิมฉลองพลังของความเป็นหญิงร่วมสมัย ความลึกลับ และความงดงามที่พลิ้วไหวและโรแมนติกสนับสนุน Vietnam Children’s Fund และสร้างโอกาสให้คนรุ่นใหม่ที่มีความสามารถได้ก้าวสู่เวทีระดับนานาชาติ

    การสนับสนุนจากพันธมิตร ภาคธุรกิจ และชุมชนเวียดนามในยุโรป

    งานครั้งนี้ได้รับความสนใจและการสนับสนุนจากหน่วยงานด้านการทูต ภาคธุรกิจ ตลอดจนเครือข่ายชุมชนชาวเวียดนามในยุโรป

    จดหมายแนะนำอย่างเป็นทางการจากสถานเอกอัครราชทูตเวียดนาม ณ กรุงโรม: LA TRỊNH atelier รู้สึกเป็นเกียรติที่ได้รับจดหมายแนะนำอย่างเป็นทางการจากสถานเอกอัครราชทูตเวียดนามประจำประเทศอิตาลี ซึ่งสะท้อนถึงความสำคัญของงานในฐานะพื้นที่เชื่อมโยงด้านวัฒนธรรมและการทูตพันธมิตรระดับ Diamond – แบรนด์ Nguyên Xuân: ความร่วมมือระหว่างแบรนด์ผลิตภัณฑ์ดูแลเส้นผมจากสมุนไพรเวียดนาม Nguyên Xuân และ LA TRỊNH atelier ถือเป็นอีกก้าวสำคัญในการนำคุณค่าและแบรนด์เวียดนามสู่เวทีนานาชาติ พร้อมสนับสนุนคนรุ่นใหม่ให้สามารถนำเสนออัตลักษณ์ของตนเองบนแผนที่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ระดับโลกพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ – Italian Atelier:Italian Atelier ร่วมสนับสนุน LA TRỊNH atelier ในการเชื่อมโยงกับพันธมิตร ภาคธุรกิจ และทรัพยากรที่เกี่ยวข้อง เพื่อขยายโอกาสด้านความร่วมมือและนำเรื่องราวของแบรนด์เวียดนามเข้าสู่เครือข่ายระดับนานาชาติพันธมิตรด้านการสื่อสารเชิงกลยุทธ์ – CjC Marketing Agency:CjC Marketing Agency ร่วมสนับสนุน LA TRỊNH atelier ในด้านการสื่อสารและการเผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับงาน พร้อมเชื่อมโยงเรื่องราวของแบรนด์เข้ากับเครือข่ายสื่อ ชุมชน และพันธมิตรที่เกี่ยวข้องทั้งในเวียดนามและต่างประเทศพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ – Cinexia Productions & Beauty Tech World: งานครั้งนี้ยังเป็นหมุดหมายของความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระหว่าง LA TRỊNH atelier กับ Cinexia Productions & Beauty Tech World โดยมีการลงนามความร่วมมืออย่างเป็นทางการภายในงานเปิดตัวภาพยนตร์ที่กรุงปราก สาธารณรัฐเช็กพลังของชุมชนชาวเวียดนามหลายรุ่นในอิตาลีและยุโรป: เครือข่ายนักวิชาการ นักธุรกิจรุ่นใหม่ นักศึกษาต่างชาติ และชาวเวียดนามรุ่นที่สองในยุโรป มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงวัฒนธรรมเวียดนามและยุโรปเข้าด้วยกัน พร้อมส่งต่อเรื่องราวและคุณค่าที่มีความหมายในระดับสากล

    ข้อมูลเกี่ยวกับดีไซเนอร์และ LA TRỊNH atelier

    Namie Trịnh ครีเอทีฟไดเรกเตอร์ของ LA TRỊNH atelier ปัจจุบันกำลังศึกษาด้านการออกแบบแฟชั่นที่ Nuova Accademia di Belle Arti (NABA) และทำงานในฐานะดีไซเนอร์และสไตลิสต์ในเมืองมิลาน

    ด้วยแนวทางการสร้างสรรค์ที่โดดเด่นด้วยกลิ่นอายเซอร์เรียลลิสม์ Namie Trịnh ผสมผสานงาน Ready-to-Wear เข้ากับงาน Couture แบบชิ้นเดียวที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ผ่านมุมมองใหม่ของนักออกแบบรุ่นใหม่

    ประสบการณ์ในการจัดการนิทรรศการเวียดนามในงาน Milan Design Week 2024 รวมถึงผลงานคอลเลกชัน “Ám Hoa” ได้รับความสนใจจากสื่อในระดับนานาชาติ

    ข้อมูลงาน

    ชื่อกิจกรรม: LA TRỊNH atelier – “Gods Within Her”

    วันและเวลา: 17.30

    น. วันที่ 21 กันยายน 2026

    สถานที่: Veranda Studio, Via Rutilia 10/9, Milano, Italyจำนวนผู้เข้าร่วม: แขก

    VIP จำนวน 350 คน ประกอบด้วยตัวแทนภาคธุรกิจ ศิลปิน อินฟลูเอนเซอร์ สื่อมวลชน ผู้หลงใหลในแฟชั่นและศิลปะ รวมถึงสมาคมและชุมชนชาวเวียดนามจากทั่วทวีปยุโรป

    ติดต่อสื่อมวลชน

    Ms. Đặng Thị Ngọc Huyền (Milan, Italy)

    Email: dangngochuyen.latrinh@gmail.com

    Mobile: (+39) 3520740062

    WhatsApp/Zalo: (+84) 812834078

    LA TRỊNH atelier – Milano Runway Show September 2026

    เกี่ยวกับ LA TRỊNH atelier

    ก่อตั้งขึ้นในปี 2024 LA TRỊNH atelier เป็นแบรนด์แฟชั่นและงานสร้างสรรค์ที่ก่อตั้งโดยกลุ่มนักศึกษาและคนรุ่นใหม่ชาวเวียดนามและผู้มีเชื้อสายเวียดนามที่ใช้ชีวิตและทำงานอยู่ในอิตาลี

    ด้วยความมุ่งมั่นที่จะนำสัญลักษณ์ทางวัฒนธรรมของเวียดนามและภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกมาสู่เมดิเตอร์เรเนียนและยุโรป LA TRỊNH atelier ให้ความสำคัญกับความเป็นหญิงและแฟชั่นที่ยั่งยืน โดยเคารพธรรมชาติผ่านการเลือกใช้วัสดุ และมุ่งนำเสนอเรื่องราวที่สอดคล้องกับคนรุ่นใหม่ที่มีความคิดสร้างสรรค์และเปิดกว้าง

    แบรนด์ต้องการนำเสนอภาพของเวียดนามที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม เปิดรับการแลกเปลี่ยน และยังคงยึดโยงกับเรื่องราวดั้งเดิมของผู้คนและอัตลักษณ์ที่แตกต่างกัน

    ปรัชญาของ LA TRỊNH atelier มุ่งเน้นการออกแบบที่มีคุณค่าและเอกลักษณ์ในระยะยาว ให้ความสำคัญกับความประณีตในการตัดเย็บ เทคนิคการสร้างแพตเทิร์นและโครงสร้างเสื้อผ้า ตลอดจนความสัมพันธ์ที่ยั่งยืนระหว่างเสื้อผ้ากับผู้สวมใส่

    ข่าวประชาสัมพันธ์ฉบับนี้ได้รับการเผยแพร่บน ด้วยเช่นกัน VRITIMES